ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓]อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 247อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 257อ่านอรรถกถา 20 / 267อ่านอรรถกถา 20 / 596
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์
อธิกรณวรรคที่ ๒

หน้าต่างที่ ๒ / ๓.

               อรรถกถาสูตรที่ ๖               
               ในสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
               บทว่า อญฺญตโร ได้แก่ พราหมณ์คนหนึ่งไม่ปรากฏชื่อ.
               บทว่า เยน ในคำว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ นี้ เป็นตติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ เพราะฉะนั้น พึงทราบเนี้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในที่ใด พราหมณ์เข้าไปเฝ้าในที่นั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบเนี้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า พวกเทวดาและมนุษย์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเหตุใด พราหมณ์เข้าไปเฝ้าด้วยเหตุนั้น.
               ก็พราหมณ์นั้นควรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเหตุอะไร. ด้วยความประสงค์บรรลุคุณวิเศษนานัปการ เหมือนฝูงนกเข้าหาต้นไม้ใหญ่ที่ออกผลเป็นนิจ ด้วยความต้องการกินผลไม้อร่อยๆ.
               อนึ่ง บทว่า อุปสงฺกมิ ท่านอธิบายว่าไปแล้ว.
               บทว่า อุปสงฺกมิตฺวา เป็นคำแสดงถึงความสิ้นสุดของการเข้าไปเฝ้า. อีกอย่างหนึ่ง ท่านอธิบายว่า ผู้ที่ไปอย่างนี้ ไปยังที่ใกล้กว่านั้น กล่าวคือใกล้ชิดพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               บทว่า ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ ความว่า พราหมณ์แม้นั้นได้มีความชื่นชมกับพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามพราหมณ์ถึงเรื่องพอทนได้เป็นต้น คือได้ถึงความชื่นชมอย่างเดียวกัน เหมือนน้ำร้อนกับน้ำเย็น.
               ก็กถาชื่อสัมโมทนียะ เพราะให้เกิดความชื่นชมกล่าวคือปีติและปราโมทย์ และเพราะภาวะที่ควรชื่นชม ซึ่งชื่นชมด้วยคำเป็นต้นว่า พอทนหรือ ท่านพระโคดมพอเป็นไปได้หรือ ท่านพระโคดมและสาวกของท่านพระโคดม มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย กระปรี้กระเปร่า มีกำลัง อยู่สบายดีหรือ. ชื่อสาราณียะ เพราะสมควรให้ระลึกถึงกันตลอดกาลนาน ระลึกอยู่เรื่อยๆ และเพราะภาวะที่ควรระลึก เพราะมีความไพเราะทั้งอรรถะและพยัญชนะ. ชื่อว่าสัมโมทนียะ เพราะเป็นสุขเมื่อฟัง. ชื่อว่าสาราณียะ เพราะเป็นสุขเมื่อระลึกถึง.
               อนึ่ง ชื่อว่าสัมโมทนียะ เพราะพยัญชนะบริสุทธิ์. ชื่อว่าสาราณียะ เพราะอรรถะบริสุทธิ์ พราหมณ์เสร็จการกล่าวสัมโมทนียกถา สาราณียกถา คือให้จบสิ้นโดยอเนกปริยายอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้แล้ว ประสงค์จะทูลถามเรื่องที่ตนมา จึงนั่งลง ณ ที่อันสมควร.
               ศัพท์ว่า เอกมนฺตํ แสดงภาวนปุงสกะ เหมือนในประโยคเป็นต้นว่า วิสมํ จนฺทิมสุริยา ปริวตฺตนฺติ พระจันทร์และพระอาทิตย์โคจรไม่เท่ากัน ดังนี้ ฉะนั้น พึงทราบเนี้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า นั่งอย่างที่ผู้นั่งนั่งในที่อันสมควร.
               อีกอย่างหนึ่ง บทนี้เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ.
               บทว่า นิสีทิ ได้แก่ เข้าไปใกล้. ธรรมดาคนฉลาดเข้าไปหาผู้ที่มีฐานะเป็นครู ย่อมนั่งในที่อันสมควร ด้วยความเป็นผู้ฉลาดในเรื่องนั่ง. และพราหมณ์นี้ก็เป็นคนหนึ่งในบรรดาคนฉลาดเหล่านั้น ฉะนั้นจึงนั่ง ณ ที่อันสมควร.
               ถามว่า นั่งอย่างไรจึงชื่อว่านั่ง ณ ที่อันสมควร.
               แก้ว่า นั่งเว้นโทษของการนั่ง ๖ อย่าง.
               โทษของการนั่ง ๖ อย่าง อะไรบ้าง.
               โทษของการนั่ง ๖ อย่าง คือ ไกลเกินไป ใกล้เกินไป นั่งเหนือลม นั่งที่สูง นั่งตรงหน้าเกินไป นั่งข้างหลังเกินไป.
