ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙]อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 146อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 147อ่านอรรถกถา 20 / 148อ่านอรรถกถา 20 / 596
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี
วรรคที่ ๒

               วรรคที่ ๒               
               อรรถกถาสูตรที่ ๑-๒               
               ประวัติพระจุลลปัณฐกเถระและพระมหาปัณฐกเถระ               
               วรรคที่ ๒ สูตรที่ ๑ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               บทว่า มโนมยํ ความว่า กายที่บังเกิดขึ้นด้วยใจ ในอาคตสถานที่ตรัสไว้ว่า๑- “เข้าไปหาแล้วด้วยมโนมยิทธิทางกาย” ชื่อว่ากายมโนมัย. กายที่บังเกิดขึ้นด้วยใจในอาคตสถานที่กล่าวไว้ว่า๒- “ย่อมเข้าถึงกายอันสำเร็จด้วยใจอย่างใดอย่างหนึ่ง” ก็ชื่อว่ากายมโนมัย. ในที่นี้ประสงค์เอากายมโนมัยนี้.
____________________________
๑- ขุ. เถร. เล่ม ๒๖/ข้อ ๓๙๓  ๒- วิ. จุล เล่ม ๗/ข้อ ๓๕๐

               ในกายทั้ง ๒ อย่างนี้ ภิกษุทั้งหลายเหล่าอื่น เมื่อทำมโนมัยกายให้เกิดขึ้น ก็ทำให้เกิดขึ้น ๓ บ้าง ๔ บ้าง แต่ทำคนมากให้บังเกิดเป็นเหมือนคนเดียวกันไม่ได้. ชื่อว่ากระทำกรรมได้อย่างเดียวเท่านั้น.
               ส่วนพระเถระชื่อว่าจุลลปัณฐก นิรมิตพระ ๑,๐๐๐ รูปได้ด้วยอาวัชชนะเดียว แต่กระทำแก่ ๒ คนให้เสมือนเป็นคนๆ เดียวกันไม่ได้ ชื่อว่ากระทำกรรมอย่างเดียวไม่ได้. เพราะฉะนั้น ท่านชื่อว่า เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้นิรมิตมโนมัยกาย.
               พระจุลลปัณฐกนับว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุ คือภิกษุผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏฏะ. ส่วนพระมหาปัณฐกเถระท่านกล่าวว่าเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏฏะ.
               บรรดาทั้งสองรูปนั้น พระจุลลปัณฐกเถระ ท่านกล่าวว่าเป็นผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏฏะ เพราะได้รูปาวจรฌาน ๔. พระมหาปัณฐกเถระ ท่านกล่าวว่าเป็นผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏฏะ เพราะเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ. พระมหาปัณฐกชื่อว่าผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏฏะ เพราะเป็นผู้ฉลาดในวิปัสสนา.
               เจโตวิวฏฺฏกุสลานมฺปิ จูฬปนฺถโกว อคฺโค ปญฺญาวิวฏฺฏกุสลานมฺปน (๑)
มหาปนฺถกตฺเถโร อคฺโคติ วุตฺโต ฯ ตตฺถ จูฬปนฺถกตฺเถโร จตุนฺนํ รูปาวจรชฺฌานานํ
ลาภิตาย เจโตวิวฏฺฏกุสโลติ วุตฺโต มหาปนฺถกตฺเถโร จตุนฺนํ อรูปาวจรชฺฌานานํ
ลาภิตาย ปญฺญาวิวฏฺฏกุสโลติ วุตฺโต ฯ จูฬปนฺถโก จ สมาปตฺติกุสลตาย
เจโตวิวฏฺฏกุสโล นาม มหาปนฺถโก วิปสฺสนากุสลตาย ปญฺญาวิวฏฺฏกุสโล นาม.
# ๑. ม. ยุ. สญฺญาวิวฏฺฏ... ฯ เอวมุปริปิ ฯ


               อนึ่ง ในภิกษุ ๒ รูปนี้ รูปหนึ่งฉลาดในลักขณะสมาธิ รูปหนึ่งฉลาดในลักขณะแห่งวิปัสสนา. อนึ่ง รูปหนึ่งฉลาดในการหยั่งลงสมาธิ รูปหนึ่งฉลาดในการหยั่งลงสู่วิปัสสนา. อีกนัยหนึ่ง ใน ๒ รูปนี้ รูปหนึ่งฉลาดในการย่อองค์ รูปหนึ่งฉลาดในการย่ออารมณ์. อีกนัยหนึ่ง องค์หนึ่งฉลาดในการกำหนดองค์ องค์หนึ่งฉลาดในการกำหนดอารมณ์. พึงกระทำการประกอบความในภิกษุ ๒ รูปนี้ด้วยประการดังกล่าวมานี้.
