![]() |
|
| บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ | |
|
|
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) การค้นหาคำว่า เมตตา ผลการค้นหาพบ 57 ตำแหน่ง ดังนี้ :-
กัมมัฏฐาน ๒ (โดยหลักทั่วไป) คือ ๑. สมถกัมมัฏฐาน กรรมฐานเพื่อการทำจิตใจให้สงบ, วิธีฝึกอบรมเจริญจิตใจ ๒. วิปัสสนากัมมัฏฐาน กรรมฐานเพื่อการให้เกิดความรู้แจ้ง, วิธีฝึกอบรมเจริญปัญญา; กัมมัฏฐาน ๒ (โดยการปฏิบัติ) คือ ๑. สัพพัตถกกัมมัฏฐาน กรรมฐานที่พึงต้องการในที่ทั้งปวง หรือพึงใช้เป็นฐานของการเจริญภาวนาทุกอย่าง, กรรมฐานที่เป็นประโยชน์ในทุกกรณี ได้แก่ เมตตา มรณสติ และบางท่านว่า อสุภสัญญา ด้วย ๒. ปาริหาริยกัมมัฏฐาน กรรมฐานที่จะต้องบริหาร (ประจำตัว) คือกรรมฐานข้อหนึ่งข้อใดก็ตาม ที่เลือกว่าเหมาะกับตน เช่นว่าตรงกับจริตแล้ว หรือกำหนดเอาเป็นข้อที่ตนจะปฏิบัติเพื่อก้าวสู่ผลที่สูงขึ้นไปๆ แล้ว ต่อแต่นั้นก็จะต้องเอาใจใส่จัดปรับบำเพ็ญตลอดเวลาเพื่อให้ก้าวหน้าไปและได้ผลดี, ทั้งนี้หมายความว่า ผู้ปฏิบัติทุกคนพึงปฏิบัติกรรมฐานทั้ง ๒ ข้อ เนื่องจากสัพพัตถกกัมมัฏฐานจะช่วยเป็นพื้นเกื้อหนุนต่อปาริหาริยกัมมัฏฐาน โดยผู้ปฏิบัตินั้น พอเริ่มต้น ก็เจริญเมตตาต่อประดาภิกษุสงฆ์และหมู่ชน ตลอดถึงเทวดาในถิ่นใกล้รอบตัวจนทั่วสรรพสัตว์ เพื่อให้มีใจอ่อนโยนต่อกันและมีบรรยากาศร่มเย็นเป็นมิตร พร้อมกันนั้นก็เจริญมรณสติ เพื่อให้ใจห่างจากทุจริตไม่คิดถึงอเนสนา และกระตุ้นเร้าใจให้ปฏิบัติจริงจัง ไม่ย่อหย่อน ส่วนอสุภสัญญาก็มาช่วยให้โลภะหรือราคะเข้ามาครอบงำไม่ได้ เพราะจะไม่ติดใจแม้แต่ในทิพยารมณ์ แล้วก็มุ่งหน้าไปในปาริหาริยกรรมฐานของตน; ดู ภาวนา
ความรู้ที่ทำความชั่วร้ายให้เบาบาง, ธรรมที่ตัดความชั่วอันเป็นดุจหญ้าคา, สภาวะหรือการกระทำที่ฉลาด กอปรด้วยปัญญา หรือเกิดจากปัญญา เกื้อกูล เอื้อต่อสุขภาพ ไม่เสียหาย ไร้โทษ ดีงาม เป็นบุญ มีผลเป็นสุข, ความดี (กุศลธรรม), กรรมดี (กุศลกรรม) ตามปกติ กุศล กับ บุญ เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ แต่กุศล มีความหมายกว้างกว่า คือ กุศลมีทั้งโลกิยะ (กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร) และโลกุตตระ ส่วนบุญ โดยทั่วไปใช้กับโลกิยกุศล ถ้าจะหมายถึงระดับโลกุตตระ มักต้องมีคำขยายกำกับไว้ด้วย เช่นว่า โลกุตตรบุญ, พูดอีกอย่างหนึ่งว่า บุญ มักใช้ในความหมายที่แคบกว่า หรือใช้ในขั้นต้นๆ หมายถึงความดีที่ยังประกอบด้วยอุปธิ (โอปธิก) คือ ยังเป็นสภาพปรุงแต่งที่ก่อผลในทางพอกพูน ให้เกิดสมบัติ อันได้แก่ความพรั่งพร้อม เช่น ร่างกายสวยงามสมบูรณ์ และมั่งมีทรัพย์สิน แต่กุศลครอบคลุมหรือเลยต่อไปถึงนิรูปธิ (ไร้อุปธิ) และเน้นที่นิรูปธินั้น คือมุ่งที่ภาวะไร้ปรุงแต่ง ความหลุดพ้นเป็นอิสระ โยงไปถึงนิพพาน, พูดอย่างง่ายๆ เช่นว่า บุญ มุ่งเอาความสะอาดหมดจดในแง่ที่สวยงามน่าชื่นชม แต่กุศล มุ่งถึงความสะอาดหมดจดในแง่ที่เป็นความบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรติดค้าง ปลอดโปร่ง โล่ง ว่าง เป็นอิสระ, ขอให้ดูตัวอย่างที่ บุญ กับ กุศล มาด้วยกันในคาถาต่อไปนี้ (ขุ.อิติ. ๒๕/๒๖๒/๒๙๐) กาเยน กุสลํ กตฺวา วาจาย กุสลํ พหุํ มนสา กุสลํ กตฺวา อปฺปมาณํ นิรูปธึ ฯ ตโต โอปธิกํ ปุญฺญํ กตฺวา ทาเนน ตํ พหุํ อญฺเญปิ มจฺเจ สทฺธมฺเม พฺรหฺมจริเย นิเวสย (ท่านจงทำให้มาก ทั้งด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ ซึ่งกุศล อันประมาณมิได้ [อัปปมาณ แปลว่า มากมาย ก็ได้ เป็นโลกุตตระ ก็ได้] อันไร้อุปธิ [นิรูปธิ] แต่นั้นท่านจงทำบุญ อันระคนอุปธิ ให้มาก ด้วยทาน แล้วจง [บำเพ็ญธรรมทาน] ชักจูงแม้คนอื่นๆ ให้ตั้งอยู่ในพระสัทธรรม ในพรหมจริยะ) คาถานี้ แม้จะเป็นคำแนะนำแก่เทวดาก็ใช้ได้ทั่วไป คือเป็นคำแนะนำสำหรับผู้ที่จะอยู่เป็นคฤหัสถ์ว่า ในด้านแรกหรือด้านหลัก ให้ทำกุศล ที่เป็นนิรูปธิ ซึ่งเป็นการศึกษาหรือปฏิบัติเพื่อให้ได้สาระของชีวิต โดยพัฒนาตนให้เป็นอริยชน โดยเฉพาะเป็นโสดาบัน จากนั้น อีกด้านหนึ่ง ในฐานะเป็นอริยชน ก็ทำความดีหรือกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ อันเป็นบุญที่มีผลในทางอุปธิ เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญและความสุข ซึ่งเป็นไปตามธรรมดาของมัน และที่เป็นเรื่องสามัญในสังคมคฤหัสถ์ได้ ไม่เสียหาย เพราะเป็นผู้มีคุณความดีที่เป็นหลักประกันให้เกิดแต่ผลดีทั้งแก่ตนเองและแก่สังคมแล้ว; ตรงข้ามกับ อกุศล, เทียบ บุญ, ดู อุปธิ 2. บางแห่ง (เช่น ขุ.เถร. ๒๖/๑๗๐/๒๖๘) กุศล หมายถึง ความเกษม, ความปลอดภัย, สวัสดิภาพ, ความหวังดี, ความมีเมตตา
๑. อโลภะ ไม่โลภ (จาคะ) ๒. อโทสะ ไม่คิดประทุษร้าย (เมตตา) ๓. อโมหะ ไม่หลง (ปัญญา); เทียบ อกุศลมูล
พูดให้สั้นว่า กรรมฐานเป็นเครื่องรักษา ๔ คือ พุทธานุสติ อสุภะ เมตตา และมรณสติ, ท่านจัดขึ้นเป็นชุดที่มีชื่ออย่างนี้ในยุคอรรถกถา (วินย.อ.๓/๓๗๔), เรียกให้สั้นว่า จตุรารักข์, ในนวโกวาท เรียกว่า อารักขกัมมัฏฐาน ๔; ดู อารักขกัมมัฏฐาน
อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ อกุศลเจตสิก ๑๔ โสภณเจตสิก ๒๕; ถ้าจัดโดยขันธ์ ๕ เจตสิกก็คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นั่นเอง
เช่น พ่อแม่ มีกำลังพอที่จะเลี้ยงดูลูกได้ ก็ไม่เลี้ยงดูลูกให้สมควรแก่สถานะ เป็นต้น, ไม่เอื้อเฟื้อแก่ใคร
๑. ทรงชนะมาร ด้วยพระบารมีธรรมมีทานเป็นต้น ๒. ทรงชนะอาฬวกยักษ์ ด้วยพระขันติ ๓. ทรงชนะช้างนาฬาคีรีที่ตกมัน ด้วยพระเมตตา ๔. ทรงชนะโจรองคุลิมาล ด้วยการดลฤทธิ์ ๕. ทรงชนะนางจิญจมาณวิกา ด้วยความสงบเย็นพระทัยเป็นสันติธรรม ๖. ทรงชนะสัจจกนิครนถ์ ด้วยพระปัญญา ๗. ทรงชนะนันโทปนันทนาคราช ด้วยทรงอนุญาตการใช้ฤทธิ์แก่พระมหาโมคคัลลานะ ๘. ทรงชนะพระพรหมนามว่าพกะ (คนไทยเรียกว่า พกาพรหม) ด้วยพระญาณหยั่งรู้; บางทีเรียกแยกเป็น ชยมังคลอัฏฐกคาถา, พุทธชัยมงคลคาถา ก็เรียก, ชาวบ้านมักเรียกง่ายๆ ว่า คาถาพาหุง (เพราะขึ้นต้นด้วยคำว่า พาหุํ), เรียกอย่างเต็มแท้ว่า พุทธชยมังคลอัฏฐกคาถา; ดู ถวายพรพระ; เทียบ ชัยมงคลคาถา
การละกิเลสด้วยองค์ธรรมที่จำเพาะกันนั้น คือละกิเลสด้วยองค์ธรรมจำเพาะที่เป็นคู่ปรับกัน แปลง่ายๆ ว่า การละกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับ เช่น ละโกรธด้วยเมตตา (แปลกันมาว่า การละกิเลสได้ชั่วคราว)
หมายความว่า พ้นจากกิเลสด้วยอาศัยธรรมตรงข้ามที่เป็นคู่ปรับกัน เช่น เกิดเมตตา หายโกรธ เกิดสังเวช หายกำหนัด เป็นต้น เป็นการหลุดพ้นชั่วคราว และเป็นโลกิยวิมุตติ; ดู วิมุตติ
๑. ปุรัตถิมทิส ทิศเบื้องหน้า ได้แก่ บิดามารดา: บุตรธิดาพึงบำรุงมารดาบิดา ดังนี้ ๑. ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ ๒. ช่วยทำกิจของท่าน ๓. ดำรงวงศ์สกุล ๔. ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาท ๕. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วทำบุญอุทิศให้ท่าน; มารดาบิดาอนุเคราะห์บุตรธิดา ดังนี้ ๑. ห้ามปรามจากความชั่ว ๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี ๓. ให้ศึกษาศิลปวิทยา ๔. หาคู่ครองที่สมควรให้ ๕. มอบทรัพย์สมบัติให้ในโอกาสอันสมควร ๒. ทักขิณทิส ทิศเบื้องขวา ได้แก่ ครูอาจารย์: ศิษย์พึงบำรุงครูอาจารย์ ดังนี้ ๑. ลุกต้อนรับ แสดงความเคารพ ๒. เข้าไปหา ๓. ใฝ่ใจเรียน ๔. ปรนนิบัติ ๕. เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ; ครูอาจารย์อนุเคราะห์ศิษย์ดังนี้ ๑. ฝึกฝนแนะนำให้เป็นคนดี ๒. สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ๓. สอนศิลปวิทยาให้สิ้นเชิง ๔. ยกย่องให้ปรากฏในหมู่เพื่อน ๕. สร้างเครื่องคุ้มกันภัยในสารทิศ คือ สอนให้ศิษย์ปฏิบัติได้จริง นำวิชาไปเลี้ยงชีพทำการงานได้ ๓. ปัจฉิมทิส ทิศเบื้องหลัง ได้แก่ บุตรภรรยา: สามีพึงบำรุงภรรยาดังนี้ ๑. ยกย่องสมฐานะภรรยา ๒. ไม่ดูหมิ่น ๓. ไม่นอกใจ ๔. มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้านให้ ๕. หาเครื่องประดับมาให้เป็นของขวัญตามโอกาส; ภรรยาอนุเคราะห์สามี ดังนี้ ๑. จัดงานบ้านให้เรียบร้อย ๒. สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี ๓. ไม่นอกใจ ๔. รักษาสมบัติที่หามาได้ ๕. ขยันไม่เกียจคร้านในงานทั้งปวง ๔. อุตตรทิส ทิศเบื้องซ้าย ได้แก่ มิตรสหาย: พึงบำรุงมิตรสหาย ดังนี้ ๑. เผื่อแผ่แบ่งปัน ๒. พูดจามีน้ำใจ ๓. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ๔. มีตนเสมอ ร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วย ๕. ซื่อสัตย์จริงใจต่อกัน; มิตรสหายอนุเคราะห์ตอบดังนี้ ๑. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาป้องกัน ๒. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อน ๓. ในคราวมีภัย เป็นที่พึ่งได้ ๔. ไม่ละทิ้งในยามทุกข์ยาก ๕. นับถือตลอดถึงวงศ์ญาติของมิตร ๕. เหฏฐิมทิส ทิศเบื้องล่าง ได้แก่ คนรับใช้และคนงาน: นายพึงบำรุงคนรับใช้และคนงาน ดังนี้ ๑. จัดการงานให้ทำตามกำลังความสามารถ ๒. ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่งานและความเป็นอยู่ ๓. จัดสวัสดิการดี มีช่วยรักษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ เป็นต้น ๔. ได้ของแปลกๆ พิเศษมา ก็แบ่งปันให้ ๕. ให้มีวันหยุดและพักผ่อนหย่อนใจตามโอกาสอันควร; คนรับใช้และคนงาน อนุเคราะห์นายดังนี้ ๑. เริ่มทำงานก่อน ๒. เลิกงานทีหลัง ๓. เอาแต่ของที่นายให้ ๔. ทำการงานให้เรียบร้อยและดียิ่งขึ้น ๕. นำความดีของนายไปเผยแพร่ ๖. อุปริมทิส ทิศเบื้องบน ได้แก่ พระสงฆ์ สมณพราหมณ์: คฤหัสถ์พึงบำรุงพระสงฆ์ ดังนี้ ๑. จะทำสิ่งใดก็ทำด้วยเมตตา ๒. จะพูดสิ่งใด ก็พูดด้วยเมตตา ๓. จะคิดสิ่งใด ก็คิดด้วยเมตตา ๔. ต้อนรับด้วยความเต็มใจ ๕. อุปถัมภ์ด้วยปัจจัย ๔; พระสงฆ์อนุเคราะห์คฤหัสถ์ ดังนี้ ๑. ห้ามปรามจากความชั่ว ๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี ๓. อนุเคราะห์ด้วยความปรารถนาดี ๔. ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๕. ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง ๖. บอกทางสวรรค์ สอนวิธีดำเนินชีวิตให้ประสบความสุขความเจริญ; ดู คิหิวินัย
เทียบ อโนธิโสผรณา, โอธิโสผรณา; ดู แผ่เมตตา, วิกุพพนา, สีมาสัมเภท
(ข้อ ๒ ในจริต ๖)