               ผู้นั่งไกลเกินไป ถ้าต้องการจะพูดก็ต้องพูดเสียงดัง. นั่งใกล้เกินไป ย่อมจะเสียดสี. นั่งเหนือลม ย่อมจะเบียดเบียนด้วยกลิ่นตัว. นั่งที่สูง ย่อมประกาศว่าไม่เคารพ. นั่งตรงหน้าเกินไป ถ้าต้องการจะดูก็จะสบตากัน. นั่งข้างหลังเกินไป ถ้าต้องการจะดูก็จะต้องยื่นคอดู.
               เพราะฉะนั้น พราหมณ์แม้นี้จึงนั่งเว้นโทษของการนั่ง ๖ อย่างเหล่านี้ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นั่งลง ณ ที่อันสมควร.
               บทว่า เอตทโวจ ความว่า คำถามมี ๒ อย่าง คือ คำถามของคฤหัสถ์ ๑ คำถามของบรรพชิต ๑. ใน ๒ อย่างนั้น คำถามของคฤหัสถ์มาโดยนัยเป็นต้นว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล. คำถามของบรรพชิตมาโดยนัยนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้หรือหนอแล.
               ก็พราหมณ์นี้เมื่อจะถามคำถามของคฤหัสถ์ซึ่งสมควรแก่ตน จึงได้กราบทูลคำนี้ คือคำเป็นต้นว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม อะไรหนอเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย.
               บรรดาบทเหล่านั้น บททั้งสองว่า เหตุปจฺจโย นี้เป็นคำแสดงไขถึงเหตุนั่นเอง.
               บทว่า อธมฺมจริยา วิสมจริยาเหตุ แปลว่า เพราะเหตุแห่งความประพฤติไม่เรียบร้อย กล่าวคือความประพฤติผิดธรรม. อธิบายว่า เพราะความประพฤตินั้นเป็นเหตุ เพราะความประพฤตินั้นเป็นปัจจัย.
               ในบทนั้นมีอรรถของบทดังนี้
               ความประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ชื่อว่าความประพฤติผิดธรรม อธิบายว่า การกระทำที่ไม่เป็นธรรม ความประพฤติที่ไม่เรียบร้อย หรือความประพฤติซึ่งกรรมอันไม่เรียบร้อย เหตุนั้น จึงชื่อว่าความประพฤติไม่เรียบร้อย. ความประพฤติไม่เรียบร้อยนั่นด้วย เป็นความประพฤติผิดธรรมด้วยเหตุนั้น จึงชื่อว่าความประพฤติไม่เรียบร้อย เป็นความประพฤติผิดธรรม.
               แม้ในธรรมฝ่ายขาว ก็พึงทราบเนี้อความโดยอุบายนี้.
               แต่โดยใจความในที่นี้ พึงทราบว่า อกุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่าความประพฤติไม่เรียบร้อย คือความประพฤติผิดธรรม. กุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่าความประพฤติเรียบร้อย กล่าวคือความประพฤติถูกธรรม.
               อภิกฺกนฺต ศัพท์ ในคำว่า อภิกฺกนฺตํ โภ โคนม อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม นี้ แปลว่า สิ้นไป ดี งาม และน่าอนุโมทนายิ่ง.
               แปลว่าสิ้นไป ได้ในประโยคเป็นต้นว่า อภิกฺกนฺตา ภนฺเต รตฺติ นิกฺขนฺโต ปฐโม ยาโม จิรนิสินฺโน ภิกฺขุสงฺโฆ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราตรีสิ้นไปแล้ว ปฐมยามล่วงไปแล้ว ภิกษุสงฆ์นั่งนานแล้ว.
               แปลว่าดี ได้ในประโยคเป็นต้นว่า บุคคล ๔ คนเหล่านี้ คนนี้ดีกว่าและประณีตกว่า.
               แปลว่างาม ได้ในคาถาเป็นต้นว่า
                         ใครมีวรรณะงามยิ่งนัก รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์ รุ่งเรือง
                         ด้วยยศ ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว ไหว้เท้าของเรา.

               แปลว่า น่าอนุโมทนายิ่ง ได้ในคำเป็นต้นว่า น่าอนุโมทนายิ่ง พระเจ้าข้า.
               แม้ในที่นี้ อภิกฺกนฺตศัพท์ ก็แปลว่า น่าอนุโมทนายิ่งนั่นแล. และเพราะแปลว่า น่าอนุโมทนายิ่ง ฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านอธิบายไว้ว่า ดียิ่ง พระโคดมผู้เจริญ ดังนี้.
                         ท่านผู้รู้ย่อมพูดซ้ำ เพราะความกลัว โกรธ
                         สรรเสริญ รีบด่วน ตื่นตระหนก ร่าเริง โศก
                         และเลื่อมใส.

               ก็ อภิกฺกนฺตศัพท์นี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าว ๒ ครั้งในที่นี้ ด้วยอำนาจความเลื่อมใส และด้วยอำนาจความสรรเสริญ ตามลักษณะดังกล่าวมานี้.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อภิกฺกนฺตํ แปลว่า น่าปรารถนายิ่ง คือน่าพอใจยิ่ง. อธิบายว่า ดียิ่ง.
               ในสองศัพท์นั้น ด้วย อภิกฺกนฺตศัพท์หนึ่ง พราหมณ์ชมเทศนา อีกศัพท์หนึ่งชมความเลื่อมใสของตน.