               อีกอย่างหนึ่ง พระจุลลปัณฐกเถระเป็นผู้ได้รูปาวจรฌาน ออกจากองค์ฌาน แล้วบรรลุพระอรหัต ฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏฏะ พระมหาปัณถกเป็นผู้ได้อรูปาวจรฌาน ออกจากองค์ฌานแล้วบรรลุพระอรหัต ฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏฏะ
               พระเถระทั้ง ๒ รูปที่มีชื่อว่าปัณฐกะ เพราะท่านเกิดที่หนทางทั้งสองรูปนั้น รูปที่เกิดก่อนชื่อว่ามหาปัณฐกะ อีกรูปหนึ่งชื่อว่าจุลลปัณฐกะ
               ก็ในปัญหากรรมของพระเถระทั้ง ๒ รูปนี้มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้.
               ก็ในอดีตกาล ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ มีกุฏุมพี ๒ พี่น้องเป็นชาวเมืองหงสวดี เลื่อมใสในพระศาสดาไปฟังธรรมสำนักพระศาสดาเป็นนิตย์.
               ในกุฏุมพี ๒ พี่น้องนั้น วันหนึ่งน้องชายเห็นพระศาสดาสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งผู้ประกอบด้วยองค์ ๒ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ภิกษุรูปนี้เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เนรมิตกายมโนมัยและเป็นผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏฏะในศาสนาของเรา จึงคิดว่า น่าอัศจรรย์หนอ ภิกษุนี้เป็นคนเดียวทำ ๒ องค์ให้บริบูรณ์ เที่ยวไปได้ แม้เราก็ควรเป็นผู้บำเพ็ญมีองค์ ๒ เที่ยวไปในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคต ดังนี้.
               เขาจึงนิมนต์พระศาสดา ถวายมหาทานโดยนัยก่อนนั่นแล แล้วทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุที่พระองค์สถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่าเป็นยอดในศาสนาของพระองค์ ด้วยองค์มโนมัยและด้วยความเป็นผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏฏะ ในที่สุดแห่งวัน ๗ แต่นี้ แม้ข้าพระองค์ก็พึงเป็นผู้บำเพ็ญองค์ ๒ บริบูรณ์เหมือนภิกษุนั้น ด้วยผลแห่งกรรมอันเป็นอธิการนี้เถิด.
               พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคตก็ทรงเห็นว่า ความปรารถนาท่านจะสำเร็จโดยหาอันตรายมิได้ ทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตในที่สุดแห่งแสนกัป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ จักทรงอุบัติขึ้น พระองค์จักสถาปนาเธอไว้ในฐานะ ๒ นี้ ดังนี้ ทรงกระทำอนุโมทนา แล้วเสด็จกลับไป.
               แม้พี่ชายของท่านในวันหนึ่ง เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏฏะไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ก็กระทำบุญกุศลเหมือนอย่างนั้น กระทำความปรารถนาแล้ว แม้พระศาสดาก็ทรงพยากรณ์ท่านแล้ว.
               ทั้ง ๒ พี่น้องนั้นเมื่อพระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่กระทำกุศลกรรมแล้ว เมื่อเวลาพระศาสดาปรินิพพานแล้ว ได้บูชาด้วยทองที่พระเจดีย์บรรจุพระสรีระ จุติจากภพนั้นแล้วไปบังเกิดในเทวโลก เมื่อ ๒ พี่น้องเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ล่วงไปถึงแสนกัป.
               ในชนทั้ง ๒ นั้น ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวกัลยาณกรรมที่มหาปัณฐกะกระทำไว้ในระหว่างๆ ส่วนจุลลปัณฐกะออกบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป เจริญโอทาตกสิณล่วงไป ๒๐,๐๐๐ ปี ไปบังเกิดในสวรรค์.
               ครั้นภายหลังพระศาสดาของเราทรงบรรลุพระอภิสัมโพธิญาณ ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐแล้วทรงอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร ควรจะกล่าวถึงความบังเกิดของชนทั้ง ๒ นั้น.
               ได้ยินว่า กุลธิดาของธนเศรษฐีในกรุงราชคฤห์ กระทำการลักลอบกับทาสของตนเอง แล้วคิดว่า หากคนอื่นๆ รู้กรรมนี้ของเราก็กลัว กล่าวอย่างนี้ว่า เราไม่อาจอยู่ในที่นี้ได้ ถ้าหากว่ามารดาบิดาของเรารู้ความผิดอันนี้ จักกระทำเราให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จำเราจะไปอยู่ต่างถิ่นกันเถิด จัดถือเอาแต่ของสำคัญติดมือไปได้แล้วพากันออกทางประตูใหญ่ ไปอยู่ยังที่ๆ ไม่มีคนอื่นรู้จักเถิด.
               คนทั้ง ๒ ก็พากันออกไป เมื่อชนทั้ง ๒ นั้นอยู่ในที่แห่งหนึ่ง อาศัยความอยู่ร่วมกัน นางก็ตั้งครรภ์แล้ว พอครรภ์แก่จัด นางจึงปรึกษากับสามีว่า ครรภ์เราแก่มากแล้ว ธรรมดาการคลอดในที่ที่ไม่มีญาติเผ่าพันธ์เป็นความลำบากแก่เราทั้งสองแท้จริง เราไปเรือนสกุลกันเถอะ.
               สามีพูดผลัดว่า วันนี้จะไป พรุ่งนี้ค่อยไป จนล่วงไปหลายวัน.
               นางจึงคิดว่า ผู้นี้เป็นคนโง่ไม่กล้า ไปหรือไม่ไปก็ช่าง เราควรไป เมื่อสามีออกจากบ้านไปก็เก็บข้าวของไว้ในเรือน บอกแก่คนอยู่บ้านติดกันว่า ตนไปเรือนสกุลแล้วก็ออกเดินทาง.
               ทีนั้น บุรุษนั้นกลับมาเรือนไม่เห็นนาง ถามคนคุ้นเคยกันทราบว่า ไปเรือนสกุลจึงรีบติดตามไปทันกันในระหว่างทาง นางก็คลอดบุตรในที่นั้นนั่นเอง บุรุษนั้นถามว่า นี้อะไรนางผู้เจริญ. นางตอบว่า นายลูกเกิดคนหนึ่งแล้ว. บุรุษนั้นถามว่าบัดนี้เราจะทำอย่างไร.
               นางกล่าวว่า เราจะไปเรือนสกุลเพื่อประโยชน์แก่การใด การนั้นสำเร็จแล้วในระหว่าง เราไปที่นั้นแล้วจะทำอะไรได้ กลับกันเถิด. สองสามีภรรยานั้นมีใจตรงกันจึงกลับ. ก็สองสามีภรรยาตั้งชื่อบุตรว่า ปัณฐกะ เพราะทารกนั้นเกิดที่หนทาง. อีกไม่นานนัก นางก็ตั้งครรภ์บุตรอีกคนหนึ่ง เรื่องทั้งหมดพึงกล่าวให้พิสดารโดยนัยก่อนนั่นเทียว.
               เขาตั้งชื่อบุตรที่เกิดก่อนว่า มหาปัณฐก บุตรที่เกิดทีหลังว่า จุลลปัณฐก เพราะทารกทั้งสองนั้นเกิดที่หนทาง ชนทั้งสองนั้นพาทารกทั้งสองไปยังที่อยู่ของตนตามเดิม.
               เมื่อชนเหล่านั้นอยู่ในที่นั้น เด็กมหาปัณฐกะได้ยินเด็กอื่นๆ เรียก อา ลุง ปู่ ย่า จึงถามมารดาว่า แม่จ๋า เด็กอื่นๆ เรียกปู่ เรียกย่า ก็ญาติของพวกเราในที่นี้ไม่มีบ้างหรือ. นางตอบว่า จริงสิ ลูก ญาติของเราในที่นี้ไม่มีดอก แต่ในกรุงราชคฤห์ตาของเจ้าชื่อธนเศรษฐี ในกรุงราชคฤห์นั้นมีญาติของเจ้าเป็นอันมาก. เพราะเหตุไรเราจึงไม่ไปกันในกรุงราชคฤห์นั้นละแม่. นางมิได้เล่าเหตุที่ตนมาแก่บุตร เมื่อบุตรพูดบ่อยๆ จึงบอกสามีว่า เด็กๆ เหล่านี้รบเร้าเหลือเกิน พ่อแม่ของเราเห็นแล้วจักกินเนื้อหรือ มาเถอะ เราจะไปชี้สกุลตายายแก่เด็กๆ. สามีกล่าวว่า ฉันไม่อาจเผชิญหน้าได้ แต่ว่าจักพาไปได้. นางกล่าวว่า ดีละนาย เราควรให้เด็กๆ เห็นตระกูลตาด้วยอุบายอย่างหนึ่ง จึงควร.
               ทั้งสองคนจึงพาทารกไปจนถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับ พักที่ศาลาแห่งหนึ่งใกล้ประตูนคร มารดาเด็กส่งข่าวไปบอกแก่มารดาบิดาว่าพาเด็ก ๒ คนมา. สัตว์ที่เวียนว่ายอยู่ในสงสารวัฎชื่อว่าจะไม่เป็นบุตรจะไม่เป็นธิดากันไม่มี มารดาบิดานั้นได้ฟังข่าวแล้วส่งคำตอบไปว่า คนทั้งสองมีความผิดต่อเรามาก ไม่อาจอยู่ในสายตาของเราได้ ทั้ง ๒ คนจงถือเอาทรัพย์มีประมาณเท่านี้ไปอยู่ยังสถานที่ที่เป็นผาสุกเถิด แต่จงส่งเด็กๆ มาให้เรา
               ธิดาเศรษฐีรับเอาทรัพย์ที่มารดาบิดาส่งไปแล้วมอบเด็กทั้ง ๒ ไว้ในมือทูตที่มาแล้วนั้นแล. เด็กทั้ง ๒ นั้นเติบโตอยู่ในตระกูลของตา
               ในพี่น้องทั้งสองนั้น จุลลปัณฐกะยังเด็กเกินไป ส่วนมหาปัณฐกะไปฟังธรรมกถาของพระทศพลพร้อมกับตา เมื่อเขาฟังธรรมต่อพระพักตร์พระศาสดาอยู่เป็นประจำ จิตก็น้อมไปในบรรพชาเขาพูดกับตาว่า ถ้าตาอนุญาต หลานจะออกบวช.
               ตากล่าวว่า พูดอะไรพ่อ การบรรพชาของเจ้าผู้ออกบวชแล้วเป็นความเจริญทั้งแก่เราแลทั้งแก่โลกทั้งสิ้น ถ้าเจ้าสามารถก็จงบวชเถิดพ่อ ดังนี้รับคำแล้วพากันไปยังสำนักพระศาสดา.
               พระศาสดาตรัสว่า มหาเศรษฐี ท่านได้ทารกแล้วหรือ
               ศ. พระเจ้าข้า ทารกผู้นี้เป็นหลานของข้าพระองค์ เขาบอกว่าจะบวชในสำนักของพระองค์. พระศาสดาจึงตรัสมอบภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งว่า เธอจงให้ทารกนี้บวชเถิด
               พระเถระบอกตจปัญจกกัมมัฏฐานแก่ทารกนั้นแล้ว ให้บรรพชาแล้ว
               ท่านเรียนพระพุทธวจนะได้มาก มีพรรษาครบ แล้วก็อุปสมบท ครั้นอุปสมบทแล้วก็กระทำกิจกรรมในความใส่ใจโดยอุบายอันแยบคายจนได้อรูปาวจรฌาน ๔ ออกจากองค์ฌานแล้วได้บรรลุพระอรหัต ดังนั้น ท่านจึงเป็นยอดของบรรดาภิกษุผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏฏะ.
               ท่านยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในฌาน ความสุขในมรรค ความสุขในนิพพาน จึงคิดว่า เราอาจให้ความสุขชนิดนี้แก่จุลลปัณฐกะได้ไหมหนอ แต่นั้นจึงไปยังสำนักของเศรษฐีผู้เป็นตา กล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐี ถ้าโยมอนุญาต อาตมะจะให้จุลลปัณฐกะบวช. เศรษฐีกล่าวว่า จงให้บวชเถิดท่าน. พระเถระให้จุลลปัณฐกะบวชแล้วให้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐.
               สามเณรจุลลปัณฐกะเรียนคาถาในสำนักของพระพี่ชายว่าดังนี้.
                                   ปทฺทมํ ยถา โกกนุทํ สุคนฺธํ
                                   ปาโต สิยา ผุลฺลมวีตคนฺธํ
                                   องฺคีรสํ ปสฺส วิโรจมานํ
                                   ตปนฺตมาทิจฺจมิวนฺตลิกฺเข.

                         เชิญท่านดูพระอังคีรส ผู้รุ่งเรืองอยู่ ดุจพระอาทิตย์
                         ส่องแสงอยู่ในอากาศ เหมือนดอกปทุมวิเศษชื่อ
                         โกกนุทะ มีกลิ่นหอมบานอยู่แต่เช้า ไม่ปราศจาก
                         กลิ่นฉะนั้น.

               บทที่ท่านเรียนๆ ไว้แล้ว ก็หายไปเมื่อมาเรียนบทที่สูงๆ ขึ้นไป ท่านพยายามเรียนคาถานี้อย่างเดียวเวลาก็ล่วงไปถึง ๔ เดือน. คราวนั้น พระมหาปัณฐกะกล่าวกะท่านว่า ปัณฐกะเธอเป็นอภัพพในศาสนานี้ เธอจำคาถาแม้บทเดียวก็ไม่ได้เป็นเวลาถึง ๔ เดือน เธอจะทำกิจของบรรพชิตให้สำเร็จได้อย่างไร เธอจงออกไปจากที่นี้เสีย. ท่านถูกพระเถระขับไล่จึงไปยืนร้องไห้อยู่ ณ ท้ายพระวิหาร.
               สมัยนั้น พระศาสดาทรงเข้าอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ในชีวกัมพวันสวนมะม่วงของหมอชีวก. ขณะนั้น หมอชีวกใช้บุรุษไปทูลนิมนต์พระศาสดากับภิกษุ ๕๐๐ รูป และสมัยนั้น พระมหาปัณฐกะเป็นเจ้าหน้าที่แจกอาหาร เมื่อบุรุษนั้นกล่าวนิมนต์ว่า ท่านขอรับ ขอนิมนต์พระภิกษุ ๕๐๐ รูป. ท่านก็กล่าวว่า ฉันรับสำหรับภิกษุที่เหลือเว้นแต่พระจุลลปัณฐกะ.
               พระจุลลปัณฐกะได้ฟังคำนั้นก็โทมนัสเหลือประมาณ.
               พระศาสดาทรงเห็นพระจุลลปัณถกะร้องไห้อยู่ ทรงดำริว่า จุลลปัณฐกะเมื่อเราไปจักตรัสรู้ จึงเสด็จไปแสดงพระองค์ในที่ที่ไม่ไกลแล้วตรัสว่า ปัณฐกะ เธอร้องไห้ทำไม.
               ป. พี่ชายขับไล่ข้าพระองค์ พระเจ้าข้า.
               พ. ปัณฐกะ พี่ชายของเธอไม่มีอาสยานุสยญาณสำหรับบุคคลอื่น เธอชื่อว่าพุทธเวไนยบุคคล ดังนี้ ทรงบรรดาลฤทธิ์มอบผ้าชิ้นเล็กๆ ที่สะอาดผืนหนึ่งประทานตรัสว่า ปัณฐกะ เธอจงเอาผ้าผืนนี้ภาวนาว่า “รโชหรณํ รโชหรณํ” ดังนี้.
               ท่านนั่งเอามือคลำผ้าท่อนเล็กที่พระศาสดาประทานนั้น ภาวนาว่า รโชหรณํ รโชหรณํ เมื่อท่านลูบคลำอยู่ (เช่นนั้น) ผ้าผืนนั้นก็เศร้าหมอง เมื่อท่านลูบคลำอยู่บ่อยๆ ก็กลายเป็นเหมือนผ้าเช็ดหม้อข้าว ท่านอาศัยความแก่กล้าแห่งญาณ เริ่มตั้งความสิ้นไปและความเสื่อมไปในผ้านั้น คิดว่า ท่อนผ้านี้โดยปกติสะอาดบริสุทธิ์ เพราะอาศัยอุปาทินนกสรีระ จึงเศร้าหมอง แม้จิตนี้ก็มีคติเป็นอย่างนี้เหมือนกัน แล้วเจริญสมาธิกระทำรูปาวจรฌาน ๔ ให้ปรากฎ บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแล้ว. ท่านเป็นผู้ได้ฌานด้วยมโนมยิทธินั่นเอง สามารถทำคนคนเดียวเป็นหลายคนได้ หลายคนก็สามารถทำให้เป็นคนเดียวได้ ก็พระไตรปิฎกและอภิญญา ๖ มาถึงท่านพร้อมกับพระอรหัตมรรคนั่นแหละ.
               วันรุ่งขึ้น พระศาสดาเสด็จไปพร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ ประทับนั่งในนิเวศน์ของหมอชีวก. ส่วนพระจุลลปัณฐกะไม่ได้ไปเพราะตนไม่ได้รับนิมนต์นั่นเอง. ชีวกเริ่มถวายข้าวยาคู.
               พระศาสดาทรงเอาพระหัตถ์ปิดบาตร. หมอชีวกทูลถามว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ทรงรับพระเจ้าข้า. ตรัสว่า ยังมีภิกษุอีกรูปหนึ่งในวิหาร.
               ชีวกหมอชีวกจึงส่งบุรุษไปว่า พนายจงไปนิมนต์พระคุณเจ้าที่อยู่ในวิหารมาที. แม้พระจุลลปัณฐกเถระเนรมิตภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป ในเวลาใกล้ที่บุรุษนั้นมาถึง ทำไม่ให้เหมือนกันแม้สักองค์เดียว องค์หนึ่งๆ กระทำกิจของสมณะเป็นต้นว่า กะจีวรไม่เหมือนกับองค์อื่นๆ. บุรุษนั้นเห็นภิกษุมีมากในวิหารจึงกลับไปบอกหมอชีวกว่า นายท่าน ภิกษุในวิหารนี้มีมากผมไม่รู้จักพระคุณท่านที่จะพึงนิมนต์มาจากวิหารนั้น.
               หมอชีวกจึงทูลถามพระศาสดาว่า ภิกษุอยู่ในวิหารชื่อไร พระเจ้าข้า.
               พ. ชื่อจุลลปัณฐกะ ชีวก.
               หมอชีวกกล่าวกะบุรุษนั้นว่า ไปเถิดพนาย จงไปถามว่า องค์ไหนชื่อจุลลปัณถกะ แล้วนำมา.
               บุรุษนั้นกลับมายังวิหาร ถามว่า องค์ไหนชื่อจุลลปัณฐกะ ขอรับ.
               กล่าวว่า เราชื่อจุลลปัณฐกะ เราชื่อจุลลปัณถกะ ทั้ง ๑,๐๐๐ รูป.
               บุรุษนั้นกลับไปบอกหมอชีวกอีกว่า ภิกษุประมาณ ๑,๐๐๐ รูปทุกองค์บอกว่า เราชื่อจุลลปัณกะ เราชื่อจุลลปัณฐกะ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่า จุลลปัณฐกะองค์ไหนที่ท่านให้นิมนต์ หมอชีวกทราบได้โดยนัยว่า ภิกษุมีฤทธิ์เพราะแทงตลอดสัจจะแล้ว จึงกล่าวว่า เจ้าจงจับที่ชายจีวรภิกษุองค์ที่กล่าวก่อน บุรุษนั้นไปวิหารกระทำอย่างนั้นแล้ว ในทันใดนั้น ภิกษุประมาณ ๑,๐๐๐ รูปก็อันตรธานไป บุรุษนั้นพาพระเถระมาแล้ว พระศาสดาจึงทรงรับข้าวยาคูในขณะนั้น.
               เมื่อพระทศพลกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว เสด็จกลับพระวิหาร เกิดการสนทนากันขึ้นในธรรมสภาว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายใหญ่ถึงเพียงนั้นหนอ ทรงกระทำภิกษุผู้ไม่อาจจำคาถาคาถาหนึ่งได้ตลอด ๔ เดือนให้เป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ได้. พระศาสดาทรงทราบวารจิตของภิกษุเหล่านั้น ประทับนั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดไว้แล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอพูดอะไรกัน.
               ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์มิได้กล่าวเรื่องอะไรๆ อื่น กล่าวแต่คุณของพระองค์เท่านั้นว่า พระจุลลปัณฐกะได้ลาภใหญ่แต่สำนักของพระองค์ ดังนี้
               พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จุลลปัณฐกะนี้ทำตามโอวาทของเราแล้วได้ความเป็นทายาททางโลกุตตระ ในบัดนี้ยังไม่น่าอัศจรรย์ แม้ในอดีตเธอกระทำตามโอวาทของเราผู้ตั้งอยู่ในญาณยังไม่แก่กล้า ก็ได้ความเป็นทายาททางโลกิยะแล้ว.
               ภิกษุทั้งหลายจึงทูลวิงวอนว่า เมื่อไร พระเจ้าข้า.