1. เวฬุกัณฏกีนันทมารดา (นันทมารดาชาวเมืองเวฬุกัณฏกะ [เมืองหนามไผ่] ในแคว้นอวันตี) ได้ฌาน ๔ เป็นอนาคามี และเป็นอัครอุบาสิกา คู่กับนางขุชชุตรา พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็น ตุลา คือเป็นตราชู หรือเป็นแบบอย่างสำหรับสาวิกาทั้งหลายที่เป็นอุบาสิกา คู่กับนางขุชชุตรานั้น (เช่น อง.จตุกฺก. ๒๑/๑๗๖ ครั้งหนึ่ง ที่วัดพระเชตวัน เวฬุกัณฏกีนันทมารดา ถวายทานแด่พระสงฆ์มีพระสารีบุตรและพระมหา 2. อุตตรานันทมารดา เป็นธิดาของนายปุณณะ หรือปุณณสีหะ แห่งเมืองราชคฤห์ ซึ่งต่อมาพระราชาได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นธนเศรษฐี เมื่อท่านเศรษฐีใหม่จัดงานมงคลฉลองและถวายทาน อุตตราได้สดับพระดำรัสอนุโมทนาของพระพุทธเจ้า ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผลในคราวเดียวกับบิดาและมารดา อุตตรานั้นรักษาอุโบสถเป็นประจำ เดือนละ ๘ วัน ต่อมา เมื่อแต่งงานไปอยู่กับสามี ก็ จนกระทั่งคราวหนึ่ง อุตตราตกลงว่าจะถืออุโบสถครึ่งเดือน และใช้เวลาในการให้ทานและฟังธรรมให้เต็มที่ โดยใช้วิธีจ้างโสเภณีชื่อสิริมาให้มาอยู่กับสามีแทนตัวตลอดเวลา ๑๕ วันนั้น เมื่อครบครึ่งเดือน ในวันที่เตรียมจะออกจากอุโบสถ ได้ยุ่งอยู่ในโรงครัวจัดเตรียมอาหาร ตอนนั้น สามีมองลงมา ฝ่ายนางสิริมา อยู่มาหลายวันชักจะลืมตัว พอเห็นสามีกับภรรยายิ้มกัน ก็เกิดความหึงขึ้นมา แล้ววิ่งลงจากชั้นบน ผ่านเข้าครัว ฉวยกระบวย ตักน้ำมันที่เขากำลังปรุงอาหาร แล้วปรี่เข้ามาเทน้ำมันราดลงบนศีรษะของอุตตรา ฝ่ายอุตตรามีสติดี รู้ตัวว่า อะไรจะเกิดขึ้น ก็เข้าเมตตาฌานยืนรับน้ำมันที่ร้อนก็ไม่เป็นอันตรายแก่เธอ ขณะนั้น พวกคนรับใช้ของอุตตราซึ่งได้เห็นเหตุการณ์ ก็เข้ามาพากันรุมบริภาษ ทุบตีนางสิริมา กว่านางอุตตราจะห้ามสำเร็จ นางสิริมาก็บอบช้ำมาก ทำให้นางสิริมาสำนึกได้ถึงฐานะที่แท้จริงของตนที่เป็นคนข้างนอกรับจ้างเจ้าของบ้านมา จึงเข้าไปขอขมาต่ออุตตรา แต่อุตตราบอกว่าตนจะให้อภัยได้ต่อเมื่อบิดาทางธรรมคือพระพุทธเจ้าให้อภัยแล้ว ต่อมา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาที่บ้านของอุตตรา นางสิริมาเข้าไปกราบทูลขอขมาแล้ว อุตตราก็ให้อภัยแก่นาง และในวันนั้น นางสิริมาฟังพระธรรม (เรื่องนี้ อรรถกถาต่างคัมภีร์ เช่น อง.อ.๑/๕๖๒/๓๙๐; ธ.อ.๖/๑๗๑; วิมาน.อ.๑๒๓/๗๒ เล่ารายละเอียดแตกต่างกันไปบ้าง โดยเฉพาะอรรถกถาแห่งวิมานวัตถุ นอกจากว่านางสิริมาได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ยังบอกว่าอุตตราได้เป็นสกทาคามินี และสามีพร้อมทั้งบิดาและมารดาของสามีได้เป็นโสดาบัน) ต่อมา ในที่ประชุม ณ วัดพระเชตวัน พระพุทธเจ้าได้ตรัสยกย่องนางอุตตรานันทมารดา เป็นเอต (ส่วนอุตตรานันทมารดา เป็นเอตทัคคะ แต่ไม่ได้เป็นตุลา หรืออัครอุบาสิกา) ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่า เรื่องราวของนันทมารดาทั้งสองนาม ซึ่งกระจายอยู่ในที่ต่างๆ ขาดข้อมูลที่จะเป็นจุดประสานให้เกิดความชัดเจน, นอกจากนั้น เมื่ออ่านข้อความในคัมภีร์พุทธวงส์ ที่กล่าวถึงคู่อัครอุบาสิกาว่า นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา (ฉบับอักษรพม่า มีแห่งหนึ่งว่า อุตฺตรา นนฺทมาตา จ อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา เลยทีเดียว) บางท่านก็อาจจะยิ่งงง อาจจะเข้าใจไปว่า พระบาลีในที่นี้ หมายถึงนางอุตตรานันทมารดา แต่ที่จริงไม่ใช่ เพราะในที่นี้ท่านกล่าวถึงสองบุคคล คือ อุตตราเป็นบุคคลหนึ่ง ได้แก่ขุชชุตรา และนันทมารดาเป็นอีกคนหนึ่ง ได้แก่เวฬุกัณฏกีนันทมารดา (ในคัมภีร์อปทานแห่งหนึ่ง, ขุ.อป. ๓๓/๗๙ ดู อุตตรา, เอตทัคคะ
บารมีที่พระโพธิสัตว์ต้องบำเพ็ญให้ครบบริบูรณ์ จึงจะบรรลุโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า มี ๑๐ คือ ๑. ทาน (การให้ การเสียสละเพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์สรรพสัตว์) ๒. ศีล (ความประพฤติถูกต้องสุจริต) ๓. เนกขัมมะ (ความปลีกออกจากกามได้ ไม่เห็นแก่การเสพบำเรอ, การออกบวช) ๔. ปัญญา (ความรอบรู้เข้าถึงความจริง รู้จักคิดพิจารณาแก้ไขปัญหาและดำเนินการจัดการต่างๆ ให้สำเร็จ) ๕. วิริยะ (ความเพียรแกล้วกล้า บากบั่นทำการ ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่) ๖. ขันติ (ความอดทน ควบคุมตนอยู่ได้ในธรรม ในเหตุผล และในแนวทางเพื่อจุดหมายอันชอบ ไม่ยอมลุอำนาจกิเลส) ๗. สัจจะ (ความจริง ซื่อสัตย์ จริงใจ จริงจัง) ๘. อธิษฐาน (ความตั้งใจมั่น ตั้งจุดหมายไว้ดีงามชัดเจนและมุ่งไปเด็ดเดี่ยวแน่วแน่) ๙. เมตตา (ความรักความปรารถนาดี คิดเกื้อกูลหวังให้สรรพสัตว์อยู่ดีมีความสุข) ๑๐. อุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง อยู่ในธรรม เรียบสงบ สม่ำเสมอ ไม่เอนเอียง ไม่หวั่นไหวไป ด้วยความยินดียินร้ายชอบชังหรือแรงเย้ายวนยั่วยุใดๆ) บารมี ๑๐ นั้น จะบริบูรณ์ต่อเมื่อพระโพธิสัตว์บำเพ็ญแต่ละบารมีครบสามขั้นหรือสามระดับ จึงแบ่งบารมีเป็น ๓ ระดับ คือ ๑. บารมี คือคุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด ขั้นต้น ๒. อุปบารมี คือคุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด ขั้นจวนสูงสุด ๓. ปรมัตถบารมี คือคุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด ขั้นสูงสุด เกณฑ์ในการแบ่งระดับของบารมีนั้น มีหลายแง่หลายด้าน ขอยกเกณฑ์อย่างง่ายมาให้ทราบพอเข้าใจ เช่น ในข้อทาน สละทรัพย์ภายนอกทุกอย่างได้ เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นทานบารมี สละอวัยวะเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นทานอุปบารมี สละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เป็นทานปรมัตถบารมี บารมีในแต่ละขั้นมี ๑๐ จึงแยกเป็นบารมี ๑๐ (ทศบารมี) อุปบารมี ๑๐ (ทศอุปบารมี) และปรมัตถบารมี ๑๐ (ทศปรมัตถบารมี) รวมทั้งสิ้นเป็นบารมี ๓๐ เรียกเป็นคำศัพท์ว่า สมดึงสบารมี (หรือสมติงสบารมี) แปลว่า บารมีสามสิบถ้วน หรือบารมีครบเต็มสามสิบ แต่ในภาษาไทย บางทีเรียกสืบๆ กันมาว่า บารมี ๓๐ ทัศ; ดู ทัศ, สมดึงส-
ที่กล่าวนั้น เป็นความหมายทั่วไปโดยสรุป ต่อนี้พึงทราบคำอธิบายละเอียดขึ้น เริ่มแต่ความหมายตามรูปศัพท์ว่า กรรมที่ชำระสันดานของผู้กระทำให้สะอาด, สภาวะอันทำให้เกิดความน่าบูชา, การกระทำอันทำให้เต็มอิ่มสมน้ำใจ, ความดี, กรรมที่ดีงามเป็นประโยชน์, ความประพฤติชอบทางกายวาจาใจ, กุศล (มักหมายถึงโลกิยกุศลหรือความดีที่ยังกอปรด้วยอุปธิ คือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ปรารถนากันในหมู่ชาวโลก เช่น โภคสมบัติ); บางทีหมายถึงผลของการประกอบกุศล หรือผลบุญนั่นเอง เช่นในพุทธพจน์ (ที.ปา. ๑๑/๓๓ และมีพุทธพจน์ (ขุ.อิติ. ๒๕/๒๐๐ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้กลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้ เป็นชื่อของความสุข (บุญ ในพุทธพจน์นี้ ทรงเน้นที่การเจริญเมตตาจิต), พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ศึกษาบุญ (ปุญฺญเมว โส สิกฺเขยฺย - ขุ.อิติ. ๒๕/๒๐๐ ในการทำบุญ ไม่พึงละเลยพื้นฐานที่ตรงตามสภาพความเป็นจริงของชีวิต ให้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมเจริญงอกงามหนุนกันขึ้นไปสู่ความดีงามที่สมบูรณ์ เช่น พึงระลึกถึงพุทธพจน์ (สํ.ส. ๑๕/๑๔๖ ชนเหล่าใด ปลูกสวน ปลูกป่า สร้างสะพาน (รวมทั้งจัดเรือข้ามฟาก) จัดบริการน้ำดื่ม และบึงบ่อสระน้ำ ให้ที่พักอาศัย บุญของชนเหล่านั้น ย่อมเจริญงอกงาม ทั้งคืนทั้งวัน ตลอดทุกเวลา, ชนเหล่านั้น ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้เดินทางสวรรค์, คัมภีร์ทั้งหลายกล่าวถึงบุญกรรมที่ชาวบ้านควรร่วมกันทำไว้เป็นอันมาก เช่น (ชา.อ. ๑/๒๙๙) การปรับปรุงซ่อมแซมถนนหนทาง สร้างสะพาน ขุดสระน้ำ สร้างศาลาที่พักและที่ประชุม ปลูกสวนปลูกป่า ให้ทาน รักษาศีล ดังตัวอย่างในเรื่องของมฆมาณพ; ดู ดาวดึงส์, มฆะ พระพุทธเจ้าตรัสประมวลหลักการทำบุญที่พึงศึกษาไว้ เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ๓ (ขุ.อิติ. ๒๕/๒๓๘ ตรงข้ามกับ บาป, เทียบ กุศล, ดู บุญกิริยาวัตถุ, อุปธิ
ความดี ๕ อย่างที่ควรประพฤติคู่กันไปกับการรักษาเบญจศีลตามลำดับข้อดังนี้ ๑. เมตตากรุณา ๒. สัมมาอาชีวะ ๓. กามสังวร (สำรวมในกาม) ๔. สัจจะ ๕. สติสัมปชัญญะ; บางตำราว่าแปลกไปบางข้อคือ ๒. ทาน ๓. สทารสันโดษ = พอใจเฉพาะภรรยาของตน ๕. อัปปมาทะ = ไม่ประมาท; เบญจกัลยาณธรรม ก็เรียก
เป็นธิดาเศรษฐีในพระนครสาวัตถีได้รับวิปโยคทุกข์อย่างหนักเพราะสามีตาย ลูกตาย พ่อแม่พี่น้องตายหมด ในเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นฉับพลันทันทีและติดต่อกัน ถึงกับเสียสติ ปล่อยผ้านุ่งผ้าห่มหลุดลุ่ย เดินบ่นเพ้อไปในที่ต่างๆ จนถึงพระเชตวัน พระศาสดาทรงแผ่พระเมตตา เปล่งพระวาจาให้นางกลับได้สติ แล้วแสดงพระธรรมเทศนา นางได้ฟังแล้วบรรลุโสดาปัตติผล บวชเป็นพระภิกษุณี ไม่ช้าก็สำเร็จพระอรหัต ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางทรงพระวินัย
1. [ปะ-ริด] น้อย, เล็กน้อย, นิดหน่อย, ต่ำต้อย, ด้อย, คับแคบ, ไม่สำคัญ (ตรงข้ามกับ มหา หรือมหันต์) 2. [ปะ-ริด] สภาวะที่ด้อย หรือคับแคบ หมายถึงธรรมที่เป็นกามาวจร, พึงทราบว่า ธรรมทั้งปวง หรือสิ่งทั้งหลายประดามีนั้น นัยหนึ่งประมวลจัดแยกได้เป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ปริตตะ (ธรรมที่ด้อยหรือคับแคบ คือเป็นกามาวจร) มหัคคตะ หรือมหรคต (ธรรมที่ถึงความยิ่งใหญ่ คือเป็นรูปาวจร หรืออรูปาวจร) และ อัปปมาณะ (ธรรมที่ประมาณมิได้ คือเป็นโลกุตตระ); ดู กามาวจร 3. [ปะ-หริด] เครื่องคุ้มครองป้องกัน, บทสวดที่นับถือเป็นพระพุทธมนต์ คือบาลีภาษิตดั้งเดิมในพระไตรปิฎก ซึ่งได้ยกมาจัดไว้เป็นพวกหนึ่งในฐานะเป็นคำขลัง หรือคำศักดิ์สิทธิ์ ที่มีอานุภาพคุ้มครองป้องกันช่วยให้พ้นจากภยันตราย และเป็นสิริมงคลทำให้เกษมสวัสดีมีความสุขความเจริญ (ในยุคหลังมีการเรียบเรียงปริตรเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากบาลีภาษิตในพระไตรปิฎกบ้าง พึงทราบตามคำอธิบายต่อไป และพึงแยกว่า บทสวดที่มักสวดเพิ่มหรือพ่วงกับพระปริตรในพิธีหรือในโอกาสเดียวกัน มีอีกมาก มิใช่มาจากพระไตรปิฎก แต่เป็นของนิพนธ์ขึ้นภายหลัง ไม่ใช่พระปริตร แต่เป็นบทสวดประกอบ โดยสวดนำบ้าง สวดต่อท้ายบ้าง) กล่าวได้ว่า การสวดพระปริตรเป็นการปฏิบัติสืบเนื่องจากความนิยมในสังคมซึ่งมีการสวดสาธยายร่ายมนต์ (มันตสัชฌายน์, มันตปริชัปปน์) ที่แพร่หลายเป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งในศาสนาพราหมณ์ แต่ได้ปรับแก้จัดและจำกัดทั้งความหมาย เนื้อหา และการปฏิบัติ ให้เข้ากับคติแห่งพระพุทธศาสนา อย่างน้อยเพื่อช่วยให้ชนจำนวนมากที่เคยยึดถือมาตามคติพราหมณ์และยังไม่เข้มแข็งมั่นคงในพุทธคติ หรืออยู่ในบรรยากาศของคติพราหมณ์นั้น และยังอาจหวั่นไหว ให้มีเครื่องมั่นใจและให้มีหลักเชื่อมต่อที่จะช่วยพาพัฒนาก้าวต่อไป, ทั้งนี้ ในฝ่ายภิกษุ มีพุทธบัญญัติ (วินย. ๗/๑๘๓-๑๘๔ มีคำอธิบายว่า ติรัจฉานวิชา คือวิชาทำร้ายคนอื่น รวมทั้งมนต์อาถรรพ์ (อาถรรพณมนต์ตามคัมภีร์อถรรพเวทของพราหมณ์) เช่น มนต์ในการฝังรูปฝังรอย มนต์สะกดคนให้อยู่ใต้อำนาจ มนต์แผดเผาสรีรธาตุให้เขาผอมแห้ง มนต์ชักลากเอาทรัพย์ของคนอื่นมา มนต์ทำให้มิตรผิดใจแตกกัน ฯลฯ มนต์เหล่านี้ภิกษุณีจะเรียนหรือสอนไม่ได้ เป็นการผิดพุทธบัญญัติ แต่เรียนหรือสอนปริตรเพื่อคุ้มครองตนเองหรือผู้อื่นก็ตาม ไม่ผิด, นอกจากนั้น หลายครั้ง พระพุทธเจ้าทรงแนะนำพระสาวก ให้เจริญเมตตาต่อสัตว์ทั้งหลาย เช่นต่องูบ้าง ให้ทำสัจกิริยาคืออ้างสัจจะอ้างคุณธรรมบ้าง ให้ระลึกถึงคุณและเคารพนบน้อมพระรัตนตรัยบ้าง เป็นกำลังที่คุ้มครองรักษาแล้วพระดำรัสนั้นก็ได้รับความนับถือจัดเป็นปริตรชื่อต่างๆ, ที่กล่าวนี้ พอให้เห็นความเป็นมาของพระปริตร ต่อไปนี้ จะสรุปข้อควรทราบเกี่ยวกับพระปริตรไว้เป็นความรู้ประกอบ ๑) โดยชื่อ: เรียกว่า ปริตร ตามความหมายที่เป็นเครื่องคุ้มครองป้องกันอันชอบธรรม ซึ่งต่างจากมนต์ ที่ได้มีความหมายโน้มไปในทางเป็นอาถรรพณมนต์ตามลัทธิของพราหมณ์ อย่างที่เรียกในบัดนี้ว่าเป็นไสยศาสตร์ ซึ่งมักใช้ทำร้ายผู้อื่น และสนองความโลภ เป็นต้น ๒) โดยเนื้อหา: ปริตรเป็นเรื่องของคุณธรรมทั้งในเนื้อหาและการปฏิบัติ คุณธรรมที่เป็นพื้นทั่วไปคือเมตตา บางปริตรเป็นคำแผ่เมตตาทั้งบท (เช่นกรณียเมตตปริตร และขันธปริตร) แม้แต่เมื่อจะเริ่มสวดพระปริตร ก็มีคำประพันธ์ที่แต่งขึ้นมาให้สวดสำหรับชุมนุมเทวดาก่อน ซึ่งบอกให้ผู้สวดตั้งจิตแผ่เมตตาแต่ต้น อย่างที่เรียกว่ามีเมตตาเป็นปุเรจาริก (และคำที่เชิญเทวดามาฟัง ก็บอกว่าเชิญมาฟังธรรม) คุณธรรมสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เป็นแกนของปริตรคือสัจจะ บางปริตรเป็นคำตั้งสัจกิริยาทั้งบท (เช่น อังคุลิมาลปริตรและวัฏฏกปริตร) บางปริตรเป็นคำระลึกคุณพระรัตนตรัย (รตนปริตร โมรปริตร ธชัคคปริตร อาฏานาฏิยปริตร) บางปริตรเป็นคำสอนหลักธรรมที่จะปฏิบัติ ให้ชีวิตสังคมเจริญงอกงามและหลักธรรมที่เจริญจิตเจริญปัญญา (มงคลสูตร โพชฌังคปริตร, โพชฌังคปริตรนั้นท่านนำสาระจากพระสูตรเดิมมาเรียบเรียงและเติมคำอ้างสัจจะต่อท้ายทุกท่อน) ๓) โดยหลักการ: ปริตรเป็นไปตามหลัก พระพุทธศาสนาที่ถือธรรมเป็นใหญ่สูงสุด ไม่มีการร้องขอหรืออ้างอำนาจของเทพเจ้า (เทพทั้งหลายแม้แต่ที่นับถือว่าสูงสุด ก็ยังทำร้ายกัน ไม่บริสุทธิ์แท้และไม่เป็นมาตรฐานที่แน่นอน ต้องขึ้นต่อธรรม มีธรรมเป็นตัวตัดสินในที่สุด เช่นว่า ก่อนโน้น พราหมณ์ถือว่าพระพรหมเป็นใหญ่ สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ต่อมาลัทธินับถือพระศิวะเล่าว่า เดิมทีพระพรหมมี ๕ พักตร์ กระทั่งคราวหนึ่งถูกพระศิวะกริ้วและทำลายพักตร์ที่ห้าเสีย จึงเหลือสี่พักตร์) ปริตรไม่อิงและไม่เอื้อต่อกิเลสโลภะ โทสะ โมหะเลย เน้นแต่ธรรม เฉพาะอย่างยิ่งเมตตาและสัจจะอย่างที่กล่าวแล้ว และอ้างพุทธคุณหรือคุณพระรัตนตรัยทั้งหมดเป็นอำนาจคุ้มครองรักษาอำนวยความเกษมสวัสดี ในหลายปริตรมีคำแทรกเสริม บอกให้เทวดามีเมตตาต่อหมู่มนุษย์ ทั้งเตือนเทวดาว่ามนุษย์ได้พากันบวงสรวงบูชา จึงขอให้ทำหน้าที่ดูแลรักษาเขาด้วยดี ๔) โดยประโยชน์: ความหมายและการใช้ประโยชน์จากปริตร ต่างกันไปตามระดับการพัฒนาของบุคคล ตั้งแต่ชาวบ้านทั่วไป ที่มุ่งให้เป็นกำลังอำนาจปกปักรักษาคุ้มครองป้องกัน จนถึงพระอรหันต์ซึ่งใช้เจริญธรรมปีติ แต่ที่ยืนเป็นหลักคือ ช่วยให้จิตของผู้สวดและผู้ฟังเจริญกุศล เช่น ศรัทธาปสาทะ ปีติปราโมทย์และความสุข ตลอดจนตั้งมั่นเป็นสมาธิ รวมทั้งเตรียมจิตให้พร้อมที่จะก้าวสู่ภูมิธรรมที่สูงขึ้นไป คือเป็นกุศลภาวนา เป็นจิตตภาวนา ๕) โดยที่มา: แหล่งที่มาของพระปริตร ได้แก่คำแนะนำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า กล่าวคือ พระสูตร พุทธานุญาต ชาดกเรื่องไหนตอนใดมีเนื้อความซึ่งได้ความหมายตรงตามที่ต้องการ ก็นำมาสวดและนิยมสืบกันมา เช่น มหาโจรองคุลิมาลเมื่อกลับใจมาบวชแล้ว วันหนึ่งไปบิณฑบาต พบสตรีครรภ์แก่คลอดยาก มีอาการทุลักทุเลลำบาก ท่านสงสารกลับจากบิณฑบาตแล้วก็มาเฝ้าทูลความแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์จึงทรงแนะนำให้ท่านเข้าไปหาสตรีนั้นและกล่าวคำเป็นสัจกิริยาว่า ดูกรน้องหญิง ตั้งแต่อาตมาได้เกิดแล้วในอริยชาติ มิได้รู้สึกเลยว่าจะจงใจปลงสัตว์เสียจากชีวิต ด้วยสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด พระองคุลิมาลได้ปฏิบัติตาม สตรีนั้นก็คลอดบุตรได้ง่ายโดยสวัสดี (ม.ม. ๑๓/๕๓๑ บางทีมีเหตุร้ายเกิดขึ้น เช่น คราวหนึ่งมีภิกษุถูกงูกัดถึงมรณภาพ เมื่อทรงทราบ ได้ตรัสอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายแผ่เมตตาจิตไปยังพญางูสี่ตระกูล (วิรูปักข์ เอราบถ ฉัพยาบุตร กัณหาโคตมกะ) เพื่อคุ้มครองรักษาและป้องกันตัว และได้ตรัสคาถาแผ่เมตตาแก่ตระกูลพญางูทั้งสี่นั้น ตลอดจนแก่สรรพสัตว์ ลงท้ายด้วยคุณพระรัตนตรัย และนมัสการพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ (วินย. ๗/๒๖ หรืออย่างพระพุทธเจ้าตรัสสอนธรรมโดยทรงเล่าเรื่องชาดกเป็นตัวอย่าง แล้วชาดกบางเรื่องที่มีถ้อยคำซึ่งได้ช่วยให้บุคคลหรือสัตว์ในเรื่องรอดพ้นอันตราย ก็มาเป็นปริตร ดังเช่น คาถานกคุ่ม ที่ลูกนกคุ่มกล่าวเป็นสัจกิริยา ทำให้ไฟป่าไม่ลุกลามเข้ามาไหม้รัง (ขุ.ชา. ๒๗/๓๕ หรืออย่างมงคลสูตร (ขุ.ขุ. ๒๕/๕ มงคลสูตรนี้ก็เป็นที่นิยมนับถือ นำมารวมไว้ในชุดพระปริตรเต็มทั้งพระสูตร พระปริตรที่ชื่อว่า อาฏานาฏิยปริตร จากอาฏานาฏิยสูตร (ที.ปา. ๑๑/๒๐๗ ณ ยามดึก ราตรีหนึ่ง ท้าวมหาราชสี่ (จาตุมหาราช หรือจตุโลกบาล) พร้อมด้วยบริวารจำนวนมาก ได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ที่เขาคิชฌกูฏ เมืองราชคฤห์ ครั้นแล้ว ท้าวเวสสวัณ ผู้ครองทิศอุดร (ไทยมักเรียก เวสสุวัณ, มีอีกชื่อหนึ่งว่า กุเวร) ได้กราบทูล (ในนามของผู้มาเฝ้าทั้งหมด) ว่า พวกยักษ์ที่ไม่เลื่อมใสพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็มี ที่เลื่อมใส ก็มี ส่วนมากที่ไม่เลื่อมใสเพราะตนเองทำปาณาติบาต เป็นต้น จนถึงดื่มสุราเมรัย เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนให้งดเว้นกรรมชั่วเหล่านั้น จึงไม่ชอบใจ ท้าวมหาราชทรงห่วง (อาฏานาฏิยรักขา เรียกง่ายๆ ว่า อาฏานาฏิยารักข์ โดยเรียกตามชื่อเทพนครอาฏานาฏา ที่ท้าวมหา โดยขอให้ทรงรับไว้ เพื่อทำให้ยักษ์พวกนั้นเลื่อมใส เป็นเครื่องคุ้มครองรักษาภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้อยู่ผาสุกปลอดจากการถูกเบียดเบียน แล้วท้าวเวสสวัณก็กล่าวคำอารักขานั้น เริ่มต้นด้วยคำนมัสการพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์มีพระวิปัสสี เป็นต้น ต่อด้วยเรื่องของท้าวมหาราชสี่รายพระองค์ที่พร้อมด้วยโอรสและเหล่าอมนุษย์พากันน้อมวันทาพระพุทธเจ้า, เมื่อจบแล้ว ท้าวเวสสวัณกราบทูลย้ำว่า คาถาอาฏานาฏิยรักขานี้ เพื่อเป็นเครื่องคุ้มครองรักษาภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้อยู่ผาสุกปลอดจากการถูกเบียดเบียน เมื่อเรียนไว้แม่นยำดีแล้ว หากอมนุษย์เช่นยักษ์เป็นต้นตนใดมีใจประทุษร้ายมากล้ำกราย อมนุษย์ตนนั้นก็จะถูกต่อต้าน และถูกลงโทษโดยพวก หากตนใดไม่เชื่อฟัง ก็ถือว่าเป็นขบถต่อท้าวมหาราชสี่นั้น กล่าวแล้วก็พากันกราบทูลลากลับไป ครั้นผ่านราตรีนั้นไปแล้ว พระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าเรื่องทั้งหมดแก่ภิกษุทั้งหลาย ตรัสว่าอาฏานาฏิยรักขานั้นกอปรด้วยประโยชน์ในการคุ้มครองรักษาดังกล่าวแล้ว และทรงแนะนำให้เรียนไว้, คาถาอาฏานาฏิยรักขานี้เองได้มาเป็นอาฏานาฏิยปริตร และอาฏานาฏิยปริตรนี้นับว่าเป็นตัวอย่างอันชัดเจนที่แสดงถึงวิธีสอนที่นำประชาชนให้ฝึกศึกษาพัฒนาชีวิตขึ้นมาตามลำดับ จากจุดเชื่อมต่อกับความเชื่อถือพื้นฐานของเขา เพื่อก้าวเข้ามาสู่คติแห่งพระพุทธศาสนา คือในแง่ความเชื่ออำนาจ และชำระอำนาจนั้นให้บริสุทธิ์เป็นกุศลปราศจากการใช้กิเลสเช่นโลภะและโทสะ ให้อำนาจที่เป็นกุศลชนะอำนาจอกุศล และที่สำคัญยิ่งคือไม่ให้ขัดหลักกรรม แต่ให้สนับสนุนความเพียรในการทำกุศลกรรม โดยมีความหมายในแง่คุ้มครองป้องกันให้ปลอดโปร่งปราศจากสิ่งขัดขวางกังวล ทั้งภายนอกและในใจ เพื่อให้พร้อมหรือมั่นใจมีกำลังใจที่จะเพียรทำกิจที่มุ่งหมาย เช่น ภิกษุก็จะเจริญสมณธรรมได้เต็มที่ (มิใช่รออำนาจศักดิ์สิทธิ์มาบันดาลผลนั้นให้) เรื่องราวอันเป็นที่มาของปริตรทั้งหลายตามที่เล่าในพระไตรปิฎก มีเพียงสั้นๆ ตรงๆ อย่างที่กล่าวแล้ว แต่ที่มาของบางปริตรปรากฏในอรรถกถาเป็นเรื่องราวยืดยาวพิสดาร โดยเฉพาะรตนปริตร จากรตนสูตร (ขุ.ขุ. ๒๕/๗ คราวหนึ่ง ที่เมืองเวสาลี ได้เกิดทุพภิกขภัยใหญ่ ผู้คนล้มตาย ซากศพเกลื่อนเมือง พวกอมนุษย์ก็เข้ามา แถมอหิวาตกโรคซ้ำอีก ในที่สุด กษัตริย์ลิจฉวีตกลงไปอาราธนาพระพุทธเจ้า ซึ่งเวลานั้นประทับที่เมืองราชคฤห์ (ยังอยู่ในรัชกาลของพระเจ้าพิมพิสาร) ขอให้เสด็จมา พระพุทธองค์ประทับเรือเสด็จมา เมื่อถึงเขตแดน พอย่างพระบาทลงทรงเหยียบฝั่งแม่น้ำคงคา ฝนโบกขรพรรษก็ตกลงมาจนน้ำท่วม พัดพาซากศพลอยลงแม่น้ำคงคาไปหมด และเมื่อเสด็จถึงเมืองเวสาลี ท้าวสักกะและประดาเทพก็มาชุมนุมรับเสด็จ เป็นเหตุให้พวกอมนุษย์หวาดกลัว พากันหนีไป ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสรตนสูตร ให้พระอานนท์เรียนและเดินทำปริตรไปในระหว่างกำแพงเมืองทั้ง ๓ ชั้น พระอานนท์เรียนรตนสูตรนั้นแล้วสวดเพื่อเป็นปริตร คือเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน พร้อมทั้งถือบาตรของพระพุทธเจ้า ใส่น้ำเดินพรมไปทั่วทั้งเมือง เป็นอันว่า ทั้งภัยแล้ง ภัยอมนุษย์ และภัยจากโรค ก็สงบสิ้นไป พระพุทธเจ้าประทับที่เมืองเวสาลีครึ่งเดือนจึงเสด็จกลับ มีการชุมนุมครั้งใหญ่เพื่อส่งเสด็จ เรียกว่า คงฺโคโรหณสมาคม (เป็นไทย=คงคาโรหณสมาคม, การชุมนุมในคราวเสด็จลงแม่น้ำคงคาเพื่อเสด็จกลับสู่เมืองราชคฤห์; การชุมนุมใหญ่อย่างนี้มีอีก ๒ ครั้ง คือ ยมกปาฏิหาริยสมาคม และเทโวโรหณสมาคม), พระสูตรนี้แสดงคุณของพระรัตนตรัย จึงเรียกว่า รตนสูตร (ในมิลินทปัญหาบางฉบับเรียกว่า สุวัตถิสูตร เพราะแต่ละคาถาลงท้ายว่า สุวตฺถิ โหตุ ด้วยสัจจะนี้ ขอความสวัสดีจงมี), เรื่องที่อรรถกถาเล่านี้ น่าจะเป็นที่มาของประเพณีการเอาน้ำใส่บาตรทำน้ำมนต์ แล้วพรมน้ำมนต์เพื่อความสุขสวัสดี ๖) โดยความเป็นมา: เดิมนั้น ปริตต์ มีความหมายว่า เครื่องคุ้มครองป้องกัน เช่นกล่าวข้อความนั้นๆ เพื่อเป็นปริตร หรือให้เป็นปริตร (เป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน) ยังไม่เรียกข้อความนั้นเองว่า ปริตร จึงใช้คำว่า ทำปริตต์ (ปริตตกรณะ) เช่นทำการแผ่เมตตา หรือทำการน้อมรำลึกหรือนมัสการอย่างนั้นๆ ให้เป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน ไม่ใช้คำว่า กล่าวหรือสวดปริตต์ ต่อมาจึงค่อยๆ เรียกข้อความที่สวดหรือบทสวดนั้นเองว่าปริตร แล้วปริตรก็มีความหมายว่า บทสวดเพื่อเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน ดังที่ในบัดนี้ ใช้คำว่า กล่าวปริตร หรือ สวดพระปริตร (ปริตตภณนะ) เป็นพื้น ปริตรได้เป็นคำเรียกบทสวด โดยมีรายชื่อปรากฏในคัมภีร์ชั้นหลังจากพระไตรปิฎก เริ่มแต่มิลินทปัญหา ซึ่งถือกันว่าเกิดขึ้นประมาณ พ.ศ. ๕๐๐ ในมิลินทปัญหานั้น มีรายชื่อ ๕-๗ ปริตร (ฉบับหนึ่งที่เป็นอักษรพม่ามี ๗ ปริตร คือ รตนสูตร เมตตสูตร ขันธปริตร โมรปริตร ธชัคคปริตร อาฏานาฏิยปริตร องคุลิมาลปริตร, ฉบับอักษรไทยมี ๕ ปริตร คือ ขันธปริตร สุวัตถิปริตร [=รตนสูตร] โมรปริตร ธชัคคปริตร อาฏานาฏิยปริตร), ต่อมาในชั้นอรรถกถา (ถึง พ.ศ. ๙๐๐ เศษ) พบรายชื่ออย่างมาก ๘ ปริตร คือ อาฏานาฏิยปริตร อิสิคิลิปริตร ธชัคคปริตร โพชฌังคปริตร ขันธปริตร โมรปริตร เมตตปริตร รตนปริตร (องฺ.อ. ๒/๒๑๐; นิทฺ๑.อ.๓๓๖), ต่อนี้ไป จะกล่าวข้อสังเกตตามลำดับ ดังนี้ ก. ปริตรที่ยืนตัวอยู่ในทุกรายชื่อตั้งแต่มิลินทปัญหามาจนวิสุทธิมัคค์กระทั่งถึงคัมภีร์แม้แต่ชั้นฎีกา มีเพียง ๕ คือ รตนปริตร ขันธปริตร ธชัคคปริตร อาฏานาฏิยปริตร และโมรปริตร ข. ตลอดยุคที่กล่าวมา รายชื่อหลักขึ้นต้นด้วยรตนปริตร ซึ่งบางทีเรียกชื่อเดิมเป็นรตนสูตร และในรายชื่อทุกบัญชี ไม่มีมงคลสูตรเลย ค. ไม่ชัดว่ามีมงคลสูตรเพิ่มเข้ามาในรายชื่อปริตรเมื่อใด แต่คงเพิ่มในยุคสมัยที่ไม่นานนัก น่าสังเกตว่า ท่านเพิ่มเข้ามาโดยจัดเป็นปริตรแรกทีเดียวนำหน้ารตนปริตร อีกทั้งเป็นบทเดียวที่คงเรียกชื่อเป็นสูตรคงที่ยืนตัว ไม่เรียกชื่อว่าปริตร ทั้งนี้ พอเห็นเหตุผลได้ชัดว่า เนื้อความในมงคลสูตรไม่มีลักษณะเป็นปริตรโดยตรง คือมิใช่มุ่งจะป้องกันภัยใดๆ อย่างปริตรอื่น แต่เป็นเรื่องของสิริมงคลคือ เป็นไปเพื่อความสุขความเจริญงอกงามกว้างๆ ครอบคลุมทั่วไปหมด ถึงจะไม่เป็นปริตร ก็ดีมีคุณไม่น้อยกว่าปริตร และควรเอามาสวดนำก่อนด้วยซ้ำ เพื่อให้เกิดสิริมงคลเป็นพื้นฐานหรือเป็นบรรยากาศไว้ก่อน แล้วจะแก้หรือกันอันตรายอย่างไหนก็ค่อยว่ากันต่อไป (และในแง่เนื้อความ มงคลสูตรก็ครอบคลุมความดีงามสุขสวัสดีทุกประการ โดยมีหลักธรรมที่เหมาะแก่ทุกบุคคล ครบทุกขั้นตอนของชีวิต) อีกทั้งท่านเอามาใช้เต็มทั้งพระสูตร ไม่ได้คัดตัดมาเพียงบางส่วน จึงเป็นอันได้เหตุผลที่นำมาสวดเข้าชุดปริตร และจัดเป็นบทแรก โดยเรียกชื่อคงเดิมว่ามงคลสูตร, ในคัมภีร์ขุททกปาฐะแห่งพระไตรปิฎก ท่านเรียงลำดับมงคลสูตรและรตนสูตรไว้ถัดกัน โดยมีมงคลสูตรเป็นสูตรแรก อรรถกถาอธิบายว่าลำดับนี้เข้ากับเหตุผลว่า มงคลสูตรเป็นอัตตรักษ์ (รักษาตัว) รตนสูตรเป็นปรารักษ์ (รักษาผู้อื่น) ง. ส่วนปริตรอื่นนั้นชัดอยู่แล้วว่า ปริตรใดเดิมเป็นพระสูตร และนำมาใช้สวดเต็มทั้งสูตร ปริตรนั้นจะเรียกชื่อเป็นสูตร หรือเรียกเป็นปริตร ก็ได้ คือ รตนสูตร/ปริตร กรณียเมตตสูตร/ปริตร (บางทีเรียกสั้นๆ ว่า เมตตสูตร/ปริตร) และธชัคคสูตร/ปริตร, ปริตรนอกนี้ มิใช่มาจากพระสูตร (เช่น มาจากชาดก) หรือถ้ามาจากพระสูตร ก็ไม่นำมาเต็มทั้งสูตร แต่คัดตัดมาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงเรียกว่าปริตรอย่างเดียว จ. อาฏานาฏิยปริตร มาจากอาฏานาฏิยสูตร แต่นำมาใช้เฉพาะคาถา อาฏานาฏิยา รกฺขา ที่ท้าวมหาราชสี่ถวาย ไม่นำมาเต็มทั้งสูตร (คือนำมาเพียงเอกเทศของพระสูตร) จึงเรียกว่าปริตรเท่านั้น ไม่เรียกว่าสูตร ในแง่นี้ อาฏานาฏิยปริตรก็เหมือนกับปริตรอื่นๆ ที่เรียกว่าปริตรอย่างเดียว แต่แง่ที่แปลกกว่านั้นก็คือ นำมาเฉพาะคาถานมัสการพระพุทธเจ้าเจ็ดพระองค์ ๖ คาถา ส่วนคาถาต่อจากนั้นซึ่งว่าด้วยเรื่องของท้าวมหาราชสี่ ท่านตัดออก แล้วประพันธ์คาถาใหม่ซึ่งส่วนใหญ่พรรณนาพระคุณของพระพุทธเจ้ามากมายหลายพระองค์ นบวันทาพระพุทธเจ้าเหล่านั้น ขอให้พระคุณของพระองค์ปกปักรักษา และขอให้ท้าวมหาราชทั้งสี่มารักษาด้วย, การที่พระโบราณาจารย์กระทำอย่างนี้ คงเป็นเพราะท่านเห็นว่า คาถาอาฏานาฏิยรักขามิใช่เป็นพระพุทธวจนะ แต่เป็นคำของเทพเท่านั้น เมื่อจะนำมาใช้ในกิจนอกพระไตรปิฎก ท่านจึงแต่งเพิ่มและเติมแทนได้ โดยเฉพาะคาถาที่ท่านแต่งนั้น ก็เป็นการเสริมเจตนารมณ์ของท้าวมหาราชทั้งสี่ที่แสดงออกใน ๖ คาถาแรก ให้ปริตรหนักแน่นมีกำลังมากยิ่งขึ้น, โพชฌังคปริตรมีลักษณะพิเศษต่างออกไปอีก เนื่องจากว่า เรื่องที่พระพุทธองค์เอง พระมหากัสสปะ และพระมหาโมคคัลลานะ สดับคำแสดงโพชฌงค์แล้วหายจากอาพาธนั้น กระจายอยู่ในสามพระสูตรต่างหากกัน (สํ.ม. ๑๙/๔๑๕-๔๒๘ เรื่องของอาฏานาฏิยปริตร (รวมทั้งโพชฌังคปริตร) นี้ น่าจะเป็นตัวอย่างให้ในยุคหลังมีการแต่งคาถาใหม่ขึ้น เป็นปริตรชื่อใหม่ๆ โดยนำเอาพุทธพจน์หรือข้อความในพระไตรปิฎกมาตั้งเป็นแกน ก็มี ไม่มีข้อความจากพระไตรปิฎกโดยตรงเลย ก็มี ได้แก่ อภยปริตร และชยปริตร ในประมวลบทสวดที่เรียกว่า สิบสองตำนาน ๗) โดยการจัดเป็นแบบแผน: ต่อมาในบ้านเมืองที่พระพุทธศาสนาเจริญแพร่หลาย มีคนทุกหมู่เหล่านับถือแล้ว ความนิยมสวดพระปริตรก็แพร่หลายมากขึ้นๆ จนเกิดเป็นประเพณีขึ้นโดยมีพิธีกรรมเกี่ยวกับการสวดพระปริตรนั้น และประเพณีนั้นก็พัฒนาต่อๆ มา เช่น มีการสวดปริตรนี้ในโอกาสนั้น สวดปริตรนั้นในโอกาสนี้ มีการสวดปริตรเป็นชุดในงานสำคัญ มีการแยกว่าพึงสวดชุดใดในงานไหนระดับใด ตลอดจนจัดลำดับในชุดพร้อมด้วยบทสวดประกอบต่างๆ เป็นต้น, ในคัมภีร์มิลินทปัญหา ซึ่งเล่าเรื่องราวเมื่อใกล้ พ.ศ. ๕๐๐ แม้จะมิได้กล่าวถึงพิธีสวดพระปริตร และระบุชื่อปริตรไว้ด้วยหลายบท (ฉบับอักษรพม่าระบุไว้ ๗, ฉบับอักษรไทยระบุไว้ ๕ ดังกล่าวข้างต้น) นี้แสดงว่า การสวดพระปริตรคงจะเป็นที่นิยมทั่วไปแล้วในชมพูทวีป รวมทั้งแคว้นโยนก (โยนกเวลานั้นขยายกว้างตั้งแต่แถบเหนือของอัฟกานิสถานและปากีสถาน มาจนถึงตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียปัจจุบัน) ต่อมา ในลังกาทวีป มีเรื่องราวเป็นหลักฐานชัดเจนตามคัมภีร์มหาวงส์ (พงศาวดารลังกายุคต้น) ว่า ในรัชกาลพระเจ้าอุปติสสะ ที่ ๑ (พ.ศ. ๙๐๕๙๕๒) เกิดทุพภิกขภัย พระองค์ได้โปรดให้นิมนต์พระสงฆ์ประชุมใหญ่ สวดพระปริตร แล้วฝนตกหายแล้ง ในสมัยหลังต่อมา ก็มีเหตุการณ์เช่นนี้อีก, พิธีสวดอย่างนี้ นอกจากเป็นงานใหญ่แล้ว ก็กลายเป็นประเพณี การสวดบางอย่างก็ทำเป็นประจำทุกปี อย่างน้อยก็ทำนองเป็นการบำรุงขวัญ ในบางคัมภีร์อย่างวินยสังคหะ ถึงกับอธิบายวิธีจัดเตรียมการในการสวดพระปริตรในบางโอกาส เช่น เมื่อไปสวดให้คนเจ็บไข้ฟัง พึงให้เขารับสิกขาบทก่อน (เราเรียกว่าให้ศีล) แล้วกล่าวธรรมแก่เขา พึงทำปริตรให้แก่ผู้ที่ตั้งอยู่ในศีล ถ้าคนถูกผีเข้า ไม่ควรสวดอาฏานาฏิยปริตรก่อน แต่พึงสวดเมตตสูตร ธชัคคสูตร และรตนสูตร ตลอดสัปดาห์ ถ้าผีไม่ยอมออก จึงควรสวดอาฏานาฏิยปริตร ดังนี้เป็นต้น ปริตรที่จัดเป็นหมวดหรือเป็นชุด ต่อมาก็มีการแยกเป็นชุดเล็กและชุดใหญ่ ดังที่เรียกว่า เจ็ดตำนาน (ใช้คำบาลีเป็น สัตตปริตต์) และ สิบสองตำนาน (ทวาทสปริตต์) แต่มีข้อน่าสงสัยว่า ตำนาน ในที่นี้หมายถึงเรื่องราวเล่าขานสืบกันมาใช่แน่หรือไม่ พอดีว่า ปริตต์ คือเครื่องคุ้มครองป้องกันนี้ มีคำบาลีที่เป็นไวพจน์ว่า รักขา ตาณ เลณ ทีปะ นาถ สรณะ เป็นต้น โดยเฉพาะ ตาณ นั้น บางทีใช้อธิบายหรือใช้แทนปริตฺต อย่างชัดเจน (เช่น ในโยชนาแห่งอรรถกถาวินัยว่า ยกฺขปริตฺตนฺติ ยกฺเขหิ สมนฺตโต ตาณํ) จึงน่าสันนิษฐานว่า อาจเป็น ตำนาณ ที่แผลงจาก ตาณ นี้เอง (คือเป็น เจ็ดตำนาณ และสิบสองตำนาณ) และเมื่อใช้เป็นแบบแผนในพระราชพิธี ก็ได้มีชื่อเป็นคำศัพท์เฉพาะขึ้นว่า ราชปริตร เรียกสัตตปริตต์ว่า จุลราชปริตร (ปริตรหลวงชุดเล็ก) และเรียกทวาทสปริตต์ว่า มหาราชปริตร (ปริตรหลวงชุดใหญ่) เจ็ดตำนาน ๑. มงคลสูตร ๒. รตนปริตร (มักเรียก รตนสูตร) ๓. เมตตปริตร (มักเรียก กรณียเมตตสูตร) ๔/๐. ขันธปริตร ๕/๐. โมรปริตร ๖/๐. ธชัคคปริตร (มักเรียก ธชัคคสูตร) ๗/๐. อาฏานาฏิยปริตร ๐/๗. โพชฌังคปริตร มีอังคุลิมาลปริตรนำ (ลำดับท้ายนี้ อาจเข้าแทนลำดับใดหนึ่งใน ๔-๗) สิบสองตำนาน ๑. มงคลสูตร ๒. รตนปริตร (มักเรียก รตนสูตร) ๓. เมตตปริตร (มักเรียก กรณียเมตตสูตร) ๔. ขันธปริตร มี ฉัททันตปริตร ตาม ๕. โมรปริตร ๖. วัฏฏกปริตร ๗. ธชัคคปริตร (มักเรียก ธชัคคสูตร) ๘. อาฏานาฏิยปริตร ๙. อังคุลิมาลปริตร ๑๐. โพชฌังคปริตร ๑๑. อภยปริตร (มีขึ้นในยุคหลัง) ๑๒. ชยปริตร (มีขึ้นในยุคหลัง) (พึงทราบว่า องฺคุลิมาลปริตฺต และ โพชฺฌงฺคปริตฺต นั้น เรียกเป็นภาษาไทยว่า อังคุลิมาลปริตร หรือองคุลิมาลปริตร และโพชฌังคปริตร หรือโพชฌงคปริตร ก็ได้ ยังไม่มีกำหนดเป็นยุติ) ๘) โดยเครื่องประกอบเสริม: อย่างที่ได้กล่าวว่า นอกจากตัวปริตรเองแล้ว มีบทสวดเสริมประกอบที่แต่งหรือจัดเติมเพิ่มขึ้นมาตามกาลเวลาอีกมาก ใช้สวดนำก่อนก็มี สวดแทรกก็มี สวดต่อท้ายก็มี เช่น ก่อนเริ่มสวด ก็มีการชุมนุมเทวดา คือกล่าวคำเชิญชวนเทวดามาฟัง เรียกว่ามาฟังธรรมหรือมาฟังพุทธวจนะ และเมื่อเริ่มสวด ก่อนจะถึงตัวพระปริตรก็สวดต้นตำนาน ซึ่งมีประมาณ ๔ บท แล้วจึงสวดตัวตำนานคือพระปริตรไปตามลำดับ ครั้นจบปริตรทั้งหมดแล้ว ก็สวดท้ายตำนาน ทำนองบทแถมอีกจำนวนหนึ่ง (อาจจะถึง ๑๐ บท) เสร็จแล้วจึงเป็นอันจบการสวด ยิ่งกว่านั้น ถ้ามีเวลาที่จะสวดอย่างเต็มพิธีจริงๆ นอกจากชุมนุมเทวดา (เรียกว่าขัดนำ) ตอนจะเริ่มสวดแล้ว ในช่วงที่สวดตัวตำนาน ก็มีการขัดตำนานแทรกคั่นไปตลอดด้วย คือ ระหว่างที่สวดปริตรหนึ่งจบแล้ว ก่อนจะสวดปริตรลำดับต่อไป ก็หยุดให้หัวหน้า (บัดนี้นิยมให้รูปที่ ๓ ผู้ขัดนำ คือรูปที่ชุมนุมเทวดา) ขัดตำนาน คือสวดบทแนะนำให้รู้จักปริตรบทที่จะสวดต่อไปนั้น (บทขัดของปริตรใด ก็เรียกตามชื่อของปริตรนั้น เช่น บทขัดมงคลสูตร บทขัดรตนปริตร ฯลฯ ซึ่งบอกให้รู้ว่าปริตรนั้นเกิดขึ้นมาอย่างไร มีคุณหรืออานิสงส์ในการสวดอย่างไร และเชิญชวนให้สวด) ขัดคั่นอย่างนี้ไปจนจบปริตรทั้งหมด, อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ แม้แต่ในพิธีใหญ่ๆ ก็น้อยนักที่จะมีการขัดตำนานในการสวดเจ็ดตำนานหรือสิบสองตำนาน เพราะจะทำให้การสวดยาวนานมาก, แต่ที่ยังนิยมปฏิบัติกันอยู่ ก็คือในกรณีที่มีการสวดบทพิเศษเพิ่มเข้ามา เช่น สวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ในงานทำบุญอายุครั้งสำคัญ เมื่อขัดนำตำนาน คือชุมนุมเทวดาแล้ว ก็ต่อด้วยบทขัดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรติดไปเลย จากนั้นสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตรและเจ็ดตำนานย่อไปจนจบ โดยไม่มีการขัดตำนานใดๆ อีก, ที่กล่าวมานี้ เป็นเรื่องของแบบแผนในพิธีที่เพิ่มขยายขึ้นมา เป็นเรื่องของประเพณีและเนื่องด้วยสังคม แต่ผู้ปฏิบัติในทางส่วนตัว เมื่อมุ่งสาระ พึงกำหนดชัดอยู่ที่ตัวพระปริตร นอกจากแบบแผนพิธีในการสวดแล้ว เครื่องประกอบสำคัญที่รู้กันดีก็คือ น้ำมนต์ และสายสิญจน์ ซึ่งมีมาแต่โบราณ แต่ในคัมภีร์ภาษาบาลี ท่านเรียกว่า ปริตโตทก (น้ำปริตร) และปริตตสูตร (สายหรือด้ายปริตร) ตามลำดับ รวมแล้ว ในเรื่องปริตรนี้ ข้อสำคัญอยู่ที่ต้องมีจิตใจเป็นกุศล นอกจากมีเมตตานำหน้าและมั่นในสัจจะบนฐานแห่งธรรมแล้ว ก็พึงรู้เข้าใจสาระของปริตรนั้นๆ โดยมีกัมมัสสกตาปัญญาอันมองเห็นความมีกรรมเป็นของตน ซึ่งผลที่ประสงค์จะสำเร็จด้วยความพากเพียรในการกระทำของตน เมื่อมีจิตใจโล่งเบาสดชื่นผ่องใส ด้วยมั่นใจในคุณพระปริตรที่คุ้มครองป้องกันภัยอันตรายให้แล้ว ก็จะได้มีสติมั่นมีสมาธิแน่วมุ่งหน้าทำการนั้นๆ ให้ก้าวต่อไปด้วยความเข้มแข็งมีกำลังหนักแน่นและแจ่มใสชัดเจนจนถึงความสำเร็จ, สำหรับพระภิกษุ ต้องตั้งใจปฏิบัติในเรื่องปริตรนี้ต่อคฤหัสถ์ด้วยจิตเมตตากรุณา พร้อมไปกับความสังวรระวัง มิให้ผิดพลาดจากพระวินัยในแง่ดิรัจฉานวิชา และเวชกรรม เป็นต้น; ดู ภาณยักษ์, ภาณวาร
คำที่พูดด้วยความรักความปรารถนาดี เช่น คำพูดสุภาพอ่อนโยน คำแนะนำตักเตือนด้วยความหวังดี (ข้อ ๒ ในสังคหวัตถุ ๔)
เช่น ในคำว่า ทำเมตตาให้เป็นปุเรจาริก แล้วสวดพระปริตร, ความเพียรอันมีศรัทธาเป็นปุเรจาริก
คำแผ่เมตตาที่ใช้เป็นหลักว่า สพฺเพ สตฺตา อเวรา อพฺยาปชฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ (ขุ.ปฏิ. ๓๑/๕๗๕ แปลว่า ขอสัตว์ทั้งหลาย, (ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน) หมดทั้งสิ้น, (จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด), อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย, (จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด), อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย, (จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด), อย่าได้มีทุกข์กายทุกข์ใจเลย, จงมีความสุขกายสุขใจ, รักษาตน (ให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น) เถิด. [ข้อความในวงเล็บเป็นส่วนที่เพิ่มเข้ามาในคำแปลเป็นไทย] ผู้เจริญเมตตาธรรมอยู่เสมอ จนจิตมั่นในเมตตา มีเมตตาเป็นคุณสมบัติประจำใจ จะได้รับอานิสงส์ คือผลดี ๑๑ ประการ คือ ๑. หลับก็เป็นสุข ๒. ตื่นก็เป็นสุข ๓. ไม่ฝันร้าย ๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย ๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย ๖. เทวดาย่อมรักษา ๗. ไม่ต้องภัยจากไฟ ยาพิษ หรือศัสตราอาวุธ ๘. จิตเป็นสมาธิง่าย ๙. สีหน้าผ่องใส ๑๐. เมื่อจะตาย ใจก็สงบ ไม่หลงใหลไร้สติ ๑๑. ถ้ายังไม่บรรลุคุณพิเศษที่สูงกว่า ย่อมเข้าถึงพรหมโลก อนึ่ง การแผ่เมตตานี้ สำหรับท่านที่ชำนาญ เมื่อฝึกใจให้เสมอกันต่อสัตว์ทั้งหลายได้แล้ว จะทำจิตให้คล่องในการแผ่ไปในแบบต่างๆ แยกได้เป็น ๓ อย่าง (ขุ.ปฏิ. ๓๑/๕๗๕ ๑. แผ่ไปทั่วอย่างไม่มีขอบเขต เรียกว่า อโนธิโสผรณา (อย่างคำแผ่เมตตาที่ยกมาแสดงข้างต้น) ๒. แผ่ไปโดยจำกัดขอบเขต เรียกว่า โอธิโสผรณา เช่นว่า ขอให้คนพวกนั้นพวกนี้ ขอให้สัตว์เหล่านั้นเหล่านี้ จงเป็นสุข ๓. แผ่ไปเฉพาะทิศเฉพาะแถบ เรียกว่า ทิสาผรณา เช่นว่า ขอให้มนุษย์ทางทิศนั้นทิศนี้ ขอให้ประดาสัตว์ในแถบนั้นแถบนี้ หรือย่อยลงไปอีกว่า ขอให้คนจนคนยากไร้ในภาคนั้นภาคนี้ จงมีความสุข ฯลฯ; ดู เมตตา, อโนธิโสผรณา, โอธิโสผรณา, ทิสาผรณา, วิกุพพนา, สีมาสัมเภท
ตรงข้ามกับ เมตตา; ในภาษาไทยหมายถึง ผูกใจเจ็บและคิดแก้แค้น
ความคิดนึกในทางขัดเคืองชิงชัง ไม่ประกอบด้วยเมตตา (ข้อ ๒ ในอกุศลวิตก ๓)
สิ่งประสงค์ ที่ขอให้ผู้อื่นอนุญาตหรืออำนวยให้, สิ่งที่ปรารถนา ซึ่งเมื่อได้รับโอกาสแล้ว จะขอจากผู้มีศักดิ์หรือมีฐานะที่จะยอมให้ หรือเอื้ออำนวยให้เป็นข้ออนุญาตพิเศษ เป็นรางวัล หรือเป็นผลแห่งความโปรดปรานหรือเมตตาการุณย์, ดังพรสำคัญต่อไปนี้ เป็นตัวอย่าง พร ที่พระเจ้าสุทโธทนะทรงขอจากพระพุทธเจ้า กล่าวคือ เมื่อเจ้าชายราหุลทูลขอทายัชชะ (สมบัติแห่งความเป็นทายาท) พระพุทธเจ้าได้โปรดให้เจ้าชายราหุลบรรพชา เพื่อจะได้โลกุตตรสมบัติ โดยพระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ ครั้นพระพุทธบิดาทรงทราบ ก็ได้เสด็จมาทรงขอพรจากพระพุทธเจ้า ขอให้พระภิกษุทั้งหลายไม่บวชบุตรที่มารดาบิดายังมิได้อนุญาต จึงได้มีพุทธบัญญัติข้อนี้สืบมา (วินย. ๔/๑๑๘ พร ๘ ประการ ที่นางวิสาขาทูลขอคือ ตลอดชีวิตของตน ปรารถนาจะขอถวายผ้าวัสสิกสาฏิกา ถวายอาคันตุกภัต ถวายคมิกภัต ถวายคิลานภัต ถวายคิลานุปัฏฐากภัต ถวายคิลานเภสัช ถวายธุวยาคู แก่สงฆ์ และถวายอุทกสาฏิกาแก่ภิกษุณีสงฆ์ จึงได้มีพุทธานุญาตผ้า ภัตและเภสัชเหล่านี้สืบมา (วินย. ๕/๑๕๓ พร ๘ ประการ ที่พระอานนท์ทูลขอ(ทำนองเป็นเงื่อนไข) ในการที่จะรับหน้าที่เป็นพระพุทธอุปฐากประจำ แยกเป็น ก) ด้านปฏิเสธ ๔ ข้อ คือ ๑. ถ้าพระองค์จักไม่ประทานจีวรอันประณีตที่พระองค์ได้แล้วแก่ข้าพระองค์ ๒. ถ้าพระองค์จักไม่ประทานบิณฑบาตอันประณีตที่พระองค์ได้แล้วแก่ข้าพระองค์ ๓. ถ้าพระองค์จักไม่โปรดให้ข้าพระองค์อยู่ในพระคันธกุฎีที่ประทับของพระองค์ ๔. ถ้าพระองค์จักไม่ทรงพาข้าพระองค์ไปในที่นิมนต์ และ ข) ด้านขอรับ ๔ ข้อ คือ ๕. ถ้าพระองค์จะเสด็จไปสู่ที่นิมนต์ที่ข้าพระองค์รับไว้ ๖. ถ้าข้าพระองค์จักพาบริษัทซึ่งมาเพื่อเฝ้าพระองค์แต่ที่ไกลนอกรัฐนอกแคว้น เข้าเฝ้าได้ในขณะที่มาแล้ว ๗. ถ้าข้าพระองค์จักได้เข้าเฝ้าทูลถามในขณะเมื่อความสงสัยของข้าพระองค์เกิดขึ้น ๘. ถ้าพระองค์ทรงแสดงธรรมอันใดในที่ลับหลังข้าพระองค์ จักเสด็จมาตรัสบอกธรรมอันนั้นแก่ข้าพระองค์, พระพุทธเจ้าตรัสถามท่านว่าเห็นอาทีนพคือผลเสียอะไรใน ๔ ข้อต้น และเห็นอานิสงส์คือผลดีอะไรใน ๔ ข้อหลัง จึงขออย่างนี้ เมื่อพระอานนท์ทูลชี้แจงแล้ว ก็ทรงอนุญาตตามที่ท่านขอ (เช่น ที.อ. ๒/๑๔) (ข้อชี้แจงของพระอานนท์ คือ ถ้าข้าพระองค์ไม่ได้พร ๔ ข้อต้น จักมีคนพูดได้ว่า พระอานนท์ได้ลาภอย่างนั้น จึงบำรุงพระศาสดา ผู้อุปฐากอย่างนี้จะเป็นภาระอะไร ถ้าข้าพระองค์ไม่ได้พรข้อข้างปลาย จักมีคนพูดได้ว่า พระอานนท์บำรุงพระศาสดาอย่างไรกัน ความอนุเคราะห์แม้เพียงเท่านี้ พระองค์ก็ยังไม่ทรงกระทำ สำหรับพรข้อสุดท้าย จักมีผู้ถามข้าพระองค์ในที่ลับหลังพระองค์ว่า ธรรมนี้ๆ พระองค์ทรงแสดงที่ไหน ถ้าข้าพระองค์บอกไม่ได้ ก็จะมีผู้พูดได้ว่า แม้แต่เรื่องเท่านี้ท่านยังไม่รู้ ท่านจะเที่ยวตามเสด็จพระศาสดาดุจเงาไม่ละพระองค์ตลอดเวลายาวนาน ไปทำไม) พรตามตัวอย่างข้างต้นนี้ เป็นข้อที่แสดงความประสงค์ของอริยสาวกและอริยสาวิกา จะเห็นว่าไม่มีเรื่องผลได้ แก่ตนเองของผู้ขอ ส่วนพรที่ปุถุชนขอ มีตัวอย่างที่เด่น คือ พร ๑๐ ประการ (ทศพร) ที่พระผุสดีเทวีทูลขอกะท้าวสักกะ เมื่อจะจุติจากเทวโลกมาอุบัติในมนุษยโลก ได้แก่ ๑. อคฺคมเหสิภาโว ขอให้ได้ประทับในพระราชนิเวศน์ (เป็นอัครมเหสี) ของพระเจ้าสีวิราช ๒. นีลเนตฺตตา ขอให้มีดวงเนตรดำดังตาลูกมฤคี ๓. นีลภมุกตา ขอให้มีขนคิ้วสีดำนิล ๔. ผุสฺสตีติ นามํ ขอให้มีนามว่า ผุสดี ๕. ปุตฺตปฏิลาโภ ขอให้ได้พระราชโอรส ผู้ให้สิ่งประเสริฐ มีพระทัยโอบเอื้อ ปราศความตระหนี่ ผู้อันราชาทั่วทุกรัฐบูชา มีเกียรติยศ ๖. อนุนฺนตกุจฺฉิตา เมื่อทรงครรภ์ขออย่าให้อุทรป่องนูน แต่พึงโค้งดังคันธนูที่นายช่างเหลาไว้เรียบเกลี้ยงเกลา ๗. อลมฺพตฺถนตา ขอยุคลถันอย่าได้หย่อนยาน ๘. อปลิตภาโว ขอเกศาหงอกอย่าได้มี ๙. สุขุมจฺฉวิตา ขอให้มีผิวเนื้อละเอียดเนียนธุลีไม่ติดกาย ๑๐. วชฺฌปฺปโมจนสมตฺถตา ขอให้ปล่อยนักโทษประหารได้ (ขุ.ชา. ๒๘/๑๐๔๘ ในภาษาไทย พร มีความหมายเพี้ยนไป กลายเป็นคำแสดงความปรารถนาดี ซึ่งกล่าวหรือให้โดยไม่ต้องมีการขอหรือการแสดงความประสงค์ของผู้รับ และมักไม่คำนึงว่าจะมีการปฏิบัติหรือทำให้สำเร็จเช่นนั้นหรือไม่ พร ที่นิยมกล่าวในภาษาไทย เช่นว่า จตุรพิธพร (พรสี่ประการ) นั้น ในภาษาบาลีเดิมไม่เรียกว่า พร แต่เรียกว่า ธรรม บ้าง ว่า ฐานะ บ้าง ดังในพุทธพจน์ว่า ธรรม ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีปกติอภิวาท อ่อนน้อมต่อวุฒชนเป็นนิตย์ (ขุ.ธ. ๒๕/๑๘ ธรรม หรือฐานะที่เรียกอย่างไทยได้ว่าเป็นพรอย่างนี้ ในพระไตรปิฎกมีอีกหลายชุด มีจำนวน ๕ บ้าง ๖ บ้าง ๗ บ้าง ที่ควรทราบ คือ ฐานะ ๕ อันเรียกได้ว่าเป็น เบญจพิธพร (พรห้าประการ) ดังในพุทธพจน์ว่า ทายกผู้ให้โภชนะ ชื่อว่าย่อมให้ฐานะ ๕ ประการแก่ปฏิคาหก กล่าวคือ ให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ครั้นให้ ... แล้ว ย่อมเป็นภาคีแห่งอายุ ... วรรณะ ... สุขะ ... พละ ... ปฏิภาณ ที่เป็นทิพย์ หรือเป็นของมนุษย์ ก็ตาม (องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๓๗ ธรรม หรือฐานะ ๕ อันเรียกได้ว่า เป็น เบญจพิธพร (พรห้าประการ) อีกชุดหนึ่งที่ควรนำมาปฏิบัติ พึงศึกษาในพุทธพจน์ว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปในแดนโคจรของตน อันสืบมาแต่บิดา... เมื่อเที่ยวไปในแดนโคจรของตน อันสืบมาแต่บิดา เธอทั้งหลายจักเจริญ ทั้งด้วยอายุ ...ทั้งด้วยวรรณะ ...ทั้งด้วยสุข ...ทั้งด้วยโภคะ ...ทั้งด้วยพละ และทรงไขความไว้ว่า สำหรับภิกษุ อายุ อยู่ที่อิทธิบาท ๔ วรรณะ อยู่ที่ศีล สุข อยู่ที่ฌาน ๔ โภคะ อยู่ที่อัปปมัญญา (พรหมวิหาร) ๔ พละ อยู่ที่วิมุตติ (เจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติที่หมดสิ้นอาสวะ) (ที.ปา. ๑๑/๕๐ ส่วนแดนโคจรของตน ที่สืบมาแต่บิดา ก็คือ สติปัฏฐาน ๔ (สํ.ม. ๑๙/๗๐๐
ธรรมประจำใจของท่านผู้มีคุณความดียิ่งใหญ่ มี ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา; ดู วิหาร
ในทางธรรม เนื้อแท้ของความเป็นเพื่อน อยู่ที่ความมีใจหวังดีปรารถนาดีต่อกัน กล่าวคือ เมตตาหรือไมตรี เพื่อนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ ท่านเรียกว่า มิตร การคบเพื่อนเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งที่จะนำชีวิตไปสู่ความเสื่อมความพินาศ หรือสู่ความเจริญงอกงาม พึงหลีกเลี่ยงมิตรเทียม และเลือกคบหาคนที่เป็นมิตรแท้; ดู มิตตปฏิรูป, มิตรแท้ บุคคลที่ช่วยชี้แนะแนวทาง ชักจูงตลอดจนแนะนำสั่งสอน ชักนำผู้อื่นให้ดำเนินชีวิตที่ดีงาม ให้ประสบผลดีและความสุข ให้เจริญก้าวหน้า ให้พัฒนาในธรรม แม้จะเป็นบุคคลเสมอกัน หรือเป็นมารดาบิดาครูอาจารย์ ตลอดทั้งพระสงฆ์ จนถึงพระพุทธเจ้า ก็นับว่าเป็นเพื่อน แต่เป็นเพื่อนใจดี หรือเพื่อนมีธรรม เรียกว่า กัลยาณมิตร แปลว่า มิตรดีงาม กัลยาณมิตรมีคุณสมบัติที่เรียกว่า ๑. ปิโย น่ารัก ด้วยมีเมตตา เป็นที่สบายจิตสนิทใจ ชวนให้อยากเข้าไปหา ๒. ครุ น่าเคารพ ด้วยความประพฤติหนักแน่นเป็นที่พึ่งอาศัยได้ ให้รู้สึกอบอุ่นใจ ๓. ภาวนีโย น่าเจริญใจ ด้วยความเป็นผู้ฝึกฝนปรับปรุงตน ควรเอาอย่าง ให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยซาบซึ้งภูมิใจ ๔. วตฺตา จ รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงแนะนำ เป็นที่ปรึกษาที่ดี ๕. วจนกฺขโม อดทนต่อถ้อยคำ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาซักถาม ตลอดจนคำเสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์ ๖. คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา แถลงเรื่องล้ำลึกได้ สามารถอธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อนให้เข้าใจและสอนให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป ๗. โน จฏฺฐาเน นิโยชเย ไม่ชักนำในอฐาน คือ ไม่ชักจูงไปในทางเสื่อมเสียหรือเรื่องเหลวไหลไม่สมควร
ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา
เป็นคำที่คนไทยเรียกอาฏานาฏิยสูตร ที่นำมาใช้เป็นบทสวดมนต์ในจำพวกพระปริตร (เป็นพระสูตรขนาดยาวสูตรหนึ่ง นิยมคัดตัดมาเฉพาะตอนที่มีสาระเกี่ยวกับความคุ้มครองป้องกันโดยตรง และเรียกส่วนที่ตัดตอนมาใช้นั้นว่า อาฏานาฏิยปริตร) การที่นิยมเรียกชื่อพระสูตรนี้ให้ง่ายว่า ภาณยักษ์ นั้น เนื่องจากพระสูตรนี้มีเนื้อหาซึ่งเป็นคำกล่าวของยักษ์ คือ ท้าวเวสสวัณ ที่มากราบทูลถวายคำประพันธ์ของพวกตน ที่เรียกว่า อาฏานาฏิยา รกฺขา (อาฏานาฏิยรักขา หรือ อาฏานาฏิยารักข์) แด่พระพุทธเจ้า ดังมีความเป็นมาโดยย่อว่า ยามดึกราตรีหนึ่ง ท้าวมหาราชสี่ (จาตุมหาราชหรือจตุโลกบาล) พร้อมด้วยบริวารจำนวนมาก ได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ครั้นแล้ว ท้าวเวสสวัณ ในนามของผู้มาเฝ้าทั้งหมด ได้กราบทูลว่า พวกยักษ์ส่วนมากยังทำปาณาติบาต ตลอดจนดื่มสุราเมรัย เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนให้งดเว้นกรรมชั่วเหล่านั้น จึงไม่ชอบใจ ไม่เลื่อมใส ท้าวมหาราชทรงห่วงใยว่า มีพระสาวกที่ไปอยู่ในป่าดงเงียบห่างไกลอันเปลี่ยวน่ากลัว จึงขอถวายคาถา อาฏานาฏิยา รกฺขา ที่ท้าวมหาราชประชุมกันประพันธ์ขึ้น โดยขอให้ทรงรับไว้ เพื่อทำให้ยักษ์พวกนั้นเลื่อมใส เป็นเครื่องคุ้มครองรักษาภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ให้อยู่ผาสุกปลอดจากการถูกเบียดเบียน แล้วท้าวเวสสวัณก็กล่าวคาถาคำอารักขานั้น เริ่มต้นด้วยคำนมัสการพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ มี พระวิปัสสี เป็นต้น ต่อด้วยเรื่องของท้าวมหาราชสี่รายพระองค์ที่พร้อมด้วยโอรสและเหล่าอมนุษย์พากันน้อมวันทาพระพุทธเจ้า คาถาอาฏานาฏิยารักข์นี้ เมื่อเรียนไว้แม่นยำดีแล้ว หากอมนุษย์เช่นยักษ์เป็นต้นตนใดมีใจประทุษร้ายมากล้ำกราย อมนุษย์ตนนั้นก็จะถูกต่อต้านและถูกลงโทษโดยพวกอมนุษย์ทั้งหลาย หากตนใดไม่เชื่อฟัง ก็ถือว่าเป็นขบถต่อท้าวมหาราชสี่นั้น กล่าวแล้วก็พากันกราบทูลลากลับไป ครั้นผ่านราตรีนั้นไปแล้ว พระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าเรื่องทั้งหมดแก่ภิกษุทั้งหลาย ตรัสว่า อาฏานาฏิยารักข์นั้นกอปรด้วยประโยชน์ในการคุ้มครองรักษาดังกล่าวแล้ว และทรงแนะนำให้เรียนไว้ พึงสังเกตว่า ความในอาฏานาฏิยสูตรนี้ทั้งหมด แยกเป็น ๒ ตอนใหญ่ คือ ตอนแรก เป็นเรื่องของท้าวเวสสวัณและท้าวมหาราชอื่นพร้อมทั้งบริวาร (เรียกง่ายๆ ว่า พวกยักษ์) ที่มาเฝ้าและกราบทูลถวายอาฏานาฏิยารักข์จนจบแล้วกราบลากลับไป ตอนหลัง คือ เมื่อพวกท้าวมหาราชกลับไปแล้ว ผ่านราตรีนั้น ถึงวันรุ่งขึ้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าเรื่องแก่ภิกษุทั้งหลายซ้ำตลอดทั้งหมด พร้อมทั้งทรงแนะนำให้เรียนจำ ในพระไตรปิฎกบาลี ท่านเล่าเรื่องและแสดงเนื้อความเต็มทั้งหมดเฉพาะในตอนแรก ส่วนตอนหลัง แสดงไว้เฉพาะพระพุทธดำรัสที่เริ่มตรัสเล่าแก่ภิกษุทั้งหลาย และพระดำรัสสรุปท้ายที่ให้เรียนจำอาฏา แต่ในหนังสือสวดมนต์แบบค่อนข้างพิสดารสมัยก่อน ที่เรียกว่าแบบ จตุภาณวาร ท่านนำอาฏานาฏิยสูตรมารวมเข้าในชุดบทสวดมนต์นั้นด้วย โดยบรรจุลงไปเต็มทั้งสูตร และไม่ใส่ไปยาลเลย ทำให้บทสวดนี้ยาวมาก (ในพระไตรปิฎก สูตรนี้ยาวประมาณ ๑๓ หน้า แต่ในประมวลบทสวดจตุภาณวาร ยาว ๒๔ หน้า) และท่านได้แยก ๒ ตอนนั้นออก โดยแบ่งพระสูตรนี้เป็น ๒ ภาค คือ ปุพพภาค กับ ปัจฉิมภาค ยาวเท่ากัน, ปุพพภาคคือตอนแรกที่เป็นคำของยักษ์กราบทูลถวายอาฏานาฏิยารักข์ เรียกว่า ยักขภาณวาร ส่วนปัจฉิมภาคคือตอนหลังที่เป็นพระพุทธดำรัสตรัสเล่าเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย เรียกว่า พุทธภาณวาร นี้คือที่คนไทยเรียกให้สะดวกปากของตนว่า ภาณยักษ์ และภาณพระ ตามลำดับ โดยนัยนี้ เมื่อจะเรียกให้ถูกต้อง อาฏานาฏิยสูตรจึงมิใช่เป็นภาณยักษ์เท่านั้น แต่ต้องพูดให้เต็มว่ามี ภาณยักษ์ กับ ภาณพระ ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ.๒๔๗๕ เมื่อถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ คือในช่วงตรุษ-สงกรานต์ (ปรับเข้ากับปฏิทินสากลเป็นขึ้นปีใหม่ ๑ เมษายน) ในพระบรมมหาราชวังเคยนิมนต์พระสงฆ์มาสวดภาณยักษ์ในวันสิ้นปีเก่าตลอดคืนจนรุ่ง โดยสวดทำนองขู่ตวาดภูตผีปีศาจ ด้วยเสียงโฮกฮากดุดันบ้าง แห้งแหบ โหยหวนบ้าง และในสมัย ร.๕ โปรดฯ ให้นิมนต์พระอีกสำรับหนึ่งสวดภาณพระด้วยทำนองสรภัญญะที่ไพเราะชื่นใจขึ้น เป็นคู่กัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาราษฎร์ ว่าได้ขับไล่ภัยอันตรายสิ่งร้าย และอวยพรชัยสิริมงคล ในกาลเวลาสำคัญแห่งการเปลี่ยนปี [จตุภาณวาร เป็นประมวลบทสวดมนต์ของโบราณแบบหนึ่ง (นำมาจัดพิมพ์รวมไว้ด้วย ในหนังสือสวดมนต์ฉบับหลวง ยาวประมาณ ๕๓ หน้า) ประกอบด้วยบทสวด ๒๒ อย่าง (ท่านใช้คำว่า ธรรมประเภท ๒๒ ภาค) จัดเป็น ๔ ภาณวาร คือ ปฐมภาณวาร (ภาณต้น) มี ๑๖ ธรรมประเภท ได้แก่ ติสรณคมนปาฐะ ทสสิกขาปทปาฐะ สามเณรปัญหปาฐะ ทวัตติงสาการปาฐะ ตังขณิกปัจจเวกขณปาฐะ ทสธัมมสุตตปาฐะ มังคลสุตตปาฐะ รตนสุตตปาฐะ กรณียเมตตสุตตปาฐะ อหิราชสุตตปาฐะ เมตตานิสังสสุตตปาฐะ เมตตานิสังสคาถาปาฐะ โมรปริตตปาฐะ จันทปริตตปาฐะ สุริยปริตตปาฐะ และธชัคคสุตตปาฐะ ทุติยภาณวาร (ภาณวารที่ ๒) มีโพชฌังคสูตรทั้ง ๓ คือ มหากัสสปโพชฌังคสุตตปาฐะ มหาโมคคัลลานโพชฌังคสุตตปาฐะ และมหาจุนทโพชฌังคสุตตปาฐะ ตติยภาณวาร (ภาณวารที่ ๓) มี ๒ พระสูตร คือ คิริมานันทสุตตปาฐะ และอิสิคิลิสุตตปาฐะ จตุตถภาณวาร (ภาณวารที่ ๔) ได้แก่ อาฏานาฏิยสุตตปาฐะ ที่แบ่งเป็น ๒ ภาค คือ ปุพพภาค ซึ่งในหนังสือที่พิมพ์ เรียกว่า ยกฺขภาควาร และปัจฉิมภาค เรียกว่า พุทฺธภาควาร (น่าจะเป็น ยกฺขภาณ ดู ปริตร
ความดีที่ทำด้วยการฝึกอบรมจิตใจให้สุขสงบมีคุณธรรม เช่น เมตตา กรุณา (จิตตภาวนา) และฝึกอบรมเจริญปัญญาให้รู้เท่าทันเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง (ปัญญาภาวนา); ดู ภาวนา (ข้อ ๓ ในบุญกิริยาวัตถุ ๓ และ ๑๐)
สัตว์ที่รู้จักคิดเหตุผล, สัตว์ที่มีใจสูง, คน
ตามหลักว่าได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ (เช่น อง.อ. ๑/๕๑; วินย.ฏี.๑/๖๒)
ท่านเป็นพระธรรมกถึกองค์หนึ่ง มีเรื่องเกี่ยวกับการที่ท่านแสดงธรรมบ้าง สนทนาธรรมบ้าง ปรากฏในพระไตรปิฎกหลายแห่ง คราวหนึ่งพระอานนท์เห็นท่านนั่งแสดงธรรมอยู่ มีคฤหัสถ์ล้อมฟังอยู่เป็นชุมนุมใหญ่ จึงได้กราบทูลเล่าถวายพระพุทธเจ้าเป็นข้อปรารภให้พระองค์ทรงแสดง ๑. แสดงธรรมไปโดยลำดับ ไม่ตัดลัดให้ขาดความ ๒. อ้างเหตุผลให้ผู้ฟังเข้าใจ ๓. มีจิตเมตตาปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง ๔. ไม่แสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภ ๕. ไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น
1. สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากความดีหรือจากผลที่หมายอันประเสริฐ, ตัวการที่กำจัดหรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี มี ๕ คือ ๑. กิเลสมาร มารคือกิเลส ๒. ขันธมาร มารคือเบญจขันธ์ ๓. อภิ-สังขารมาร มารคืออภิสังขารที่ปรุงแต่งกรรม ๔. เทวปุตตมาร มารคือเทพบุตร ๕. มัจจุมาร มารคือความตาย 2. พระยามารที่มีเรื่องราวปรากฏบ่อยๆ ในคัมภีร์ คอยมาแทรกแซงเหตุการณ์ต่างๆ ในพระพุทธประวัติ เช่น ยกพลเสนามาผจญพระมหาบุรุษในวันที่จะตรัสรู้ พระองค์ชนะพระยามารได้ด้วยทรงนึกถึงบารมี ๑๐ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิฏฐาน เมตตา อุเบกขา มารในกรณีเช่นนี้ บางทีท่านอธิบายออกชื่อว่าเป็นวสวัตดีมาร ซึ่งครองแดนหนึ่งในสวรรค์ชั้นสูงสุดแห่งระดับกามาวจร คือปรนิมมิตวสวัตดี เป็นผู้คอยขัดขวาง เหนี่ยวรั้งบุคคลไว้ มิให้ล่วงพ้นจากแดนกามซึ่งอยู่ในอำนาจครอบงำของตน อย่างไรก็ดี ผู้ศึกษาพึงพิจารณาเทียบจากมาร ๕ ในความหมายที่ 1. ด้วย
(ข้อ ๙ ในบารมี ๑๐, ข้อ ๑ ในพรหมวิหาร ๔, ข้อ ๒ ในอารักขกรรมฐาน ๔); ดู แผ่เมตตา
(ข้อแรกในเบญจธรรม)
เช่น ผู้ที่เจริญอัปปมัญญาจนชำนาญ มีจิตเสมอกันต่อสรรพสัตว์ และเข้าถึงฌานแล้ว สามารถแผ่เมตตาเป็นต้นต่อสัตว์ทั้งหลาย แผกผันไปได้ต่างๆ ทั้งแบบกว้างขวางไม่มีขอบเขต (อโนธิโสผรณา) ทั้งแบบจำกัดขอบเขต (โอธิโสผรณา) และแบบเฉพาะเป็นทิศๆ (ทิสาผรณา), คำว่า วิกุพพนา นี้ มักพบในชื่อเรียกอิทธิ (ฤทธิ์) แบบหนึ่ง คือ วิกุพพนาอิทธิ หรือวิกุพพนฤทธิ์; เทียบ อโนธิโสผรณา, โอธิโสผรณา, ทิสาผรณา; ดู แผ่เมตตา, สีมาสัมเภท; วิกุพพนาอิทธิ
การประกอบเวชกรรม ถือว่าเป็นมิจฉาชีพสำหรับพระภิกษุ (เช่น ที.สี. ๙/๒๕ อย่างไรก็ตาม ท่านก็ได้เปิดโอกาสไว้สำหรับการดูแลช่วยเหลือกันอันจำเป็นและสมควร ดังที่มีข้อสรุปในคัมภีร์ว่า ภิกษุไม่ประกอบเวชกรรม แต่ (มงคล. ๑/๑๘๙ สรุปจาก วินย.อ. ๑/๕๗๓-๕๗๗) พึงทำยาให้แก่คนที่ท่านอนุญาต ๒๕ ประเภท คือ บุคคล ๑๐ (สหธรรมิก ๕ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี, ปัณฑุปลาสคือคนมาอยู่วัดเตรียมบวช ไวยาวัจกรของตน มารดา บิดา อุปฐากของมารดาบิดา) ญาติ ๑๐ (พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง น้าหญิง ป้า อาชาย ลุง อาหญิง น้าชาย; อนุชนมีบุตรนัดดาเป็นต้นของญาติเหล่านั้น ๗ ชั่วเครือสกุล ท่านก็จัดรวมเข้าในคำว่า ญาติ ๑๐ ด้วย) คน ๕ (คนจรมา โจร คนแพ้สงคราม คนเป็นใหญ่ คนที่ญาติทิ้งจะไปจากถิ่น) ถ้าเขาเจ็บป่วยเข้ามาวัด พึงทำยาให้เขา ทั้งนี้ มีรายละเอียดในการที่จะต้องระมัดระวังไม่ให้ผิดพลาด
หมายความว่า แทนที่จะกล่าวบรรยายอธิบายธรรมด้วยถ้อยคำ อย่างที่เรียกว่า ธรรมกถา ก็เอาเสียงที่ตั้งใจเปล่งออกไปอย่างประณีตบรรจง ด้วยจิตเมตตา และเคารพธรรม อันชัดเจน เรียบรื่น กลมกลืน สม่ำเสมอ เป็นทำนองไพเราะ นุ่มนวล ชวนฟัง มาเป็นสื่อ เพื่อนำธรรมที่มีอยู่เป็นหลัก หรือที่เรียบเรียงไว้ดีแล้ว ออกไปให้ถึงใจของผู้สดับ, สรภัญญะเป็นวิธีกล่าวธรรมเป็นทำนอง ให้มีเสียงไพเราะน่าฟังในระดับที่เหมาะสม ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลาย ตามเรื่องว่า (วินย. ๗/๑๙-๒๑ ครั้งหนึ่ง ที่เมืองราชคฤห์ มีมหรสพบนยอดเขา (คิรัคคสมัชชะ) พวกพระฉัพพัคคีย์ไปเที่ยวดู ชาวบ้านติเตียนว่า ไฉนพระสมณะศากยบุตรจึงได้ไปดูการฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรี เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม เมื่อความทราบถึงพระพุทธเจ้า จึงได้ทรงประชุมสงฆ์ และบัญญัติสิกขาบทมิให้ภิกษุไปดูการฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรี, อีกคราวหนึ่ง พวกพระฉัพพัคคีย์นั้น สวดธรรมด้วยเสียงเอื้อนยาวอย่างเพลงขับ ชาวบ้านติเตียนว่า ไฉนพระสมณะศากยบุตรเหล่านี้จึงสวดธรรมด้วยเสียงเอื้อนยาวเป็นเพลงขับเหมือนกับพวกเรา ความทราบถึงพระพุทธเจ้า ก็ทรงประชุมสงฆ์ชี้แจงโทษของการสวดเช่นนั้น และได้ทรงบัญญัติมิให้ภิกษุสวดธรรมด้วยเสียงเอื้อนยาวอย่างเพลงขับ, ต่อมา ภิกษุทั้งหลายขัดจิตข้องใจในสรภัญญะ จึงกราบทูลความแด่พระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสรภัญญะ (อนุชานามิ ภิกฺขเว สรภญฺญํ.) มีเรื่องราวมากหลายที่แสดงว่า สรภัญญะนี้เป็นที่นิยมในพุทธบริษัท ดังตัวอย่างเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า ว่า (วินย. ๕/๒๐ ในคัมภีร์บางแห่งกล่าวว่า สรภัญญะมีวิธีหรือทำนองสวดถึง ๓๒ แบบ จะเลือกแบบใดก็ได้ตามปรารถนา (อง.ฏี. ๓/๔๒๑/๙๕) แต่สรภัญญะนี้มิใช่การสวดเอื้อนเสียงยาวอย่างเพลงขับ (อายตกะคีตสร) ที่ทำเสียงยาวเกินไปจนทำให้อักขระเสีย คือผิดพลาดไป สรภัญญะมีลักษณะสำคัญที่ว่า ต้องไม่ทำให้อักขระผิดพลาดคลาดเคลื่อน แต่ให้บทและพยัญชนะกลมกล่อม ว่าตรงลงตัว ไม่คลุมเครือ ไพเราะ แต่ไม่มีวิการ (อาการผิดแปลกหรือไม่เหมาะสม) ดำรงสมณสารูป โดยนัยที่กล่าวมา จึงถือว่าสรภัญญะเป็นวิธีแสดงและศึกษาหรือสอนธรรมอีกอย่างหนึ่ง เพิ่มจากวิธีอื่น เช่น ธรรมกถา และการถามตอบปัญหา, บางทีก็พูดอย่างกว้างๆ รวมสรภัญญะ เข้าเป็นธรรมกถาอย่างหนึ่ง ดังที่คัมภีร์ยุคหลังๆ บางแห่งบันทึกไว้ถึงธรรมกถา ๒ แบบ คือ แบบที่ ๑ ภิกษุรูปแรกสวดตัวคาถาหรือพระสูตรเป็นสรภัญญะให้จบไปก่อน แล้วอีกรูปหนึ่งเป็นธรรมกถึกกล่าวธรรมอธิบายคาถาหรือพระสูตรที่รูปแรกสวดไปแล้วนั้นให้พิสดาร แบบนี้เรียกว่า สรภาณธรรมกถา และแบบที่ ๒ สวดพระสูตรเป็นต้นนั้นไปอย่างเดียวตลอดแต่ต้นจนจบ เรียกว่า สรภัญญธรรมกถา (สํ.ฏี.๑/๓๙/๘๙); สรภัญญะนี้ เมื่อปฏิบัติโดยชอบ ตั้งเจตนากอปรด้วยเมตตา มีความเคารพธรรม กล่าวออกมา ก็เป็นทั้งธรรมทาน และเป็นสัทททาน (ให้ทานด้วยเสียงหรือให้เสียงเป็นทาน) พร้อมทั้งเป็นเมตตาวจีกรรม ในภาษาไทย เรียกทำนองอย่างที่สืบกันมาในการสวดคาถาหรือคำฉันท์ว่า สรภัญญะ คือ สรภัญญะกลายเป็นชื่อของทำนองหนึ่งที่ใช้ในการสวดสรภัญญะ
๑. ตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนภิกษุสามเณร ๒. ตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนภิกษุสามเณร ๓. ตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนภิกษุสามเณร ๔. แบ่งปันลาภที่ได้มาโดยชอบธรรม ๕. รักษาศีลบริสุทธิ์เสมอกับเพื่อนภิกษุสามเณร (มีสีลสามัญญตา) ๖. มีความเห็นร่วมกันได้กับภิกษุสามเณรอื่นๆ (มีทิฏฐิสามัญญตา); สารณียธรรม ก็เขียน
1. ในทางพระวินัย หมายถึงการที่สีมาก่ายเกยคาบเกี่ยวกัน คือเป็นสีมาสังกระ; ดู สีมาสังกระ 2. ในการเจริญเมตตาภาวนา (และเจริญพรหมวิหารข้ออื่นทุกข้อ) สีมาสัมเภท เป็นขั้นตอนสำคัญของความสำเร็จ กล่าวคือ เบื้องต้นผู้ปฏิบัติเจริญเมตตาต่อบุคคลที่รักเคารพเริ่มแต่เมตตาต่อตนเองเพื่อเอาตัวเป็นพยานแล้วขยายจากคนที่รักมาก (ตอนนี้ไม่รวมเพศตรงข้ามและคนที่ตายแล้ว) ออกไปยังคนที่รักที่พอใจ ต่อไปสู่คนที่เฉยๆ เป็นกลางๆ จนกระทั่งคนที่เกลียดชังเป็นศัตรูหรือคนคู่เวร เมื่อใดทำใจให้เมตตาปรารถนาดีต่อคน ๔ กลุ่มได้เสมอกันหมด คือ ต่อตนเอง ต่อคนที่รัก ต่อคนที่เป็นกลางๆ และต่อศัตรูคนคู่เวร เมื่อนั้นเรียกว่าเป็น สีมาสัมเภท (คือเหมือนกำแพงที่กั้นพังทลายให้สี่แดนคือคนสี่กลุ่มนั้นรวมเข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียว) ลุถึงขั้นที่มีจิตเมตตาเป็นต้นเสมอกันหมดต่อสรรพสัตว์ทั่วสรรพโลก ในแง่การปฏิบัติ เมื่อจิตหมดความแบ่งแยกรวมเรียบเสมอลงได้ ก็เกิดเป็นอุปจารสมาธิ และสีมาสัมเภทนั่นเองก็เป็นนิมิตสำหรับการเจริญพรหมวิหารภาวนา ผู้ที่เจริญเมตตาก็ดี เจริญกรุณาก็ดี เจริญมุทิตาก็ดี เมื่อเสพเจริญนิมิตนั้นไป ในที่สุดก็จะเกิดเป็นอัปป สำหรับบุคคลที่กล่าวมานี้ เมื่อมีจิตเป็นอัปปนาแล้วตั้งแต่ขั้นปฐมฌาน จะมีวิกุพพนา คือ เพราะจิตสงบปลอดโปร่ง แคล่วคล่องและเป็นจริง ก็จึงสามารถแผกผันปรับแปรการแผ่เมตตา เป็นต้นนั้น ทั้งในแบบทั่วตลอดไร้ขอบเขต เป็นอโนธิโสผรณา ทั้งในแบบเจาะจง จำกัดขอบเขต เป็นโอธิโสผรณา และในแบบจำเพาะทิศจำเพาะแถบ เป็นทิสาผรณา ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยอัปปมัญญาธรรม; ดู แผ่เมตตา, วิกุพพนา, อโนธิโสผรณา, โอธิโสผรณา, ทิสาผรณา
กาเมสุ วีตราโค (มีราคะไปปราศแล้วในกามทั้งหลาย) มีศิษย์จำนวนมาก ได้เจริญเมตตาจิตถึง ๗ ปี แต่ก็ไม่อาจพ้นจากชาติ ชรามรณะ เพราะไม่รู้อริยศีล อริยสมาธิ อริยปัญญา และอริยวิมุตติ
ต่อมาเจริญวิปัสสนา ทำเมตตาฌานให้เป็นบาท ได้สำเร็จพระอรหัต พระศาสดาทรงยกย่องว่า เป็นเอตทัคคะ ๒ ทาง คือ ในทางอรณวิหาร (เจริญฌานประกอบด้วยเมตตา) และเป็นทักขิไณยบุคคล
๑. แสดงธรรมไปตามลำดับไม่ตัดลัดให้สับสน หรือขาดความ ๒. ชี้แจงยกเหตุผลมาแสดงให้ผู้ฟังเข้าใจ ๓. สอนเขาด้วยเมตตา ตั้งจิตปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง ๔. ไม่แสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภ ๕. ไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น คือ ไม่ยกตน ไม่เสียดสีข่มขี่ผู้อื่น
1. เกินกว่ากำหนด, ยิ่งกว่าปกติ, ส่วนเกิน, เหลือเฟือ, ส่วนเพิ่มเติม, ส่วนเพิ่มพิเศษ 2. ถวายอติเรก หรือถวายอดิเรก คือ พระสงฆ์ถวายพระพรที่เป็นส่วนเพิ่มพิเศษ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหรือสมเด็จพระบรมราชินี ท้ายพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล ในระหว่างอนุโมทนา ถ้ากล่าวในพระราชฐาน ต้องต่อท้ายด้วยถวายพรลา, เรียกอย่างนี้เพราะขึ้นต้นว่า อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุฯ เป็นธรรมเนียมว่า เมื่อถวายอนุโมทนาสำหรับ ๒ พระองค์ดังที่กล่าวนั้น ต้องถวายอดิเรกด้วย โดยใช้พัดยศ (ในงานหลวงที่มีการพระราชทานพัดรอง เวลาอนุโมทนาให้ใช้พัดรอง แต่พอถึงตอนถวายอดิเรก ต้องใช้พัดยศ โดยวางพัดรองไว้ แล้วตั้งพัดยศตอนถวายอดิเรกทุกรูป และใช้พัดยศไปจนจบการสวดอนุโมทนา) เมื่อจับพัดยศตั้งขึ้นและสวดอนุโมทนามาตามลำดับ พอจบบทสุดท้าย ก่อนจะขึ้น ภวตุ สพฺพ จากนั้น ถ้าเป็นพิธีในพระราชฐาน เมื่อสวดจบอนุโมทนา ลง ภวนฺตุ เต แล้วรูปที่ ๒ กล่าวถวายพระพรลา แล้วพระสงฆ์ลงจากที่ออกไป แต่ถ้ามิใช่ในพระราชฐาน ก็สิ้นสุดแค่จบอนุโมทนา ไม่ต้องถวายพระพรลา (มีข้อที่ปฏิบัติมาอันพึงทราบพิเศษว่า ในการถวายอดิเรก และถวายพระพรลา ต้องใช้พัดยศพระราชาคณะ ตั้งแต่ชั้นสามัญขึ้นไป และในขณะนั้น รูปอื่นๆ ที่มีพัดยศ ก็ตั้งพัดยศ ถ้าไม่มี ให้ประณมมือ ห้ามใช้พัดรอง; ในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบางอย่าง แม้มิได้เสด็จด้วยพระองค์ เพียงพระราชทานไทยธรรม มอบผู้ใดผู้หนึ่งไปแทนพระองค์ เช่น กฐินพระราชทาน และการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศแก่ผู้ล่วงลับ ก็ต้องใช้พัดยศ และถวายอดิเรก) คำถวายอดิเรก และคำถวายพระพรลา ที่ใช้เป็นแบบในบัดนี้ ดังนี้ แบบที่ ๑ เฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์เดียว - คำถวายอดิเรก อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ. อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ. อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ. ทีฆายุโก โหตุ อโรโค โหตุ. ทีฆายุโก โหตุ อโรโค โหตุ. สุขิโต โหตุ ปรมินฺทมหาราชา. สิทฺธิกิจฺจํ สิทฺธิกมฺมํ สิทฺธิลาโภ ชโย นิจฺจํ. ปรมินฺทมหาราชวรสฺส ภวตุ สพฺพทา. ขอถวายพระพร - คำถวายพระพรลา ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารพระองค์ สมเด็จพระปรมินทรธรรมิกมหาราชาธิราชเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เวลานี้สมควรแล้ว อาตมภาพทั้งปวง ขอถวายพระพรลา แด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภาร พระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ. ขอถวายพระพร แบบที่ ๒ สำหรับ ๒ พระองค์ - คำถวายอดิเรก อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ. อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ. อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ. ทีฆายุโก โหตุ อโรโค โหตุ. ทีฆายุโก โหตุ อโรโค โหตุ. สุขิโต โหตุ ปรมินฺทมหาราชา สราชินี. สิทฺธิกิจฺจํ สิทฺธิกมฺมํ สิทฺธิลาโภ ชโย นิจฺจํ. ปรมินฺทมหาราชวรสฺส ราชินิยา สห ภวตุ สพฺพทา. ขอถวายพระพร - คำถวายพระพรลา ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทั้ง ๒ พระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เวลานี้สมควรแล้ว อาตมภาพทั้งปวง ขอถวายพระพรลาแด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทั้ง ๒ พระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ. ขอถวายพระพร แบบที่ ๓ เฉพาะสมเด็จพระบรมราชินี - คำถวายอดิเรก อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ. อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ. อติเรกวสฺสสตํ ชีวตุ. ทีฆายุกา โหตุ อโรคา โหตุ. ทีฆายุกา โหตุ อโรคา โหตุ. สุขิตา โหตุ สิริกิตฺติ ปรมราชินี. สิทฺธิกิจฺจํ สิทฺธิกมฺมํ สิทฺธิลาโภ ชโย นิจฺจํ. สิริกิตฺติปรมราชินิยา ภวตุ สพฺพทา. ขอถวายพระพร - คำถวายพระพรลา ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เวลานี้สมควรแล้ว อาตมภาพทั้งปวง ขอถวายพระพรลาแด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารพระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ. ขอถวายพระพร นอกจากนี้ เห็นควรนำแบบคำถวายพระพรเทศนา มาแสดงไว้ด้วย ดังนี้ คำถวายพระพรเทศนา ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่ สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารพระองค์ สมเด็จพระปรมินทรธรรมิกมหาราชาธิราชเจ้า๑ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ บัดนี้จักรับพระราชทานถวายวิสัชนาใน . . . ฉลองพระเดชพระคุณประดับพระปัญญาบารมี ถ้ารับพระราชทานถวายวิสัชนาไป มิได้ต้องตามโวหารอรรถาธิบาย ในพระธรรมเทศนา ณ บทใดบทหนึ่งก็ดี ขอเดชะ๒ พระเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ พระขันติคุณ ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานอภัยแก่อาตมะ ผู้มีสติปัญญาน้อย. ขอถวายพระพร (๑ ถ้าเป็นพระองค์อื่น พึงเปลี่ยนไปตามกรณี เช่น สมเด็จพระบรมราชินีนาถว่า จงมีแด่ สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ; ๒ ถ้ามิใช่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือมิได้ประทับอยู่ในที่เฉพาะหน้า ให้เว้นคำว่า ขอเดชะ)
ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ คือตรงข้ามกับโทสะ ได้แก่ เมตตา (ข้อ ๒ ในกุศลมูล ๓)
เช่น สติ ขันติ เมตตา กรุณา สดชื่น เบิกบาน เป็นสุข ผ่องใส อันจะทำให้จิตใจมีสภาพที่เหมาะแก่การใช้งาน เฉพาะอย่างยิ่ง ให้เป็นฐานแห่งการเจริญปัญญา (ข้อ ๒ ในสิกขา ๓ หรือไตรสิกขา) เรียกกันง่ายๆ ว่า สมาธิ; ดู สิกขา
แต่ถ้าตั้งใจแผ่เมตตานั้นโดยจำกัดขอบเขต เช่นว่า ขอให้เหล่าอารยชนจงเป็นสุข ขอให้ประดาสัตว์ป่าจงอยู่ดีมีสุข ไม่ถูกเบียดเบียน ฯลฯ ก็เป็นแบบจำกัด เรียกว่า โอธิโสผรณา (แผ่โดยมีขอบเขต), นอกจากนั้น ถ้าแผ่ไปต่อสัตว์เฉพาะในทิศนั้นทิศนี้ ยังเรียกต่างออกไปอีกว่า ทิสาผรณา (แผ่ไปเฉพาะทิศ), ไม่เฉพาะเมตตาเท่านั้น แม้พรหมวิหารข้ออื่นๆ ก็มีทั้ง อโนธิโสผรณา โอธิโสผรณา และทิสาผรณา, อนึ่ง บางทีเรียก โอธิโสผรณา ว่า โอทิสสกผรณา (แผ่เจาะจง) และเรียก อโนธิโสผรณา ว่า อโนทิสสกผรณา (แผ่ไม่เจาะจง); เทียบ โอธิโสผรณา, ทิสาผรณา; ดู แผ่เมตตา, วิกุพพนา, สีมาสัมเภท
(ข้อ ๙ ในกุศลกรรมบถ ๑๐)
การคิดแผ่เมตตาแก่ผู้อื่น ปรารถนาให้เขามีความสุข (ข้อ ๒ ในกุศลวิตก ๓)
หมายถึง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่แผ่ไปในมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอย่างกว้างขวางสม่ำเสมอกัน ไม่จำกัดขอบเขต มี ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่กล่าวแล้วนั้น; ดู พรหมวิหาร
อานิสงส์ มีความหมายต่างจาก ผล ที่เรียกชื่ออย่างอื่น โดยขอบเขตที่กว้างหรือแคบกว่ากัน หรือโดยตรงโดยอ้อม เช่น ทำกรรมดีโดยคิดต่อคนอื่นด้วยเมตตาแล้วเกิดผลดี คือ มีจิตใจแช่มชื่น สบาย ผ่อนคลาย เลือดลมเดินดี มีสุขภาพ ตลอดถึงว่าถ้าตายด้วยจิตอย่างนั้น ก็ไปเกิดดี นี้เป็นวิบาก พร้อมกันนั้นก็มีผลพ่วงอื่นๆ เช่น หน้าตาผ่องใส เป็นที่รักใคร่ชอบใจของคนอื่น อย่างนี้เป็นอานิสงส์ แต่ถ้าทำกรรมไม่ดีโดยคิดต่อคนอื่นด้วยโทสะแล้วเกิดผลร้ายต่อตนเองที่ตรงข้ามกับข้างต้น จนถึงไปเกิดในทุคติ ก็เป็นวิบาก และในฝ่ายร้ายนี้ไม่มีอานิสงส์ (วิบาก เป็นผลโดยตรงและเป็นได้ทั้งข้างดีและข้างร้าย ส่วน อานิสงส์ หมายถึงผลพ่วงพลอยหรืองอกเงยในด้านดีอย่างเดียว ถ้าเป็นผลพลอยด้านร้าย ก็อยู่ในคำว่านิสสันท์), อนึ่ง วิบาก ใช้เฉพาะกับผลของกรรมเท่านั้น แต่อานิสงส์ หมายถึงคุณ ข้อดี หรือผลได้พิเศษในเรื่องราวทั่วไปด้วย เช่น อานิสงส์ของการบริโภคอาหาร อานิสงส์ของธรรมข้อนั้นๆ จีวรที่เป็นอานิสงส์ของกฐิน, โดยทั่วไป อานิสงส์มีความหมายตรงข้ามกับ อาทีนพ ซึ่งแปลว่า โทษ ข้อเสีย ข้อด้อย จุดอ่อน หรือผลร้าย เช่นในคำว่า กามาทีนพ (โทษของกาม) และเนกขัมมานิสงส์ (คุณหรือผลดีในเนกขัมมะ); ดู ผล, เทียบ นิสสันท์, วิบาก, ตรงข้ามกับ อาทีนพ
กรรมฐานเป็นเครื่องรักษาผู้ปฏิบัติให้สงบระงับและให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ท่านจัดเป็นชุดขึ้นภายหลัง ดังมีกล่าวถึงในอรรถกถา (วินย.อ.๓/๓๗๔) และฎีกาพระวินัย (วินย.ฏี.๒ ต่อมาในลังกาทวีป พระธรรมสิริเถระได้เขียนอธิบายไว้ในคัมภีร์ขุททสิกขา และในพม่า ที่เมืองร่างกุ้ง ได้มีพระเถระชื่ออัครธรรม ถึงกับแต่งคัมภีร์ขึ้นอธิบายเรื่องนี้โดยเฉพาะ เรียกว่า จตุรารักขทีปนี; ในหนังสือนวโกวาท มีคำอธิบายซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า อารักขกัมมัฏฐาน ๔ ๑. พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าที่มีในพระองค์ และทรงเกื้อกูลแก่ผู้อื่น ๒. เมตตา แผ่ไมตรีจิต คิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า ๓. อสุภะ พิจารณาร่างกายตนและผู้อื่นให้เห็นเป็นไม่งาม ๔. มรณัสสติ นึกถึงความตายอันจะมีแก่ตน. กัมมัฏฐาน ๔ อย่างนี้ ควรเจริญเป็นนิตย์
เช่น ในพุทธพจน์ (องฺ.เอก. ๒๐/๑๔๖ เอตทคฺคํ ภิกฺขเว มม สาวกานํ ภิกฺขูนํ รตฺตญฺญูนํ ยทิทํ อญฺญาโกณฺฑญฺโญ (ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุสาวกของเราผู้รัตตัญญู อัญญาโกณฑัญญะนี่ เป็นผู้ยอดเยี่ยม), (องฺ.เอก. ๒๐/๗๘ (ภิกษุทั้งหลาย บรรดาความเจริญทั้งหลาย ความเจริญเพิ่มพูนปัญญานี่ เป็นเยี่ยม) (องฺ.นวก. ๒๓/๒๐๙ (ภิกษุทั้งหลาย ในบรรดาทานทั้งหลาย ธรรมทานนี้เป็นเลิศ); ตามปกติ มักหมายถึงพระสาวกที่ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้ยอดเยี่ยมในทางใดทางหนึ่ง เช่น เป็นเอตทัคคะในทางธรรมกถึก หมายความว่าเป็นผู้ยอดเยี่ยมในทางแสดงธรรม เป็นต้น พระสาวกที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นเอตทัคคะ ในบริษัท ๔ ปรากฏในพระไตรปิฎก (องฺ.เอก. ๒๐/๑๔๖-๑๕๒ ๑. ภิกษุบริษัท พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นเอตทัคคะ ในบรรดาภิกษุสาวกผู้รัตตัญญู, พระสารีบุตร ... ใน ~ ผู้มีปัญญามาก, พระมหาโมคคัลลานะ ... ใน ~ ผู้มีฤทธิ์, พระมหากัสสป ... ใน ~ ผู้ถือธุดงค์, พระอนุรุทธะ ... ใน ~ ผู้มีทิพยจักษุ, พระภัททิยะกาฬิโคธาบุตร ... ใน ~ ผู้มีตระกูลสูง, พระ พระจุลลปันถกะ ... ใน ~ ผู้นฤมิตมโนมยกาย (กายอันสำเร็จด้วยใจ), พระจุลลปันถกะ ... ใน ~ ผู้ฉลาดทางเจโตวิวัฏฏ์ (การคลี่ขยายทางจิต คือในด้านสมาบัติ หรือเรื่องสมาธิ), พระมหาปันถกะ ... ใน ~ ผู้ฉลาดทางปัญญาวิวัฏฏ์ (การคลี่ขยายทางปัญญา คือในด้านวิปัสสนา; บาลีเป็น สัญญาวิวัฏฏ์ ก็มี คือ ชำนาญในเรื่องอรูปฌาน), พระสุภูติ ... ใน ~ ผู้มีปกติอยู่ไม่ข้องเกี่ยวกับกิเลส (อรณวิหารี), พระสุภูติ ... ใน ~ ผู้เป็นทักขิไณย, พระเรวตขทิรวนิยะ ... ใน ~ ผู้ถืออยู่ป่า (อารัญญกะ), พระกังขาเรวตะ ... ใน ~ ผู้บำเพ็ญฌาน, พระโสณโกฬิวิสะ ... ใน ~ ผู้ปรารภความเพียร, พระโสณกุฏิกัณณะ ... ใน ~ ผู้กล่าวกัลยาณพจน์, พระสีวลี ... ใน ~ ผู้มีลาภ, พระวักกลิ ... ใน ~ ผู้มีศรัทธาสนิทแน่ว (ศรัทธาธิมุต), พระราหุล ... ใน ~ ผู้ใคร่ต่อการศึกษา, พระรัฐปาละ ... ใน ~ ผู้ออกบวชด้วยศรัทธา, พระกุณฑธานะ ... ใน ~ ผู้จับสลากเป็นปฐม, พระวังคีสะ ... ใน ~ ผู้มีปฏิภาณ, พระอุปเสนวังคันตบุตร ... ใน ~ ผู้ที่น่าเลื่อมใสรอบด้าน, พระทัพพมัลลบุตร ... ใน ~ ผู้จัดแจกเสนาสนะ, พระปิลินทวัจฉะ ... ใน ~ ผู้เป็นที่รักใคร่ชอบใจของเหล่าเทพยดา, พระพาหิยทารุจีริยะ ... ใน ~ ผู้ตรัสรู้เร็วพลัน, พระกุมารกัสสปะ ... ใน ~ ผู้แสดงธรรมวิจิตร, พระมหาโกฏฐิตะ ... ใน ~ ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา, พระอานนท์ ... ใน ~ ผู้เป็นพหูสูต, พระอานนท์ ... ใน ~ ผู้มีสติ, พระอานนท์ ... ใน ~ ผู้มีคติ, พระอานนท์ ... ใน ~ ผู้มีความเพียร, พระอานนท์ ... ใน ~ ผู้เป็นอุปัฏฐาก, พระอุรุเวลกัสสปะ ... ใน ~ ผู้มีบริษัทใหญ่, พระกาฬุทายี ... ใน ~ ผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส, พระพักกุละ ... ใน ~ ผู้มีอาพาธน้อย, พระโสภิตะ ... ใน ~ ผู้ระลึกบุพเพนิวาส, พระอุบาลี ... ใน ~ ผู้ทรงวินัย, พระนันทกะ ... ใน ~ ผู้โอวาทภิกษุณี, พระนันทะ ... ใน ~ ผู้สำรวมระวังอินทรีย์, พระมหากัปปินะ ... ใน ~ ผู้โอวาทภิกษุ, พระสาคตะ ... ใน ~ ผู้ชำนาญเตโชธาตุสมาบัติ, พระราธะ ... ใน ~ ผู้สื่อปฏิภาณ, พระโมฆราช ... ใน ~ ผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง ๒. ภิกษุณีบริษัท พระมหาปชาบดีโคตมี เป็นเอตทัคคะ ในบรรดาภิกษุณีสาวิกาผู้รัตตัญญู, พระเขมา ... ใน ~ ผู้มีปัญญามาก, พระอุบลวรรณา ... ใน ~ ผู้มีฤทธิ์, พระปฏาจารา ... ใน ~ ผู้ทรงวินัย, พระธัมมทินนา ใน~ผู้เป็นธรรมกถึก, พระนันทา ... ใน ~ ผู้บำเพ็ญฌาน, พระโสณา ... ใน ~ ผู้ปรารภความเพียร, พระสกุลา ... ใน ~ ผู้มีทิพยจักษุ, พระภัททากุณฑลเกสา ใน~ผู้ตรัสรู้เร็วพลัน, พระภัททากปิลานี (ภัททกาปิลานี ก็ว่า) ... ใน ~ ผู้ระลึกบุพเพนิวาส, พระภัททากัจจานา ... ใน ~ ผู้บรรลุมหาอภิญญา, พระกีสาโคตมี ... ใน ~ ผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง, พระสิคาลมารดา ... ใน ~ ผู้มีศรัทธาสนิทแน่ว (ศรัทธาธิมุต) ๓. อุบาสกบริษัท ตปุสสะและภัลลิกะ สองวาณิช เป็นเอตทัคคะ ในบรรดาอุบาสกสาวกผู้ถึงสรณะเป็นปฐม, สุทัตตะอนาถปิณฑิกคหบดี ... ใน ~ ผู้เป็นทายก, จิตตคหบดี ชาวเมืองมัจฉิกาสณฑ์ ... ใน ~ ผู้เป็น ๔. อุบาสิกาบริษัท สุชาดาเสนานีธิดา เป็นเอตทัคคะ ในบรรดาอุบาสิกาสาวิกาผู้ถึงสรณะเป็นปฐม, วิสาขามิคารมารดา ... ใน ~ ผู้เป็นทายิกา, ขุชชุตรา ... ใน ~ ผู้เป็นพหูสูต, สามาวดี ... ใน ~ ผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา, อุตตรานันทมารดา ... ใน ~ ผู้บำเพ็ญฌาน, สุปปวาสาโกลิยธิดา ... ใน ~ ผู้ถวายของประณีต, สุปปิยาอุบาสิกา ... ใน ~ ผู้เป็นคิลานุปัฏฐาก, กาติยานี ... ใน ~ ผู้มีปสาทะไม่หวั่นไหว, นกุลมารดาคหปตานี ... ใน ~ ผู้สนิทคุ้นเคย, กาฬีอุบาสิกา ชาวกุรรฆรนคร ... ใน ~ ผู้มีปสาทะด้วยสดับคำกล่าวขาน; เทียบ อสีติมหาสาวก
เช่นว่า ขอให้ชนชาวเขา จงมีความสุข, ขอให้เหล่าพ่อค้า จงมีความสุข, ขอให้เต่าปลา จงมีความสุข, บางทีเรียก โอทิสสกผรณา (แผ่ไปเจาะจง); เทียบ อโนธิโสผรณา, ทิสาผรณา; ดู แผ่เมตตา, วิกุพพนา, สีมาสัมเภท |
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
https://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=เมตตา&detail=on
https://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%E0%C1%B5%B5%D2&detail=on
บันทึก ๒, ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ การแสดงผลนี้อ้างอิงข้อมูลจาก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พิมพ์ครั้งที่ ๑๐ พ.ศ. ๒๕๔๖ บันทึก ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ พิมพ์ครั้งที่ ๓๕ พ.ศ. ๒๕๖๔ หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ [email protected]