               แลในที่นี้มีอธิบายดังนี้ว่า พราหมณ์ชมพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมาย เอาเนื้อความ ๒ เนื้อความว่า ดียิ่ง พระโคดมผู้เจริญ คือธรรมเทศนาของพระโคดมผู้เจริญดียิ่ง และข้าพระองค์เลื่อมใสก็เพราะอาศัยเทศนาของพระโคดมผู้เจริญ. พระดำรัสของพระโคดมผู้เจริญดียิ่ง เพราะดียิ่ง เพราะให้บรรลุคุณ.
               พึงประกอบเหมือนกัน ด้วยบทมีอาทิอย่างนี้ว่า เพราะให้เกิดศรัทธา เพราะให้เกิดปัญญา เพราะมีอรรถ เพราะมีพยัญชนะ เพราะบทตื้น เพราะอรรถลึก เพราะสะดวกหู เพราะถึงใจ เพราะไม่ยกตน เพราะไม่ข่มท่าน เพราะเย็นด้วยกรุณา เพราะตรัสด้วยปัญญา เพราะเป็นทางที่น่ารื่นรมย์ เพราะข่มศัตรูได้ เพราะสบายแก่ผู้ฟัง เพราะน่าพิจารณา และเพราะเกื้อกูล.
               แม้ต่อจากนั้น ก็ยังชมเทศนาด้วยอุปมาถึง ๔ ข้อทีเดียว.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิกฺกุชฺชิตํ ได้แก่ ตั้งคว่ำหน้า หรือเอาหน้าไว้ล่าง.
               บทว่า อุกฺกุชฺเชยฺย แปลว่า หงายหน้า.
               บทว่า ปฏิจฺฉนฺนํ ได้แก่ ปกปิดด้วยหญ้าเป็นต้น.
               บทว่า วิวเรยฺย แปลว่า หงายหน้าขึ้น.
               บทว่า มูฬฺหสฺส ได้แก่ คนหลงทิศ.
               บทว่า มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย ความว่า จูงมือไปบอกว่าทางนี้.
               บทว่า อนฺธกาเร ได้แก่ มืด ๔ อย่าง คือ แรม ๑๔ ค่ำ เที่ยงคืน ไพรสัณฑ์ทึบ เมฆหนา.
               เนื้อความของบทที่ยากเท่านี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้
               พระโคดมผู้เจริญให้ข้าพระองค์ผู้หันหลังให้พระสัทธรรม ตกอยู่ในอสัทธรรม ออกจากอสัทธรรมได้ เหมือนคนบางคนหงายของที่คว่ำ ทรงเปิดคำสอนที่ถูกมิจฉาทิฏฐิปกปิดจำเดิมแต่ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะอันตรธาน เหมือนเปิดของที่ปิด ทรงทำให้แจ้งซี่งทางสวรรค์และนิพพานแก่ข้าพระองค์ผู้ดำเนินทางชั่วทางผิด เหมือนบอกทางแก่คนหลง ทรงประกาศธรรมแก่ข้าพระองค์ ด้วยทรงชูประทีปคือเทศนา กำจัดความมืดคือโมหะที่ปกปิดพระรัตนตรัยนั้นแก่ข้าพระองค์ผู้จมอยู่ในที่มืดคือโมหะ ไม่เห็นรูปแห่งพุทธรัตนะเป็นต้น เหมือนคนส่องประทีปน้ำมันในที่มืด. เพราะทรงประกาศโดยปริยายเหล่านี้ เป็นอันทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย.
               พราหมณ์ชมเทศนาอย่างนี้แล้ว มีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยเพราะเทศนานี้ เมื่อกระทำอาการของผู้ที่เลื่อมใส จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า เอสาหํ ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอสาหํ ตัดบทเป็น เอโส อหํ แปลว่า ข้าพระองค์นี้.
               บทว่า ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉามิ ความว่า ข้าพระองค์ขอถึง คือคบ เสพ นั่งใกล้ ซึ่งพระโคดมผู้เจริญ ด้วยความประสงค์นี้ว่า พระโคดมผู้เจริญเป็นที่พึ่ง เป็นที่ไปในเบื้องหน้า เป็นผู้กำจัดความชั่ว และเป็นผู้ประทานประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพระองค์. อธิบายว่า ทราบ คือรู้อย่างนี้.
               ก็ธาตุเหล่าใดมีความว่าไป ธาตุเหล่านั้นมีความว่ารู้ ก็มี ฉะนั้นความของบทว่า คจฺฉามิ นี้ ท่านจึงกล่าวว่า ชานามิ พุชฺฌามิ ข้าพระองค์ทราบ คือรู้ ดังนี้.
               ในบทว่า ธมฺมญจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ นี้ ชื่อว่าธรรม เพราะทรงเหล่าสัตว์ผู้บรรลุมรรค และทำนิโรธให้แจ้ง ปฏิบัติตามคำสั่งสอน ไม่ให้ตกไปในอบาย ๔. โดยอรรถ ได้แก่อริยมรรคและพระนิพพาน.
               สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาสังขตธรรมทั้งหลาย อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เรากล่าวว่าเป็นยอดของสังขตธรรมเหล่านั้น.
               ว่าโดยพิสดาร มิใช่แต่อริยมรรคและพระนิพพานเท่านั้น ที่ชื่อว่าธรรมที่จริง แม้ปริยัติธรรมกับอริยผล ก็ชื่อว่าธรรม.
               สมจริงดังที่ตรัสไว้ในฉัตตมาณเวกวิมานวัตถุว่า
                         ราควิราคมเนชมโสกํ     ธมฺมมสงฺขตมปฺปฏิกูลํ
                         มธุรมิมํ ปคุณํ สุวิภตฺตํ    ธมฺมมิมํ สรณตฺถมุเปหิ.
                         เธอจงเข้าถึงธรรมเครื่องสำรอกราคะ ไม่หวั่นไหว
                         ไม่เศร้าโศก เป็นอสังขตธรรม ไม่ปฏิกูล งาม
                         คล่องแคล่ว จำแนกไว้ดีแล้วนี้ ว่าเป็นสรณะเถิด.

               บทว่า ราควิราโค ในที่นี้ ตรัสหมายถึงมรรค.
               บทว่า อเนชมโสกํ ได้แก่ ผล. ธมฺมมสงฺขตํ ได้แก่ นิพพาน.
               บทว่า อปฺปฏิกูลํ มธุรมิมํ ปคุณํ สุวิภตฺตํ ได้แก่ ธรรมขันธ์ทั้งหมดที่จำแนกเป็น ๓ ปิฏก. ชื่อว่าสงฆ์ เพราะเกี่ยวเนื่องกันโดยทิฏฐิและศีล. สงฆ์นั้น โดยอรรถได้แก่กลุ่มพระอริยบุคคล ๘.
               สมจริงดังที่ตรัสไว้ในวิมานวัตถุนั้นแหละว่า
                         ยตฺถ จ ทินฺนมหปฺผลมาหุ      จตูสุ สุจีสุ ปุริสยุเคสุ
                         อฏฺฐ จ ปุคฺคลธมฺมทสา เต    สงฺฆมิมํ สรณตฺถมุเปหิ.
                         เธอจงเข้าถึงสงฆ์ คือ คนสะอาด ๔ คู่ เป็นพระอริยบุคคล ๘
                         ซึ่งบัณฑิตกล่าวว่า ทานที่ถวายท่านแล้วมีผลมากนี้ ว่าเป็น
                         สรณะเถิด.

               หมู่แห่งภิกษุทั้งหลาย ชื่อภิกษุสงฆ์. พราหมณ์ประกาศการถึงสรณะ ๓ ประการด้วยคำเพียงเท่านี้.
               เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในสรณคมน์เหล่านั้น แม้ในที่นี้ก็ควรทราบวิธีนี้ว่า สรณคมน์ของผู้ที่ถึงสรณะมี ๒ ประเภท คือสรณคมน์ประเภท ๑ อานิสงส์แห่งสรณคมน์ประเภท ๑.
               คือ อย่างไร.
               พึงทราบโดยเนื้อความของบทก่อน ชื่อว่าสรณะ เพราะอรรถว่ากำจัด. อธิบายว่า ฆ่าเครื่องเศร้าหมองรอบๆ คือ ความสะดุ้ง ความทุกข์และทุคติ ทำให้พินาศ ด้วยสรณคมน์นั่นแหละของผู้ที่ถึงสรณะ.
               คำว่า สรณคมน์ นี้เป็นชื่อของพระรัตนตรัย.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าพุทธ เพราะกำจัดภัยของเหล่าสัตว์ ด้วยให้สิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นไปให้ออกจากสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์. ชื่อว่าธรรม เพราะยกสัตว์ให้ข้ามจากกันดารคือภพ และเพราะทำความเบาใจแก่สัตว์โลก. ชื่อว่าสงฆ์ เพราะทำสักการะแม้มีประมาณน้อย กลับได้ผลไพบูลย์.
               ฉะนั้น พระรัตนตรัยจึงเป็นสรณะ โดยปริยายแม้นี้ จิตตุปบาทที่กำจัดกิเลสได้ด้วยความเลื่อมใสและความเคารพพระรัตนตรัยนั้น ที่เป็นไปโดยอาการ คือ ความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยนั้นเป็นเบื้องหน้า ชื่อว่าสรณคมน์ สัตว์ที่มีความพร้อมเพรียงด้วยสรณคมน์นั้น ถึงสรณะคือถึงรัตนะ ๓ เหล่านี้ว่าเป็นสรณะ ด้วยจิตตุปบาทมีประการดังกล่าวแล้ว. อธิบายว่า เข้าถึงรัตนะ ๓ เหล่านี้ว่า เป็นที่ไปในเบื้องหน้าอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
               ก็สรณคมน์ของผู้ที่ถึงสรณะ พึงทราบเพียงเท่านี้ก่อน.
               ก็ในประเภทแห่งสรณคมน์ สรณคมน์มี ๒ ประเภท คือ ที่เป็นโลกุตระประเภท ๑ ที่เป็นโลกิยะประเภท ๑.