               พระศาสดาทรงนำอดีตนิทานมาแสดงแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาลพระราชาพระนามว่าพรหมทัต ครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี. สมัยนั้น บัณฑิตชื่อจูฬกเศรษฐีเป็นคนฉลาดรู้นิมิตทั้งปวง วันหนึ่งกำลังเดินไปเฝ้าพระราชา เห็นหนูตาย (ตัวหนึ่ง) ในระหว่างทาง จึงกำหนดนักษัตร ในขณะนั้นแล้วกล่าวคำนี้ว่า กุลบุตรผู้มีดวงตามีปัญญาสามารถเอาหนูนี้ไปเลี้ยงภรรยาและจัดการงานได้.
               กุลบุตรเข็ญใจคนหนึ่งฟังคำเศรษฐีนั้นแล้วคิดว่า ผู้นี้ไม่รู้คงไม่พูด ดังนี้จึงเอาหนูไปให้ที่ร้านตลาดแห่งหนึ่ง เพื่อเลี้ยงแมว ได้ทรัพย์กากณิกหนึ่ง แล้วซื้อน้ำอ้อยด้วยทรัพย์กากณิกหนึ่งนั้น เอาหม้อใบหนึ่งใส่น้ำดื่มไป เห็นช่างจัดดอกไม้เดินมาแต่ป่าก็ให้ชิ้นน้ำอ้อยหน่อยหนึ่งแล้วเอากะบวยตักน้ำดื่มให้ ช่างดอกไม้เหล่านั้นให้ดอกไม้แก่บุรุษนั้นคนละกำ.
               แม้ในวันรุ่งขึ้น เขาเอาค่าดอกไม้นั้นไปซื้อน้ำอ้อยและหม้อน้ำดื่มแล้วไปยังสวนดอกไม้นั่นแหละ. วันนั้น ช่างดอกไม้ก็ให้กอดอกไม้ที่ตนเก็บไปครึ่งหนึ่งแล้วแก่เขาแล้วก็ไป ล่วงไปไม่นานนักเขาได้ทรัพย์นับได้ถึง ๘ กหาปณะโดยอุบายนี้.
               ในวันที่มีลมและฝน (ตกหนัก) วันหนึ่ง เขากระทำไม้ที่ล้มแล้วให้เป็นกอง จึงได้ทรัพย์อีก ๑๖ กหาปณะจากนายช่างหม้อหลวง เขาเมื่อได้ทรัพย์เกิดขึ้นถึง ๒๔ กหาปณะแล้วคิดว่า อุบายนี้มีประโยชน์แก่เรา จึงตั้งหม้อน้ำดื่มไว้หม้อหนึ่งในที่ไม่ไกลแต่ประตูเมือง เอาน้ำดื่มเลี้ยงคนตัดหญ้า ๕๐๐ คน. คนตัดหญ้าเหล่านั้นพูดกันว่า สหาย ท่านมีอุปการะมากแก่พวกเรา พวกเราจะทำอะไรแก่ท่านได้บ้าง.
               บุรุษนั้นตอบว่า เมื่อมีกิจเกิดขึ้นจึงกระทำแก่ข้าพเจ้าเถิด.
               เที่ยวไปทางโน้นทางนี้กระทำการผูกมิตรกับคนทำงานทางบกและคนทำงานทางน้ำ. คนทำงานทางบกบอกแก่เขาว่า พรุ่งนี้พ่อค้าม้าจะนำม้า ๕๐๐ ตัวมายังเมืองนี้ เขาได้ฟังคำนั้นแล้วให้สัญญาแก่คนตัดหญ้าให้กระทำฟ่อนหญ้าแต่ละฟ่อนๆ ให้เป็น ๒ เท่าแล้วนำมา ครั้นเวลาม้าทั้งหลายมาพักในเมืองแล้ว (เขา) ก็มานั่งทำฟ่อนหญ้า ๑,๐๐๐ ฟ่อนกองไว้ใกล้ประตูด้านใน. พ่อค้าม้าหาหญ้าสดให้ม้าทั่วเมืองไม่ได้ ต้องให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่บุรุษนั้นซื้อหญ้านั้นไป.
               จากนั้นล่วงไป ๒-๓ วัน สหายที่ทำงานทางทะเลมาบอกว่าจะมีเรือใหญ่เข้าจอดท่า. บุรุษนั้นคิดว่า อุบายนี้มี จึงเอาทรัพย์ ๘ กหาปณะเช่ารถที่พร้อมด้วยเครื่องใช้ทุกชนิดไปยังท่าจอดเรือ ทำสัญญากับนายท่า ประทับนิ้วมือไว้ที่เรือแล้วให้กั้นม่านไว้ในที่ไม่ไกล นั่งอยู่ในภายในม่านนั้น สั่งบุรุษคนใช้ไว้ว่า เมื่อพ่อค้าจากภายนอกมาถึงจงมาบอกทางประตูด่านที่ ๓.
               ครั้นคนใช้เหล่านั้นทราบว่า เรือมาถึงแล้วจึงบอกว่า มีพ่อค้าประมาณ ๑๐๐ คนจากกรุงพาราณสีมาซื้อสินค้า นายประตูที่ ๓ กล่าวว่า พวกท่านจะไม่ได้สินค้า (เพราะ) นายพานิชใหญ่ในที่โน้นท่านทำสัญญาไว้แล้ว พ่อค้าเหล่านั้นฟังคำของบุรุษเหล่านั้นแล้วจึงพากันไปยังสำนักของพ่อค้าใหญ่นั้น. ฝ่ายบุรุษคนสนิทแจ้งข่าวว่า พ่อค้าเหล่านั้นมาทางประตูด่านที่ ๓ ตามสัญญาฉบับก่อน. พ่อค้าทั้งร้อยคนนั้นต้องให้ทรัพย์คนละพันแล้วจึงเดินทางไปเรือกับบุรุษนั้นแล้วจ่ายทรัพย์อีกคนละพันๆ แล้วให้สละมัดจำแล้วจึงจะทำสินค้าให้เป็นของๆ ตนได้ บุรุษนั้นถือเอาทรัพย์ ๒ แสนกลับมายังกรุงพาราณสี คิดว่า เราควรจะเป็นคนกตัญญู จึงถือเอาทรัพย์แสนหนึ่งไปยังสำนักแห่งจูฬกเศรษฐี.
               ครั้งนั้น เศรษฐีถามบุรุษนั้นว่า พ่อทำอย่างไรจึงได้ทรัพย์นี้มา. บุรุษนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าตั้งอยู่ในอุบายที่ท่านกล่าวแล้วจึงได้ทรัพย์มาภายใน ๔ เดือนเท่านั้น.
               เศรษฐีได้ฟังคำของบุรุษนั้นจึงมาคิดว่า บัดนี้เราไม่ควรทำเด็กเห็นปานนี้ให้เป็นสมบัติของคนอื่น จึงยกธิดาที่เจริญวัยให้ ทำให้เป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั้งสิ้น.
               กุลบุตรแม้นั้น เมื่อเศรษฐีล่วงไปแล้วจึงรับตำแหน่งเศรษฐีแทนในพระนครนั้น ดำรงอยู่จนตลอดอายุแล้วไปตามยถากรรม.
               พระศาสดาตรัสเรื่องทั้ง ๒ นี้แล้วทรงสืบต่ออนุสนธิเทศนา ในขณะที่ตรัสรู้อนุตสัมโพธิญาณแล้ว ตรัสพระคาถาว่าดังนี้
                         อปฺปเกนปิ เมธาวี       ปาภเฏน วิจกฺขโณ
                         สมุฏฺฐาเปติ อตฺตานํ    อณุ ํ อคฺคึว สนฺธมนฺติ.
                         บุคคลผู้มีปัญญา มีปัญญาเห็นประจักษ์ ย่อม
                         ตั้งตนได้ด้วยทรัพย์อันเป็นต้นทุนแม้เล็กน้อย
                         ดุจบุคคลก่อไฟอันน้อย ให้โพลงขึ้นได้ ฉะนั้น.

               พระศาสดาทรงแสดงเหตุนี้แก่บรรดาภิกษุผู้นั่งประชุมกันในธรรมสภาด้วยประการดังนี้ นี้เป็นเรื่องราวที่มีมาตามลำดับ จำเดิมแต่การตั้งความปรารถนาไว้ในตอนแรกของพระมหาสาวกทั้งสอง.
               ก็ต่อมา พระศาสดามีหมู่พระอริยแวดล้อมแล้วประทับนั่งเหนือธรรมาสน์ ทรงสถาปนาพระจุลลปัณฐกเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏฏะ ผู้เนรมิตกายมโนมัยได้ ทรงสถาปนาพระมหาปัณฐกเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏฏะ ด้วยประการฉะนี้.

               จบอรรถกถาสูตรที่ ๑-๒               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๒
อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙]
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 146อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 147อ่านอรรถกถา 20 / 148อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=644&Z=659
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย
http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=14&A=4479
The Pali Atthakatha in Roman
http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php?B=14&A=4479
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :