ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น



นานาปัญหา
โดย คณะสหายธรรม
 

๓๕. ไม่เข้าใจธรรมที่แสดงในวันอาสาฬหบูชา
          ถาม  เนื่องด้วย ดิฉันมีข้อติดขัด และยังไม่เข้าใจในหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าเทศนาสั่งสอนในวันอาสาฬหบูชา จึงเขียนจดหมายเพื่อเรียนถาม กรุณาตอบจดหมายของดิฉันเพื่อเป็นวิทยาทานด้วย

          ตอบ  ในวันอาสาฬหบูชานั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจักกัปปวัตตนสูตรแก่ท่านพระปัญจวัคคีย์ อันมีท่านโกณฑัญญะเป็นหัวหน้า
          เรื่องที่ทรงแสดงคือ มัชฌิมาปฏิปทา คืออริยมรรคมีองค์แปด กับอริยสัจสี่
          เริ่มทีเดียว พระองค์ทรงแสดงทางสองสายที่ไม่ควรเดิน คือกามสุขัลลิกานุโยค คือการประกอบตนให้พัวพันอยู่ในกาม กับอัตตกิลมถานุโยค คือการประกอบตนให้เหน็ดเหนื่อยลำบากโดยเปล่าประโยชน์
          อย่างแรกการทำตนให้พัวพันอยู่ในความสุขในกามนั้น พระองค์ตรัสว่า เป็นธรรมที่เลว เป็นธรรมของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่มรรคผลนิพพาน
          อย่างหลังเป็นการทำตนให้เหน็ดเหนื่อยลำบาก ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่มรรคผลนิพพานเช่นกัน ธรรมอย่างหลังนี้พระองค์ทรงหมายถึงการทรมานตนโดยเปล่าประโยชน์ เช่นการนอนบนหนามเป็นต้นว่า เป็นการทำตนให้ลำบากโดยเปล่าประโยชน์ เพราะการกระทำเช่นนั้นไม่อาจให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้
          เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมที่ไม่ควรประพฤติอย่างนี้แล้ว ก็แสดงธรรมที่ควรประพฤติว่าได้แก่มัชฌิมาปฏิปทา คืออริยมรรคมีองค์ ๘ อันประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติและสัมมาสมาธิ ก็มัชฌิมาปฏิปทาอันได้แก่ทางสายกลางนี้ ไม่เข้าไปใกล้ทาง ๒ สายข้างต้น ทางสายกลางนี้แหละที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้วด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง ทางสายกลางนี้เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน
          ต่อจากนั้น พระองค์ทรงแสดงอริยสัจสี่ไปตามลำดับว่า นี้ทุกขอริยสัจ นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ อริยสัจทั้งสี่นั้นได้แก่อะไร พระองค์ก็ได้ทรงแสดงให้ทราบดังนี้
          ทุกขอริยสัจนั้น ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์ ความโทมนัส ความเหือดแห้งใจ ความประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น สรุปโดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ความยึดถือนั่นแหละเป็นทุกข์
          ทุกขสมุทัยอริยสัจ ได้แก่ตัณหาอันทำให้เกิดอีก ถ้าไม่มีตัณหาก็ไม่ต้องเกิด สภาพของตัณหานั้นได้แก่ความกำหนัดยินดี ความเพลิดเพลิน มีปกติให้เพลิดเพลินอยู่ในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ความยินดีเพลิดเพลินในกามทั้งหลาย ๑ ภวตัณหา ความยินดีในภพ หรือความยินดีที่ประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิ คือความเห็นผิดว่าธรรมทั้งปวงเป็นของเที่ยง ๑ วิภวตัณหา ความยินดีในวิภพ คือความยินดีที่ประกอบด้วยอุจเฉททิฏฐิ คือความเห็นว่าสัตว์ตายแล้วขาดสูญ คือไม่เกิดอีก ๑
          ทุกขนิโรธอริยสัจ ได้แก่ธรรมที่ดับตัณหาโดยไม่มีเศษเหลือ ธรรมนั้นคือนิพพาน
          ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ได้แก่ข้อปฏิบัติอันเป็นทางให้ถึงความดับทุกข์ ข้อปฏิบัตินี้คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้ในข้อว่า มัชฌิมาปฏิปทานั่นเอง มรรคมีองค์ ๘ อันเป็นอริยะนี้เท่านั้นเป็นทางเดียว คือข้อปฏิบัติอย่างเดียวที่จะให้ถึงมรรคผลนิพพาน
          อริยสัจทั้งสี่นี้ พระองค์ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย บัดนี้พระองค์ทรงรู้แล้วด้วยญาณปัญญาของพระองค์เองว่า
                    ทุกขอริยสัจควรกำหนดรู้ และพระองค์ได้ทรงกำหนดรู้แล้ว
                    ทุกขสมุทัยอริยสัจควรละ พระองค์ทรงได้ละแล้ว
                    ทุกขนิโรธอริยสัจควรทำให้แจ้ง ซึ่งพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว
                    ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจควรเจริญ พระองค์ได้เจริญแล้ว
          ตราบใดที่พระองค์ยังมิได้ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ตามความเป็นจริง พระองค์ก็ยังไม่ทรงประกาศว่า พระองค์เป็นผู้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ต่อเมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ตามความเป็นจริงแล้วนั่นแหละ พระองค์จึงทรงประกาศให้โลกรู้ว่าพระองค์ทรงตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมแล้ว เป็นเหตุให้พระองค์ทรงทราบว่า พระองค์ทรงพ้นแล้วจากตัณหา พระองค์ไม่เกิดอีกแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของพระองค์แล้ว
          ขณะเมื่อพระพุทธองค์ตรัสอริยสัจสี่อยู่นี้ ดวงตาเห็นธรรมได้บังเกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนที่ความดับเป็นธรรมดา ซึ่งความหมายว่า ธรรมทั้งหลายเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป ที่จะตั้งอยู่ตลอดกาลนั้นเป็นไปไม่ได้ นี้เป็นธรรมดาของธรรมทั้งหลาย
          สรุปว่าท่านปัญจวัคคีย์ได้สดับธรรมจักรที่พระองค์ทรงประกาศแล้ว ใน ๕ คนนั้น มีท่านโกณฑัญญะ คนเดียวได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน
          การประกาศธรรมจักรเป็นครั้งแรกของพระองค์ เป็นเหตุให้เทวดาตั้งแต่ภุมมเทวดาไปจนถึงพรหมในพรหมโลก พากันบันลือเสียงกระฉ่อนเป็นลำดับไป จนกระทั่งหมื่นโลกธาตุหวั่นไหว แสงสว่างส่องกระจ่างไปทั่วหมื่นโลกธาตุ กลบรัศมีของเทวดาและพรหมทั้งหลายจนหมดสิ้น
          ทั้งหมดนี้แหละ คือธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในวันอาสาฬหบูชา
________________________________________

ที่มา อ้างอิงและแนะนำ :-
          พระไตรปิฎกเล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๔
          มหาวรรค ภาค ๑
          ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/book/v.php?B=4&A=355&Z=478

          พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
          พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
          คำว่า อาสาฬหบูชา
http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=อาสาฬหบูชา
          คำว่า โกณฑัญญะ
http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=โกณฑัญญะ
          คำว่า มัชฌิมาปฏิปทา
http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=มัชฌิมาปฏิปทาา

ดาวน์โหลดนานาปัญหาทั้ง ๕๑ ข้อ นานาปัญหา โดยคณะสหายธรรม บันทึก ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com