               ใน ๒ ประเภทนั้น สรณคมน์ที่เป็นโลกุตระสำหรับผู้ที่เห็นอริยสัจแล้ว โดยอารมณ์มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ โดยกิจย่อมสำเร็จในพระรัตนตรัยทั้งสิ้น ด้วยการตัดขาดอุปกิเลสด้วยสรณคมน์ในมรรคขณะ. สรณคมน์ที่เป็นโลกิยะสำหรับพวกปุถุชน โดยอารมณ์มีพุทธคุณเป็นต้นเป็นอารมณ์ ย่อมสำเร็จด้วยการข่มอุปกิเลสด้วยสรณคมน์แล.
               สรณคมน์นั้นโดยอรรถ ได้แก่การได้ศรัทธาในวัตถุ ๓ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น และสัมมาทิฏฐิที่มีศรัทธาเป็นมูล. ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ท่านเรียกว่า ทิฏฐุชุกรรม.
               สรณคมน์นี้นั้นเป็นไปโดยอาการ ๔ คือ
                         โดยการมอบถวายตน ๑
                         โดยความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยเป็นเบื้องหน้า ๑
                         โดยเข้าถึงความเป็นศิษย์ ๑
                         โดยการนอบน้อม ๑.
               ใน ๔ อย่างนั้น ที่ชื่อว่าการมอบถวายตน ได้แก่การสละตนถวายแด่พระพุทธเจ้าเป็นต้นอย่างนี้ว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอมอบถวายตนแด่พระพุทธเจ้า แด่พระธรรม แด่พระสงฆ์.
               ที่ชื่อว่าความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยเป็นเบื้องหน้า ได้แก่ความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยเป็นเบื้องหน้าอย่างนี้ว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้ามีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นเบื้องหน้า ขอท่านทั้งหลายจงทรงจำข้าพเจ้าไว้ ดังนี้.
               ที่ชื่อว่าเข้าถึงความเป็นศิษย์ ได้แก่การเข้าถึงความเป็นศิษย์อย่างนี้ว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าเป็นอันเตวาสิก (ศิษย์) ของพระพุทธเจ้า ของพระธรรม ของพระสงฆ์ ขอท่านทั้งหลายจงทรงจำข้าพเจ้าไว้ ดังนี้.
               ที่ชื่อว่าทำความนอบน้อม ได้แก่การทำความเคารพอย่างยิ่งในพระพุทธเจ้าเป็นต้นอย่างนี้ว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอกระทำอภิวาท การลุกขึ้นรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมแด่วัตถุ ๓ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเท่านั้น ขอท่านทั้งหลายจงทรงจำข้าพเจ้าไว้ ดังนี้.
               เมื่อทำอาการ ๔ อย่างนี้แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมเป็นอันรับสรณคมน์แล้วทีเดียว.
               อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบการมอบถวายตน แม้อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าขอสละตนแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอสละตนแด่พระธรรม แด่พระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอสละชีวิต ดังนี้ เป็นอันข้าพเจ้าสละตนแล้วทีเดียว เป็นอันข้าพเจ้าสละชีวิตแล้วทีเดียว ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ พระพุทธเจ้าเป็นสรณะ เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าจนสุดสิ้นชีวิต ด้วยประการฉะนี้.
               การเข้าถึงความเป็นศิษย์ พึงเห็นเช่นสรณคมน์ของพระมหากัสสปะ แม้อย่างนี้ว่า ถ้าข้าพเจ้าจะพึงเห็นพระศาสดา ก็ขอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น ถ้าข้าพเจ้าจะพึงเห็นพระสุคต ก็ขอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น ถ้าข้าพเจ้าจะพึงเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ขอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น.
               ความเป็นผู้มีพระรัตนตรัยเป็นเบื้องหน้า พึงทราบอย่างสรณคมน์ของอาฬวกยักษ์เป็นต้น แม้อย่างนี้ว่า
                         โส อหํ วิจริสฺสามิ          คามา คามํ ปุรา ปุรํ
                         นมสฺสมาโน สมฺพุทฺธํ    ธมฺมสฺส จ สุธมฺมตํ.
                         ข้าพเจ้านั้นจักเที่ยวไป จากบ้านสู่บ้าน จาก
                         เมืองสู่เมือง ขอนมัสการพระพุทธเจ้าและพระ
                         ธรรมของพระองค์อันเป็นธรรมดี ดังนี้แล.

               ครั้งนั้นแล พราหมณ์พรหมายุลุกจากอาสนะ ห่มผ้าเฉวียงบ่า หมอบศีรษะลงแทบพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า จูบพระยุคลบาท นวดด้วยฝ่ามือ และประกาศชื่อว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าพราหมณ์พรหมายุ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าพราหมณ์พรหมายุ การทำความนอบน้อม พึงเห็นแม้อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
               ก็การทำความนอบน้อมนี้นั้นมี ๔ อย่างด้วยอำนาจญาติ, ภัย, อาจารย์และทักขิเณยยบุคคล. ใน ๔ อย่างนั้น สรณคมน์ย่อมมีได้ด้วยการทำความนอบน้อมแก่ทักขิเณยยบุคคล มิใช่มีด้วย ๓ อย่างนอกนี้. ด้วยว่า สรณะอันบุคคลถือด้วยอำนาจคนประเสริฐนั่นแล ขาดก็ด้วยอำนาจคนประเสริฐเหมือนกัน ฉะนั้น ผู้ใดเป็นศากยะก็ตาม เป็นโลกิยะก็ตาม ไหว้ด้วยคิดว่า พระพุทธเจ้าเป็นพระญาติของเรา ดังนี้ สรณะย่อมไม่เป็นอันผู้นั้นรับเลย.
               อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดไหว้ด้วยความกลัวว่า พระสมณโคดมเป็นผู้ที่พระราชาบูชา มีอานุภาพมาก เมื่อเราไม่ไหว้ จะพึงทำความพินาศให้ ดังนี้ สรณะย่อมไม่เป็นอันผู้นั้นรับเหมือนกัน.
               ผู้ใดระลึกถึงอะไรๆ ที่ตนเล่าเรียนในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ และเล่าเรียนอนุสาสนี ครั้งเป็นพระพุทธเจ้า เห็นปานนี้ว่า
                         เอเกน โภเค ภุญฺเชยฺย    ทฺวีหิ กมฺมํ ปโยชเย
                         จตุตฺถญฺจ นิธาเปยฺย       อาปทาสุ ภวิสฺสติ.
                         บุคคลพึงใช้ทรัพย์ส่วนหนึ่งกินอยู่ ใช้ทรัพย์ ๒
                         ส่วนประกอบการงาน ส่วนที่ ๔ พึงเก็บไว้ เผื่อ
                         คราวอันตราย ดังนี้.

               แล้วไหว้ด้วยคิดว่าเป็นอาจารย์ของเราดังนี้ สรณะย่อมไม่เป็นอันผู้นั้นรับเหมือนกัน.
               แต่ผู้ใดไหว้ด้วยคิดว่า ผู้นี้เป็นอัครทักขิเณยยบุคคลในโลก สรณะย่อมเป็นอันผู้นั้นรับแล้วทีเดียว.
               ผู้ที่รับสรณะอย่างนี้แล้ว เป็นอุบาสกก็ตาม เป็นอุบาสิกาก็ตาม ไหว้ญาติแม้บวชในพวกอัญญเดียรถีย์ ด้วยคิดว่า ผู้นี้เป็นญาติของเรา ดังนี้ สรณคมน์ไม่ขาด จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้ที่มิได้บวช ไหว้พระราชาด้วยอำนาจความกลัวว่า ธรรมดาว่าพระราชานั้น เพราะเขาบูชากันทั่วประเทศ เมื่อเราไม่ไหว้ จะพึงทำความพินาศให้ดังนี้ก็เหมือนกัน แม้ไหว้เดียรถีย์ผู้สอนศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยคิดว่าผู้นี้เป็นอาจารย์ของเรา สรณคมน์ไม่ขาด
               พึงทราบประเภทแห่งสรณคมน์ด้วยประการฉะนี้.
               และในที่นี้ สรณคมน์ที่เป็นโลกุตระมีสามัญญผล ๔ เป็นวิบากผล มีความสิ้นทุกข์ทั้งหมด เป็นอานิสังสผล.
               สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า
                         โย จ พุทฺธญฺจ ธมฺมญฺจ    สงฺฆญฺจ สรณํ คโต
                         จตฺตาริ อริยสจฺจานิ          สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ
                         ทุกขํ ทุกฺขสมุปฺปาทํ        ทุกฺขสฺส จ อติกฺกมํ
                         อริยญฺจฏฺฐงฺคิกํ               ทุกฺขูปสมคามินํ
                         เอตํ โข สรณํ เขมํ          เอตํ สรณมุตฺตมํ
                         เอตํ สรณมาคมฺม           สพฺพทุกฺขา ปมุจฺจติ.
                         ผู้ใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์
                         เป็นสรณะ ผู้นั้นย่อมเห็นอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญา
                         อันชอบ คือเห็นทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ
                         และอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ซึ่งให้ถึง
                         ความสงบทุกข์ นั่นแลเป็นสรณะอันเกษม
                         นั่นเป็นสรณะสูงสุดผู้อาศัยสรณะนี้ ย่อมพ้น
                         จากทุกข์ทั้งปวง ดังนี้.

               อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอานิสังสผลของสรณคมน์นั้น แม้ด้วยสามารถความไม่เข้าไปยึด โดยความเป็นของเที่ยงเป็นต้น.
               สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิจะพึงเข้ายึดสังขารอะไรๆ ว่าเที่ยง ว่าเป็นสุข เข้าถึงธรรมอะไรๆ ว่าเป็นตัวตน ฆ่าแม่ ฆ่าพ่อ ฆ่าพระอรหันต์ คิดร้ายทำพระตถาคตถึงห้อเลือด ทำลายสงฆ์ อุทิศศาสดาอื่น นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้.
               แต่ทั้งภวสมบัติ ทั้งโภคสมบัติ ก็เป็นผลของสรณคมน์ที่เป็นโลกิยะนั่นเอง.
               สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า
                                   เยเกจิ พุทฺธํ สรณํ คตาเส
                                   น เต คมิสฺสนฺติ อปายภูมึ
                                   ปหาย มานุสํ เทหํ
                                   เทวกายํ ปริปูเรสฺสนฺติ

                         ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งถึงพระพุทธเจ้า เป็นสรณะ
                         ชนเหล่านั้นจักไม่ไปสู่อบายภูมิ เขาละกายมนุษย์
                         แล้ว จักทำกายเทพให้บริบูรณ์ ดังนี้.

               ท่านกล่าวไว้อีกอย่างหนึ่งว่า
               ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพพร้อมด้วยเทวดา ๘๔,๐๐๐ เข้าไปหาท่านมหาโมคคัลลานะถึงที่อยู่ ฯลฯ ท่านมหาโมคคัลลานะได้กล่าวคำนี้กะท้าวสักกะจอมเทพผู้ยืนอยู่ ณ ที่อันสมควรว่า
               ดูก่อนจอมเทพ การถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะมีประโยชน์จริง.
               ดูก่อนจอมเทพ เพราะเหตุที่ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะนั่นแหละ สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เขาทั้งหลายย่อมเหนือเทวดาอื่นๆ โดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ อายุทิพย์ วรรณะทิพย์ สุข ยศ อธิปไตยทิพย์ รูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะอันเป็นทิพย์.
               ในพระธรรมและพระสงฆ์ก็นัยนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบผลวิเศษแห่งสรณคมน์ แม้ด้วยอำนาจเวลามสูตรเป็นต้น.
               ผลแห่งสรณคมน์พึงทราบอย่างนี้.
               แลในสรณคมน์ ๒ อย่างนั้น สรณคมน์ที่เป็นโลกิยะย่อมเศร้าหมองด้วยไม่รู้ สงสัยและรู้ผิดเป็นต้นในพระรัตนตรัย ย่อมไม่มีผลรุ่งโรจน์ ไม่มีผลแผ่ไพศาล. สรณคมน์ที่เป็นโลกุตระไม่มีเศร้าหมอง.
               อนึ่ง สรณคมน์ที่เป็นโลกิยะมี ๒ ชนิด คือชนิดมีโทษ ๑ ชนิดไม่มีโทษ ๑.
               ใน ๒ ชนิดนั้น ชนิดมีโทษย่อมมีได้ด้วยการมอบถวายตนในศาสดาอื่นเป็นต้น ชนิดนั้นมีผลไม่น่าปรารถนา. ชนิดไม่มีโทษ ย่อมมีได้ด้วยกาลกิริยา [ตาย] ชนิดนั้นไม่มีผลเพราะไม่มีวิบาก. ส่วนสรณคมน์ที่เป็นโลกุตระไม่มีขาดเลยทีเดียว ด้วยว่าแม้ในระหว่างภพ พระอริยสาวกก็ไม่อุทิศศาสดาอื่น.
               พึงทราบความเศร้าหมองและความขาดแห่งสรณคมน์อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
               บทว่า อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธารตุ ความว่า ขอท่านพระโคดมผู้เจริญจงทรงจำ คือจงทรงทราบข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นอุบาสก ดังนี้.
               เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในเรื่องของอุบาสก พึงทราบข้อเบ็ดเตล็ดในที่นี้ดังนี้ว่า
               อุบาสกคือใคร เหตุไรจึงเรียกอุบาสก อุบาสกมีศีลเท่าไร มีอาชีวะอย่างไร มีวิบัติอย่างไร มีสมบัติอย่างไร.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก อุปาสโก ได้แก่ คฤหัสถ์บางคนที่ถึงสรณะสาม.
               สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนมหานามะ บุคคลเป็นอุบาสกด้วยเหตุใดแล บุคคลเป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ. ดูก่อนมหานามะ บุคคลย่อมเป็นอุบาสกด้วยเหตุเพียงนี้แล.
               ถามว่า เหตุไรจึงเรียกอุบาสก.
               แก้ว่า เรียกว่าอุบาสก เพราะนั่งใกล้พระรัตนตรัย คือเรียกเขาว่า อุบาสก เพราะนั่งใกล้พระพุทธเจ้า เรียกว่าอุบาสก เพราะนั่งใกล้พระธรรม พระสงฆ์.
               ถามว่า อุบาสกมีศีลเท่าไร.
               แก้ว่า มีเจตนาเครื่องงดเว้นบาป ๕ ข้อ.
               อย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนมหานามะ ด้วยเหตุใดแล อุบาสกเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต เป็นผู้งดเว้นจากอทินนาทาน จากกาเมสุมิจฉาจาร จากมุสาวาท จากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท. ดูก่อนมหานามะ อุบาสกย่อมมีศีลด้วยเหตุเพียงนี้แล.
               ถามว่า มีอาชีวะอย่างไร.
               แก้ว่า ละเว้นการค้าขายที่ผิด ๕ อย่าง เลี้ยงชีพโดยธรรมโดยเหมาะสม.
               สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การค้าขาย ๕ อย่าง อุบาสกไม่พึงกระทำ ๕ อย่างอะไรบ้าง คือขายศัสตรา ขายสัตว์ ขายเนื้อ ขายน้ำเมา ขายยาพิษ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การค้าขาย ๕ อย่างเหล่านี้แล อุบาสกไม่พึงกระทำ.
               ถามว่า มีวิบัติอย่างไร.
               แก้ว่า ศีลวิบัติและอาชีววิบัตินั้นแหละเป็นวิบัติของอุบาสก.
               อีกอย่างหนี่ง กิริยาที่เป็นเหตุให้อุบาสกนี้เป็นผู้ต่ำช้า มัวหมอง เลวทราม แม้นั้นพึงทราบว่า เป็นวิบัติของอุบาสกนั้น. กิริยาที่ว่านั้น โดยความก็คือธรรม ๕ ประการมีความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น.
               เหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมเป็นอุบาสกต่ำช้า เป็นอุบาสกมัวหมอง เป็นอุบาสกเลวทราม ธรรม ๕ ประการอะไรบ้าง คือเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ ทุศีล ๑ ถือมงคลตื่นข่าว คิดเชื่อมงคล ไม่เชื่อกรรม ๑ แสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา ๑ ไม่บำเพ็ญบุญแต่ในพุทธศาสนา ๑ ดังนี้.
               ถามว่า มีสมบัติอย่างไร.
               แก้ว่า ศีลสมบัติและอาชีวสมบัตินั่นแหละ เป็นสมบัติของอุบาสก ธรรม ๕ ประการมีศรัทธาเป็นต้น ทำอุบาสกนั้นให้เป็นอุบาสกแก้วเป็นต้น.
               เหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาสกประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมเป็นอุบาสกแก้ว อุบาสกปทุมและอุบาสกบุณฑริก ธรรม ๕ ประการอะไรบ้าง คือเป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีศีลบริสุทธิ์ ๑ ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือเชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล ๑ ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา ๑ บำเพ็ญบุญแต่ในพุทธศาสนา ๑ ดังนี้.
               อคฺคศัพท์ในบทว่า อชฺชตคฺเค นี้ ย่อมปรากฏในความว่า (แปลว่า) เป็นต้น ปลาย ส่วน และประเสริฐที่สุด. ปรากฏในความว่าเป็นต้น ในประโยคเป็นต้นว่า แน่ะนายประตูเพื่อนรัก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่านจงกั้นประตูพวกนิครนถ์ชายหญิง ดังนี้. ในความว่าปลาย ในประโยคเป็นต้นว่า พึงเอาปลายนิ้วนั่นแหละจดปลายนิ้ว ปลายอ้อย ปลายไผ่ดังนี้. ในความว่าส่วน ในประโยคเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้แบ่งส่วนของมีรสเปรี้ยว หรือส่วนน้ำผึ้ง ตามส่วนของวิหาร หรือตามส่วนของบริเวณ ดังนี้. ในความว่าประเสริฐที่สุด ในประโยคเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดไม่มีเท้าก็ตาม ฯลฯ บรรดาสัตว์เหล่านั้น เรากล่าวพระตถาคต ว่าประเสริฐที่สุด ดังนี้.
               ก็ในที่นี้ อคฺคศัพท์นี้ พึงเห็นในความว่า เป็นต้น. ฉะนั้น ในบทว่า อชฺชตคฺเค นี้ พึงเห็นความอย่างนี้ว่า ทำวันนี้ให้เป็นต้น (ตั้งต้นแต่วันนี้เป็นต้นไป). บทว่า อชฺชตํ แปลว่า ความเป็นวันนี้. ปาฐะว่า อชฺชทคฺเค ดังนี้ก็มี. อักษรทำหน้าที่เชื่อมบท. ความว่า ทำวันนี้ให้ เป็นต้น.
               บทว่า ปาณุเปตํ ความว่า เข้าถึงด้วยลมปราณทั้งหลาย คือเข้าถึงชั่วเวลาที่ชีวิตของข้าพระองค์ยังเป็นไปอยู่. ขอท่านพระโคดมผู้เจริญจงทรงจำ คือทรงทราบข้าพระองค์ว่าไม่มีศาสดาอื่น เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะด้วยไตรสรณคมน์ เป็นกัปปิยการก ถ้าแม้จะมีใครเอาดาบคมกริบมาตัดศีรษะของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะไม่ยอมกล่าวพระพุทธเจ้าว่าไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระธรรมว่าไม่ใช่พระธรรม หรือพระสงฆ์ว่าไม่ใช่พระสงฆ์.
               พราหมณ์ (ไม่ปรากฏนาม) ถึงสรณะด้วยการมอบถวายตนอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ ปวารณาด้วยปัจจัย ๔ แล้วลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณ ๓ รอบแล้วหลีกไปแล.

               จบอรรถกถาสูตรที่ ๖               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ อธิกรณวรรคที่ ๒
อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓]
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 247อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 257อ่านอรรถกถา 20 / 267อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=1374&Z=1563
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย
http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=15&A=209
The Pali Atthakatha in Roman
http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php?B=15&A=209
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :