ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔]อ่านอรรถกถา 34 / 1อ่านอรรถกถา 34 / 15อรรถกถา เล่มที่ 34 ข้อ 16อ่านอรรถกถา 34 / 73อ่านอรรถกถา 34 / 970
อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์
จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม กามาวจรมหากุศลจิต ๘ จิตดวงที่ ๑

หน้าต่างที่ ๔ / ๔.

               อรรถกถาจิตตุปปาทกัณฑ์               
               บัดนี้ ทรงประสงค์จะจำแนกบทวาระว่าด้วยธัมมุทเทส (หัวข้อธรรม) ๕๖ ที่ยกขึ้นสู่พระบาลีเหล่านั้นทั้งหมด จึงทรงเริ่มนิทเทสวาร โดยนัยมีอาทิว่า กตโม ตสฺมึ สมเย ผสฺโส โหติ (ผัสสะย่อมมีในสมัยนั้น เป็นไฉน) ดังนี้ ควรทราบเนื้อความนี้แห่งคำถามในนิทเทสนั้นก่อนแล้วพึงทราบใจความในคำถามทั้งหมดโดยนัยมีอาทิว่า กามาวจรมหากุศลจิตสหรคตด้วยโสมนัสเป็นอสังขาริกเกิดขึ้นในสมัยใด ผัสสะใดก็ย่อมมีในสมัยนั้นดังนี้ จึงตรัสว่า ผัสสะมีในสมัยนั้นเป็นไฉน? ดังนี้.
               คำว่า ผัสสะใดก็ย่อมมีในสมัยนั้น ความว่า ผัสสะอันใดที่เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งธรรมที่สัมผัส (กระทบ) ในสมัยนั้น คำว่า ผัสสะนี้นั้น ชื่อว่าเป็นบทสภาวธรรมเพราะแสดงสภาวะของผัสสะ. คำว่า ผุสนา ได้แก่อาการที่ถูกต้อง. คำว่า สมฺผุสนา คืออาการที่กระทบพร้อมกันนั่นแหละ ทรงเพิ่มบทอุปสรรคแล้วตรัสว่า สมฺผุสนา. คำว่า สมฺผุสิตตฺตํ ได้แก่ภาวะที่ถูกกระทบกันแล้ว. ก็ในนิทเทสวารนี้ มีคำประกอบความดังต่อไปนี้ว่า
               ผัสสะอันใดด้วยการถูกต้องย่อมมีในสมัยนั้น ผุสนา (กิริยาที่กระทบ) อันใดย่อมมีในสมัยนั้น สมฺผุสนา (อาการที่กระทบพร้อมกัน) อันใด ย่อมมีในสมัยนั้น สมฺผุสิตตฺตํ (ภาวะที่ถูกกระทบพร้อมกัน) อันใดย่อมมีในสมัยนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ผัสสะอันใดย่อมมีด้วยสามารถแห่งธรรมที่กระทบกัน โดยปริยายอื่นท่านเรียกว่า ผุสนา สัมผุสนา สัมผุสิตัตตา สภาวะนี้ชื่อว่า ผัสสะย่อมมีในสมัยนั้นดังนี้. ในนิทเทสทั้งหลายแม้แห่งธรรมมีเวทนาเป็นต้น พึงทราบโยชนาเฉพาะบทโดยนัยนี้ ส่วนข้อวินิจฉัยในการจำแนกบทที่ทั่วไปในบททั้งหมดในนิทเทสวาร ดังต่อไปนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงจำแนกกามาวจรมหากุศลจิตดวงที่หนึ่งแล้ว เมื่อจะทรงจำแนกออกไป จึงวางบทธรรมไว้เกิน ๕๐ บทด้วยอำนาจแห่งมาติกาแล้ว จึงทรงยกขึ้นทีละบทจำแนกอีก บทธรรมเหล่านั้น เมื่อถึงการจำแนกย่อมถึงการจำแนกด้วยเหตุ ๓ ประการ บทธรรมเหล่านั้นเมื่อแตกต่างกันก็ย่อมแตกต่างกันด้วยเหตุ ๔ ประการ. ก็ในนิทเทสวารนี้ การแสดงโดยประการอื่น ย่อมได้ฐานะ ๒ ประการ ได้อย่างไร จริงอยู่ บทเหล่านั้นย่อมถึงการจำแนกด้วยเหตุ ๓ ประการเหล่านี้ คือด้วยอำนาจพยัญชนะ ๑ ด้วยอำนาจอุปสรรค ๑ ด้วยอำนาจอรรถะ ๑.
               บรรดาเหตุ ๓ ประการเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบถึงการจำแนกด้วยสามารถแห่งพยัญชนะอย่างนี้ว่า ความโกรธ (โกโธ) กิริยาที่โกรธ (กุชฺฌนา) ความเป็นผู้โกรธ (กุชฺฌิตตฺตํ) ความประทุษร้าย (โทโส) กิริยาที่ประทุษร้าย (ทุสฺสนา) ความเป็นผู้ประทุษร้าย (ทุสฺสิตตฺตํ). จริงอยู่ ในเหตุเหล่านี้ ความโกรธอย่างเดียวเท่านั้นถึงการจำแนกอย่างนี้ด้วยอำนาจแห่งพยัญชนะ.
               ส่วนการจำแนกด้วยสามารถแห่งอุปสรรคพึงทราบอย่างนี้ว่า จาโร (การเที่ยวไป) วิจาโร (การพิจารณา) อนุวิจาโร (การตามพิจารณา) อุปวิจาโร (การเข้าไปพิจารณา) พึงทราบถึงการจำแนกด้วยอำนาจแห่งอรรถะอย่างนี้ว่า ปณฺฑิจฺจํ (ความเป็นบัณฑิต) โกสลฺลํ (ความเป็นคนฉลาด) เนปุญฺญํ (ความเฉลียวฉลาด) เวภพฺยา (ความเป็นผู้รู้แจ้ง) จินฺตา (ความคิด) อุปปริกฺขา (ความใคร่ครวญ) บรรดาการจำแนกบทธรรมเหล่านั้น การจำแนกแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้ย่อมได้ในนิทเทสแห่งบทผัสสะก่อน.
               จริงอยู่ คำว่า ผสฺโส ผุสนา ได้แก่การจำแนกด้วยพยัญชนะ. คำว่า สมฺผุสนา ได้แก่การจำแนกด้วยอุปสรรค. คำว่า สมฺผุสิตตฺตํ ได้แก่การจำแนกด้วยอรรถะ. พึงทราบการจำแนกในนิทเทสบททั้งปวงโดยนัยนี้.
               ส่วนธรรมทั้งหลายแม้เมื่อมีบทต่างกัน ชื่อว่าย่อมต่างกันด้วยเหตุ ๔ ประการเหล่านี้ คือ ความต่างกันโดยชื่อ ความต่างกันโดยลักษณะ ความต่างกันโดยกิจ (หน้าที่) ความต่างกันโดยการปฏิเสธ บรรดาความต่างกันเหล่านั้น พึงทราบความต่างกันโดยชื่ออย่างนี้ในที่นี้ว่า ความพยาบาทมีในสมัยนั้นเป็นไฉน? ความประทุษร้าย กิริยาที่ประทุษร้ายอันใดมีในสมัยนั้นดังนี้ ธรรมเหล่านี้แม้ทั้ง ๒ คือ ความพยาบาทหรือโทสะ ก็คือความโกรธนั่นเอง แต่ถึงความต่างกันโดยชื่อ.
               อนึ่ง ธรรมแม้ ๕ อย่างชื่อว่าขันธ์ เพราะอรรถว่าเป็นกอง ธรรมหนึ่งเท่านั้นก็เรียกว่า ขันธ์ ก็ขันธ์ ๕ ย่อมมีความต่างกันโดยลักษณะนี้ คือ ในบรรดาขันธ์ ๕ เหล่านี้ รูปมีความย่อยยับไปเป็นลักษณะ เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ สัญญามีการจำอารมณ์เป็นลักษณะ เจตนามีการกระตุ้นเตือนสัมปยุตตธรรมเป็นลักษณะ วิญญาณมีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ
               ว่าโดยความต่างกันแห่งกิจ ความเพียรอย่างเดียวเท่านั้นมาแล้วในฐานะทั้ง ๔ อย่างนี้ว่า สัมมัปปธาน ๔ คือ ภิกษุในศาสนานี้ ทำฉันทะให้เกิด ประคองจิตไว้ ทำความเพียร ฯลฯ เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังมิเกิด มิให้เกิดขึ้น พึงทราบความต่างกันด้วยสามารถความต่างกันด้วยกิจ ด้วยประการฉะนี้.
               ก็พึงทราบความต่างกันด้วยความต่างกันโดยการปฏิเสธ ในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า อธรรม ๔ ประการคือ ความเป็นผู้หนักในความโกรธมิใช่เป็นผู้หนักในสัทธรรม ๑ ความเป็นผู้หนักในความลบหลู่มิใช่หนักในสัทธรรม ๑ ความเป็นผู้หนักในลาภมิใช่หนักในสัทธรรม ๑ ความเป็นผู้หนักในสักการะมิใช่หนักในสัทธรรม ๑ ดังนี้.
               ก็ความต่างกัน ๔ อย่างเหล่านี้ ย่อมได้ในผัสสะเท่านั้นก็หาไม่ ย่อมได้ในธรรมแม้ทั้งหมด อันเป็นหมวด ๕ มีผัสสะเป็นต้น. จริงอยู่ คำว่า ผสฺโส เป็นชื่อของผัสสะ ฯลฯ คำว่า จิตฺตํ เป็นชื่อของจิต (นี้เรียกว่าต่างกันโดยชื่อ) ก็ผัสสะมีการถูกต้องเป็นลักษณะ เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ สัญญามีการจำอารมณ์เป็นลักษณะ เจตนามีการกระตุ้นเตือนสัมปยุตตธรรมเป็นลักษณะ วิญญาณมีการริอารมณ์เป็นลักษณะ (นี้เรียกว่าต่างกันโดยลักษณะ)
               อนึ่ง ผัสสะมีการถูกต้องเป็นกิจเท่านั้น เวทนามีการเสวยอารมณ์เป็นกิจ สัญญามีการจำอารมณ์เป็นกิจ เจตนามีการกระตุ้นเตือนเป็นกิจ วิญญาณมีการรู้อารมณ์เป็นกิจ พึงทราบความต่างกันแห่งกิจอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
               ความต่างกันในการปฏิเสธในธรรมหมวด ๕ แห่งผัลสะไม่มี. แต่ในนิทเทสแห่งธรรมมีอโลภะเป็นต้น พึงทราบความต่างกันด้วยสามารถแห่งความปฏิเสธอย่างนี้ว่า บุคคลย่อมโลภโดยนัยเป็นต้นว่า ความไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความเป็นผู้ไม่โลภ พึงทราบความต่างกันแม้ทั้ง ๔ อย่าง ด้วยสามารถแห่งบทที่มีอยู่ในนิทเทสบททั้งหมดด้วยประการฉะนี้.
               ส่วนการแสดงโดยปริยายอื่นอีก ย่อมได้ ๒ ฐานะอย่างนี้ คือ ปทัตถูติ (บทสดุดี) ทัฬหีกรรม (บทที่ย้ำความ). จริงอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำว่า ผัสสะเพียงครั้งเดียว ประดุจการกดปลายไม้เท้าลง บทเดียวยังไม่ชื่อว่าการประดับแล้วตกแต่งแล้วซึ่งบทสัมผัส เมื่อตรัสบ่อยๆ ว่า ผัสสะ ผุสนา สัมผุสนา สัมผุสิตัตตัง ด้วยสามารถแห่งพยัญชนะ ด้วยสามารถแห่งอุปสรรค ด้วยสามารถอรรถะ บทนั้นชื่อว่าประดับแล้วตกแต่งแล้วซึ่งบทผัสสะ เปรียบเหมือนพี่เลี้ยงอาบน้ำให้พระราชกุมารแล้วเอาผ้าที่ชอบใจห่มแล้ว เอาดอกไม้ทั้งหลายประดับแล้ว หยอดยาตาแล้วต่อจากนั้นก็เอามโนศิลา (สีแดง) เจิมหน้าผากเพียงจุดเดียวเท่านั้น เพียงเท่านี้ยังไม่ชื่อว่า มีรอยเจิมที่สวยงาม แต่เมื่อพี่เลี้ยงเอาสีทั้งหลายมาเจิมล้อม จึงชื่อว่ามีรอยเจิมที่สวยงาม ความอุปมาเป็นเครื่องเปรียบเทียบนี้ พึงเห็นฉันนั้นเถิด. นี้ชื่อว่า ปทัตถูติบท.
               ก็การกล่าวบ่อยๆ นั่นแหละด้วยสามารถแห่งพยัญชนะ อรรถะและอุปสรรค ชื่อว่าทัฬหีกรรมบท เปรียบเหมือนเมื่อกล่าวว่า อาวุโสก็ดี ภันเตก็ดี ยักษ์ก็ดี งูก็ดี ไม่ชื่อว่ากล่าวย้ำความ แต่เมื่อกล่าวว่า อาวุโส อาวุโส ภันเต ภันเต ยักษ์ ยักษ์ งู งู ดังนี้ จึงชื่อว่ากล่าวย้ำความ ฉันใด เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบทว่า ผัสสะก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นดุจการกดปลายไม้เท้า ไม่ชื่อว่าเป็นการย้ำความ แต่เมื่อตรัสบ่อยๆ ว่า ผัสสะ ผุสนา สัมผุสนา สัมผุสิตัตตัง ด้วยสามารถแห่งพยัญชนะ อุปสรรคและอรรถะนั่นแหละ จึงชื่อเป็นการตรัสย้ำความ การแสดงโดยปริยายอื่นย่อมได้ฐานะ ๒ ด้วยประการฉะนี้. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในบททั้งหมด ในนิทเทสแห่งบทที่มีอยู่ด้วยสามารถแห่งผัสสะแม้นี้เถิด.
               คำว่า อยํ ตสฺมึ สมเย ผสฺโส โหติ ความว่า กามาวจรมหากุศลจิตดวงที่หนึ่งย่อมเกิดขึ้นในสมัยใด ชื่อว่า ผัสสะนี้ย่อมมีในสมัยนั้น การพรรณนานิทเทสบทแห่งผัสสะเพียงเท่านี้ก่อน.

               อธิบายเวทนานิทเทสเป็นต้น               
               ก็ต่อจากนี้ไป ข้าพเจ้าพรรณนาซึ่งเหตุสักความต่างกันในนิทเทสอื่นๆ แห่งบทมีเวทนาเป็นต้น คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในนิทเทสแห่งผัสสะนี้นั่นแหละ.
               ในคำว่า ยํ ตสฺมึ สมเย นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มคำมีอาทิว่า เวทนาในสมัยนั้นเป็นไฉนดังนี้แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ตรัสคำว่า ยํ ไว้ด้วยอำนาจแห่งบทสาตะ (ความยินดี) เวทนาตรัสเรียกว่า ตัชชาในคำว่า ตชฺชามโนวิญฺญาณธาตุสมฺผสฺสชํ นี้ เพราะเหมาะสม สมควรแก่ความสุขอันเป็นที่ยินดีนั้น จริงอยู่ ตัชชาศัพท์นี้มีอรรถว่า เหมาะสมก็มี เหมือนอย่างที่ตรัสว่า ตชฺชํ สารูปํ กถํ มนฺเตติ (ชนพูดถ้อยคำพอเหมาะพอสมควร) ดังนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง ธรรมที่ชื่อว่าตัชชา เพราะเกิดแต่ธรรมมีรูปารมณ์เป็นต้นเหล่านั้นและเกิดแต่ปัจจัยแห่งความสุขนี้ก็มี. มโนวิญญาณนั่นแหละชื่อว่าธาตุ ด้วยอรรถว่าไม่ใช่สัตว์ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่ามโนวิญญาณธาตุ. ธรรมใดเกิดแต่สัมผัส หรือเกิดในสัมผัส เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่าสัมผัสสชะ. ชื่อว่าเจตสิก เพราะอาศัยจิต. ชื่อว่าสาตะ เพราะอรรถว่าชอบใจ. คำนี้มีอธิบายว่า เจตสิกที่เกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุที่ชื่อตัชชา โดยความหมายดังที่กล่าวแล้วเป็นความยินดีในสมัยนั้นอันใด นี้ชื่อว่าเวทนาในสมัยนั้นดังนี้. พึงทราบการประกอบกับบททั้งปวงด้วยประการฉะนี้.
               บัดนี้ ในคำว่า เจตสิกํ สุขํ เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธสุขทางกายด้วยบทแห่งเจตสิก ทรงปฏิเสธทุกข์ทางใจด้วยบทแห่งสุข. บทว่า เจโตสมฺผสฺสชํ ได้แก่ จิตเกิดในสัมผัส. หลายบทว่า สาตํ สุขํ เวทยิตํ ได้แก่ เสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจมิใช่อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ เสวยอารมณ์ที่เป็นสุข มิใช่อารมณ์ที่เป็นทุกข์. ส่วนสามบทข้างหน้าตรัสไว้ด้วยอิตถีลิงค์. ก็เนื้อความในบททั้ง ๓ นี้มีเพียงเท่านี้ว่า เวทนาที่ชอบใจมิใช่เวทนาที่ไม่ชอบใจ เวทนาที่เป็นสุขมิใช่เวทนาที่เป็นทุกข์.
               ในนิทเทสแห่งสัญญา คำว่า ตชฺชามโนวิญฺญาณธาตุสมฺผสฺสชา ได้แก่ สัญญาเกิดในสัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่กุศลสัญญานั้น. คำว่า สัญญา เป็นชื่อสภาวะ. คำว่า สญฺชานนา ได้แก่ อาการที่จำได้. คำว่า สญฺชานิตตฺตํ ได้แก่ ภาวะที่จำได้. แม้ในนิทเทสแห่งเจตนาก็พึงทราบโดยนัยนี้.
               ในนิทเทสแห่งจิต ที่ชื่อว่าจิต เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติวิจิตร. ชื่อว่ามโน เพราะกำหนดรู้อารมณ์. มโนนั่นแหละชื่อว่ามานัส. จริงอยู่ ในคาถาว่า อนฺตลิกฺขจโร ปาโส ยฺวายํ จรติ มานโส เตน ตํ พาธยิสฺสามิ น เม สมณ มโนรมา (บ่วงใดมีใจไปได้ในอากาศ กำลังเที่ยวไป ข้าพระองค์จักคล้องพระองค์ไว้ด้วยบ่วงนั้น สมณะท่านไม่พ้นเรา) นี้ตรัสเรียกธรรมคือ ราคะที่สัมปยุตด้วยใจว่า มานัส. พระอรหัต ก็ตรัสว่า มานัส ดังในพระคาถานี้ว่า
                         กถญฺหิ ภควา ตุยฺหํ   สาวโก สาสเน รโต
                         อปตฺตมานโส เสโข   กาลํ กยิรา ชเนสุตา.
                                        ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปรากฏ
                         ในหมู่ชน สาวกของพระองค์ยินดีในพระศาสนา
                         ยังไม่บรรลุพระอรหัต เป็นพระเสขบุคคล
                         เพราะเหตุไรเล่า จึงทำกาละเสีย.

               แต่ในนิทเทสนี้ มโนนั่นเองชื่อว่ามานัส เพราะท่านทำบทให้เจริญด้วยพยัญชนะ. คำว่า หทัย อธิบายว่า อก ท่านเรียกว่า หทัย ในคำนี้ว่า เราจักขว้างจิตของท่านไป หรือจักผ่าหทัยของท่านเสีย. จิตเรียกว่าหทัย ในประโยคนี้ว่า หทยา หทยํ มญฺเญ อญฺญาย ตจฺฉติ (บุตรช่างทำรถ ย่อมถากไม้เหมือนจะรู้ใจด้วยใจ หทยวัตถุเรียกว่าหทัย ในคำนี้ว่า วกฺกํ หทยํ (ม้าม หัวใจ) แต่ในนิทเทสนี้ จิตเท่านั้นเรียกว่าหทัย เพราะอรรถว่าอยู่ภายใน. จิตนั้นแหละชื่อว่าปัณฑระ เพราะอรรถว่าบริสุทธิ์. คำว่า ปัณฑระ นี้ หมายเอาภวังคจิต เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร แต่จิตนั้นแลเศร้าหมองแล้วด้วยอุปกิเลสที่จรมา ดังนี้ อนึ่ง แม้กุศลก็ตรัสเรียกว่า ปัณฑระเหมือนกัน เพราะออกจากจิตนั้น เหมือนแม่น้ำคงคาไหลมาจากแม่น้ำคงคา และแม่น้ำโคธาวรีไหลมาจากแม่น้ำโคธาวรีฉะนั้น.
               ส่วนศัพท์มโน ในที่นี้ว่า มโน มนายตนํ ดังนี้ เพื่อแสดงมโนนั่นเองว่าเป็นอายตนะ ด้วยคำว่า มโน มนายตนํ นั้น จึงแสดงบทว่า มโนนั้น. มโนนี้ชื่อว่ามนายตนะ เพราะเป็นอายตนะแห่งใจนั่นแหละ เหมือนคำว่า เทวายตนํ นี้หามิได้ โดยที่แท้อายตนะ คือ มโนนั่นแหละ ชื่อว่ามนายตนะ ในคำว่า มนายตนะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่าอายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นที่อาศัยอยู่ เพราะอรรถว่าเป็นบ่อเกิด เพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม เพราะอรรถว่าเป็นถิ่นเกิด เพราะอรรถว่าเป็นการณะ.
               จริงอย่างนั้น สถานที่อยู่ในโลก เรียกว่าอายตนะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า ที่อยู่ของพระอิศวร (อิสฺสรายตนํ) ที่อยู่ของวาสุเทพ (วาสุเทวายตนํ) บ่อเกิดเรียกว่าอายตนะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า บ่อเกิดแห่งทอง (สุวณฺณายตนํ) บ่อเกิดแห่งรัตนะ (รตนายตนํ) แต่ในศาสนา สถานที่ประชุมเรียกว่าอายตนะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า เมื่อสถานที่ประชุมอันเป็นที่รื่นเริงมีอยู่ นกทั้งหลายย่อมพากันเสพที่นั้น. ถิ่นเกิดเรียกว่าอายตนะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า ทักขิณาบถ เป็นถิ่นเกิดของโคทั้งหลาย. การณะเรียกว่าอายตนะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า เธอย่อมถึงความสามารถในธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ... ในที่นั้นๆ นั่นแหละได้ ในเมื่อมีสติ. ก็ในที่นี้ ย่อมควรแม้ทั้ง ๓ อรรถะ คือ ชื่อว่าอายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นถิ่นเกิด เพราะอรรถว่าเป็นสถานที่ประชุม และเพราะอรรถว่าเป็นการณะ (เหตุ).
               จริงอยู่ ธรรมมีผัสสะเป็นต้น ย่อมเกิดพร้อมกันในมนะนี้ เพราะเหตุนั้น มนะนี้จึงชื่อว่า ความเกิดแห่งอายตนะ แม้เพราะอรรถว่าเป็นถิ่นเกิด. รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะในภายนอก ย่อมประชุมลงในมนะนี้ เพราะเหตุนั้น มนะนี้จึงชื่อว่าอายตนะ แม้อรรถว่าเป็นสถานที่ประชุม. ก็มนะนี้พึงทราบว่าเป็นอายตนะ เพราะอรรถว่าเป็นปัจจัยของผัสสะเป็นต้น มีสหชาตปัจจัยเป็นต้นบ้าง ด้วยอรรถว่าเป็นเหตุ เพราะเป็นการณะบ้าง มนินทรีย์มีอรรถตามที่กล่าวมาแล้วนั่นแหละ.
               ธรรมชาติที่ชื่อว่าวิญญาณ เพราะย่อมรู้แจ้ง ขันธ์คือวิญญาณนั่นแหละ เรียกว่าวิญญาณขันธ์ พึงทราบเนื้อความแห่งวิญญาณขันธ์นั้น ด้วยอำนาจความเป็นกองเป็นต้น.
               จริงอยู่ ขันธ์พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยความเป็นกอง ในพระบาลีนี้ว่า น้ำในมหาสมุทร ย่อมนับว่าเป็นกองน้ำใหญ่แท้ ดังนี้. ขันธ์ตรัสไว้โดยอรรถว่าคุณ ดังในประโยคมีอาทิว่า คุณคือศีล คุณคือสมาธิดังนี้. ขันธ์ตรัสไว้โดยอรรถว่าเป็นเพียงบัญญัติ ดังในประโยคนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นแล้วแลซึ่งท่อนไม้ใหญ่ ดังนี้. แต่ในวิญญาณขันธ์นี้ ตรัสขันธ์ด้วยรุฬหีศัพท์ (คือตามที่เข้าใจกัน) เพราะว่า ส่วนแห่งวิญญาณขันธ์ เรียกว่าวิญญาณดวงหนึ่ง เพราะอรรถว่าเป็นกอง เพราะฉะนั้น วิญญาณแม้ดวงเดียวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งแห่งวิญญาณขันธ์ ท่านก็เรียกว่าวิญญาณขันธ์ ตามที่รู้กัน เหมือนคนตัดส่วนหนึ่งแห่งต้นไม้ ท่านก็เรียกว่าตัดต้นไม้ฉะนั้น.
               คำว่า ตชฺชามโนวิญฺญาณธาตุ ได้แก่ มโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่ธรรม มีผัสสะเป็นต้นเหล่านั้น. จริงอยู่ ในบทนี้จิตดวงเดียวเท่านั้น ท่านกล่าวชื่อไว้ ๓ อย่าง คือ ชื่อว่ามโน เพราะอรรถว่ากำหนดอารมณ์ ชื่อว่าวิญญาณ เพราะอรรถว่ารู้แจ้ง ชื่อว่าธาตุ เพราะอรรถว่าเป็นสภาวะ หรือเพราะอรรถว่ามิใช่สัตว์.
               ในหมวด ๕ แห่งผัสสะนี้ ตามที่กล่าวมาแล้ว จะกล่าวผัสสะก่อน เพราะเป็นผัสสะเท่านั้น มิใช่ผัสสะที่เกิดด้วยสัมผัสสะที่เป็นตัชชามโนวิญญาณธาตุ และเพราะจิตเป็นตัชชามโนวิญญาณธาตุเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่ทรงยกบัญญัติที่เป็นตัชชามโนวิญญาณธาตุสัมผัสสชา ใน ๒ บทนี้ แต่ก็ใช้ในบทวิตกเป็นต้นได้บ้าง ที่ไม่ยกขึ้นใช้ในนิทเทสนี้ เพราะมิได้กำหนดไว้.
               อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงจำแนกธรรมหมวด ๕ แห่ง ผัสสะเหล่านี้จำแนกเป็นแต่ละแผนกแล้วทรงยกขึ้นสู่บัญญัติ ชื่อว่ากระทำสิ่งที่ทำได้โดยยาก เมื่อบุคคลใส่น้ำต่างๆ น้ำมันต่างๆ ลงในภาชนะหนึ่งแล้ว กวนตลอดวัน การมองดูสี หรือการสูดกลิ่น หรือการลิ้มรสก็อาจรู้ความต่างกันได้ เพราะความต่างกันแห่งสี กลิ่นและรส แม้จะเป็นถึงอย่างนั้น เขาก็กล่าวกันว่า การกระทำนั้นเป็นการกระทำได้ยาก. แต่พระสัมมาสัมพุทธะ เมื่อทรงจำแนกธรรมคือจิตและเจตสิกอันไม่ใช่รูปเหล่านี้ ที่เป็นไปในอารมณ์หนึ่งกระทำให้เป็นแผนกๆ แล้วทรงยกขึ้นสู่บัญญัติ ชื่อว่าทรงกระทำได้ยากอย่างยิ่ง. ด้วยเหตุนั้น พระนาคเสนเถระจึงถวายพระพรพระยามิลินทร์ว่า มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำสิ่งที่ทำได้โดยยาก.
               พระยามิลินทร์ : ท่านพระนาคเสน พระผู้มีพระภาคเจ้าทำอะไร ซึ่งทำได้โดยยาก.
               พระนาคเสน : มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบอกการกำหนดธรรมคือจิตและเจตสิกอันไม่ใช่รูปเหล่านี้ ที่เป็นไปในอารมณ์เดียวกันว่า นี้เป็นผัสสะ นี้เป็นเวทนา นี้เป็นสัญญา นี้เป็นเจตนา นี้เป็นจิต.
               พระยามิลินทร์ : ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ฟัง.
               พระนาคเสน : มหาบพิตร อุปมาเหมือนคนบางคนข้ามสมุทรด้วยเรือ แล้วใช้อุ้งมือวักน้ำชิมดูก็พึงทราบหรือหนอว่า นี้น้ำแม่น้ำคงคา นี้น้ำแม่น้ำยมุนา นี้น้ำแม่น้ำอจิรวดี นี้น้ำแม่น้ำสรภู นี้น้ำแม่น้ำมหี.
               พระยามิลินทร์ : ข้าแต่ท่านนาคเสน รู้ได้ยาก.
               พระนาคเสน : มหาบพิตร การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกการกำหนดธรรมคือจิตและเจตสิก ซึ่งไม่ใช่รูปเป็นไปในอารมณ์เดียวกันว่า นี้เป็นผัสสะ ฯลฯ นี้เป็นจิต ชื่อว่าทรงทำสิ่งที่ทำได้ยากกว่านั้นมาก.

               อธิบายวิตกนิทเทสเป็นต้น               
               ในนิทเทสแห่งวิตก ธรรมที่ชื่อว่าตักกะ เพราะตรึก. บัณฑิตพึงทราบความเป็นไปแห่งธรรมที่ชื่อว่าตักกะนั้น ด้วยสามารถแห่งการตรึกอย่างนี้ว่า ท่านตรึกถึงอะไร? ท่านตรึกถึงหม้อ ตรึกถึงเกวียน ตรึกถึงโยชน์ ตรึกถึงครึ่งโยชน์หรือ นี้เป็นบทแสดงสภาวะของการตรึก. ธรรมที่ชื่อว่าวิตก เพราะอำนาจแห่งการตรึกพิเศษ คำว่าวิตกนี้เป็นชื่อของความตรึกที่มีกำลังมากกว่า. ชื่อว่าสังกัปปะ เพราะการกำหนดอย่างดี. เอกัคคจิต ชื่อว่าอัปปนา เพราะแนบแน่นในอารมณ์. บทที่สองทรงเพิ่มขึ้นด้วยอำนาจอุปสรรค อีกอย่างหนึ่ง อัปปนาที่มีกำลังกว่า ชื่อว่าพยัปปนา. ธรรมชาติที่ชื่อว่าการยกจิตขึ้น เพราะยกจิต คือตั้งจิตไว้ในอารมณ์. ธรรมที่ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะเป็นสังกัปปะ (ความดำริ) ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญถึงความเป็นกุศล เพราะเป็นความดำริตามความเป็นจริง และเป็นความดำรินำสัตว์ออกจากวัฏฏะ.
               ในนิทเทสแห่งวิจาร ธรรมที่ชื่อว่าจาระ เพราะเที่ยวไปในอารมณ์ บทนี้เป็นบทแสดงสภาวะของจาระนั้น ที่ชื่อว่าวิจาร เพราะเที่ยวไปพิเศษ. ชื่อว่าอนุวิจาร เพราะเที่ยวตามไป. ชื่อว่าอุปวิจาร เพราะเที่ยวไปใกล้. บทเหล่านี้ท่านเพิ่มมาด้วยอำนาจอุปสรรค. ธรรมที่ชื่อว่าความสืบต่อจิต เพราะการตั้งจิตสืบต่อไว้ในอารมณ์ ดุจการพาดลูกศรที่สายธนู. ธรรมที่ชื่อว่าการเข้าไปเพ่ง เพราะตั้งอยู่ ดุจการเพ่งอารมณ์.
               ในนิทเทสแห่งปีติ บทว่า ปีติ เป็นบทแสดงสภาวะ ภาวะแห่งบุคคลผู้ปราโมทย์แล้ว ชื่อว่าปาโมชชะ อาการแห่งการบันเทิง ชื่อว่าอาโมทนา อาการที่รื่นเริง ชื่อว่าปโมทนา. การรวมกันแห่งยาหรือน้ำมัน หรือน้ำร้อนและน้ำเย็นเข้าด้วยกัน ท่านเรียกว่าโมทนา ฉันใด แม้ปีตินี้ก็ฉันนั้น ชื่อว่าโมทนาเพราะรวมธรรมทั้งหลายเข้าด้วยกัน แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประดับคำโมทนาด้วยอุปสรรคแล้ว ตรัสว่า อาโมทนา และปโมทนา ธรรมที่ชื่อว่าหาสะ เพราะร่าเริง คำว่าหาสะนี้เป็นชื่อของอาการที่ร่าเริงยินดี. ธรรมที่ชื่อว่าวิตตะ เพราะปลื้มใจ คำว่าวิตตะนี้เป็นชื่อของทรัพย์ ก็ความปลื้มใจนี้ ชื่อว่าวิตติ เพราะเป็นปัจจัยให้เกิดโสมนัส เพราะคล้ายกับความปลื้มใจเหมือนอย่างว่า คนมีทรัพย์อาศัยทรัพย์เกิดโสมนัส ฉันใด คนมีปีติก็อาศัยปีติเกิดโสมนัสขึ้น ฉันนั้น ดังนั้นจึงเรียกปีติว่า วิตติ คำว่า วิตตินี้ เป็นชื่อของปีติดำรงอยู่ด้วยความยินดี. ก็บุคคลผู้มีปีติตรัสเรียกว่า อุทคฺคะ เพราะพุ่งขึ้นแห่งกายและจิต คือพุ่งขึ้นสูงแห่งกายและจิต. ภาวะแห่งคนที่มีกายและใจสูงขึ้น เรียกว่าโอทัคคะ. ความเป็นผู้มีใจเป็นของตน ชื่อว่าอัตตมนา.
               จริงอยู่ ใจของบุคคลผู้ไม่ยินดี (โกรธ) ไม่ชื่อว่า เป็นใจของตน เพราะเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์.
               อนึ่ง บุคคลยินดีแล้ว ก็ชื่อว่ามีใจเป็นของตน เพราะเป็นเหตุให้เกิดสุข. ด้วยเหตุตามที่กล่าวมานี้ ความเป็นผู้มีใจเป็นของตน จึงชื่อว่าอัตตมนา คือมีใจเป็นของตน. อธิบายว่า ความที่บุคคลเป็นผู้มีใจเป็นของตน ก็เพราะความดีใจนั้นมิใช่ของใครอื่น เพราะความเป็นผู้มีใจเป็นของตนเอง คือสภาพนั้นเป็นของจิตนั่นเอง อนึ่ง เพราะความผู้มีใจเป็นของตนนั้น มิใช่เป็นธรรมอื่น คือมิใช่เป็นเจตสิกธรรม ฉะนั้น จึงตรัสว่า ความเป็นผู้มีใจเป็นของตน คือจิต.
               ในนิทเทสแห่งจิตตัสเสกัคคตา ธรรมชาติที่ชื่อว่า ฐิติ เพราะตั้งมั่นในอารมณ์อันไม่หวั่นไหว. สองบทข้างหน้าท่านเพิ่มบทอุปสรรคเข้ามา. อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่า สัณฐิติ เพราะประมวลสัมปยุตตธรรมทั้งหลายมาตั้งไว้ด้วยอารมณ์. ที่ชื่อว่าอวัฏฐิติ เพราะหยั่งลงสู่อารมณ์ คือเข้าไปแล้วตั้งอยู่. จริงอยู่ ธรรมทั้ง ๔ คือ ศรัทธา สติ สมาธิ ปัญญา ย่อมหยั่งลง คือย่อมปรากฏในฝ่ายกุศล. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ ธรรมคือศรัทธา พระองค์จึงตรัสว่า โอกัปปนา (การทำใจให้เชื่อมั่น). ตรัสเรียกสติว่า อปิลาปนตา (ความเป็นผู้มีใจไม่ฟั่นเฟือน). ตรัสเรียกสมาธิว่า อวัฏฐิติ (ความที่ใจตั้งมั่น). ตรัสเรียกปัญญาว่า ปริโยคาหนา (การส่องดู).
               ส่วนในฝ่ายอกุศล ธรรม ๓ อย่าง คือ ตัณหา ทิฏฐิและอวิชชา ย่อมหยั่งลงสู่อารมณ์ ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ ธรรมเหล่านั้น พระองค์จึงตรัสว่า เป็นโอฆะ แต่ในฝ่ายอกุศลนี้ เอกัคคตาแห่งจิตไม่เป็นสภาพมีกำลัง เปรียบเหมือนบุคคลเอาน้ำรดในที่มีฝุ่น สถานที่ก็เกลี้ยงฝุ่น ฝุ่นย่อมระงับไปเวลาเล็กน้อย เมื่อฝุ่นแห้ง ฝุ่นก็ตั้งขึ้นเป็นปกติอีก ฉะนั้น. แต่ในฝ่ายกุศล เอกัคคตาแห่งจิตมีกำลังมาก เปรียบเหมือนบุคคลเอาหม้อน้ำลาดน้ำลงในที่นั้น คลุกเคล้าด้วยจอบกระทำการทุบขยำ ขัดสีไล้ทาให้ปรากฏเหมือนในเงากระจก แม้จะก้าวเลยไปร้อยปีก็เป็นของวิจิตรเหมือนเวลาครู่หนึ่ง ฉะนั้น.
               ธรรมที่ชื่อว่าอวิสาหาระ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อความฟุ้งซ่านที่เป็นไปด้วยอำนาจอุทธัจจะและวิจิกิจฉา. จิตที่ดำเนินไปด้วยอำนาจแห่งอุทธัจจะและวิจิกิจฉา ชื่อว่าย่อมฟุ้งซ่าน แต่ความฟุ้งซ่านนี้เช่นอย่างนั้นไม่มี เพราะเหตุนั้น สภาพธรรมนั้นจึงชื่อว่าอวิกเขปะ. จิตที่ชื่อว่าฟุ้งซ่านไปด้วยอำนาจแห่งอุทธัจจะและวิจิกิจฉาเท่านั้น คืออุทธัจจะและวิจิกิจฉา ย่อมนำไปทางนี้และทางโน้นได้ แต่อวิกเขปะนี้เป็นภาวะของใจที่ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอาการอย่างนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าความเป็นผู้มีใจไม่ฟุ้งซ่าน (อวิสาหฏมานสตา).
               คำว่า สมถะ ได้แก่ สมถะ ๓ อย่าง คือ จิตตสมถะ อธิกรณสมถะและสัพพสังขารสมถะ.
               บรรดาสมถะทั้ง ๓ นั้น เอกัคคตาแห่งจิต (ความที่จิตแน่วแน่) ในสมาบัติ ๘ ชื่อว่าจิตตสมถะ. จริงอยู่ เพราะอาศัยจิตตสมถะนั้น ความดิ้นรนแห่งจิต ความหวั่นไหวแห่งจิตย่อมสงบ คือเข้าไประงับไว้ เพราะฉะนั้น สมถะนั้นจึงตรัสเรียกว่าจิตตสมถะ. สมถะ ๗ อย่างมีสัมมุขาวินัยเป็นต้น ชื่อว่าอธิกรณสมถะ เพราะอาศัยอธิกรณสมถะนั้น อธิกรณ์เหล่านั้นย่อมสงบ คือย่อมระงับไว้ เพราะฉะนั้น สมถะนั้นจึงตรัสเรียกว่าอธิกรณสมถะ.
               อนึ่ง เพราะสังขารทั้งหมด อาศัยพระนิพพานย่อมเข้าไปสงบระงับ ฉะนั้น พระนิพพานนั้น พระองค์จึงตรัสเรียกว่า สัพพสังขารสมถะ. ในอรรถะนี้ ทรงประสงค์เอาจิตตสมถะ จิตตสมถะนั้นชื่อว่า สมาธินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่กว่าธรรมอื่นในลักษณะแห่งสมาธิ. ที่ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะความไม่หวั่นไหวไปในเพราะอุทธัจจะ สมาธิตามความเป็นจริง ชื่อว่าสัมมาสมาธิ สมาธิฝ่ายกุศล ชื่อว่านิยยานิกสมาธิ (สมาธิที่นำออก).
               ในนิทเทสแห่งสัทธินทรีย์ ธรรมที่ชื่อว่าศรัทธา เพราะการเชื่อพุทธคุณเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าศรัทธา เพราะเชื่อ คือดำเนินไปสู่รัตนะมีพระพุทธรัตนะเป็นต้น. อาการแห่งการเชื่อ ชื่อว่าสัททหนา. ที่ชื่อว่าโอกัปปนา (น้อมใจเชื่อ) เพราะหยั่งลงเหมือนการทำลายแล้วแทรกเข้าไปในพุทธคุณเป็นต้น. ที่ชื่อว่าอภิปสาทะ (เลื่อมใสยิ่ง) เพราะเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายเลื่อมใสอย่างยิ่งในพุทธคุณเป็นต้น หรือว่าตัวเองย่อมเลื่อมใสยิ่ง.
               บัดนี้ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงปรารภปริยายอื่นด้วยบทสมาส (ความย่อ) แห่งสัทธินทรีย์เป็นอาทิ จึงทรงถือเอาบทว่า อาทิ มาทำการจำแนกบท ข้อนี้เป็นเรื่องธรรมดาในพระอภิธรรม ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสคำว่าศรัทธาอีก. อีกอย่างหนึ่ง อินทรีย์แห่งหญิง ชื่อว่าอิตถินทรีย์ ฉันใด สัทธินทรีย์นี้ฉันนั้นหามิได้. ก็อินทรีย์นี้คือศรัทธาเท่านั้น จึงชื่อว่าสัทธินทรีย์ ด้วยอาการอย่างนี้ จึงตรัสศรัทธาอีก เพื่อจะให้รู้ถึงภาวะที่กระทำให้ยิ่งกว่ามีอยู่. ในทำนองเดียวกันนี้ พึงทราบการประกอบคำสำหรับบทว่า อาทิ ในนิทเทสแห่งบททั้งปวงอีก. ธรรมชาติที่ชื่อว่าสัทธินทรีย์ เพราะทำความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งอธิโมกข์ (น้อมใจเชื่อ) ที่ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะความไม่หวั่นไหวในเพราะความไม่มีศรัทธา.
               ในนิทเทสแห่งวิริยินทรีย์ คำว่า เจตสิโก นี้ท่านกล่าวเพื่อแสดงถึงความที่วิริยะเป็นเจตสิกโดยนิยม. จริงอยู่ วิริยะนี้แม้จะกล่าวอยู่ว่าเป็นกายิกะ คือเป็นไปทางกายเพราะเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้เดิน จงกรมเป็นต้นในสูตรทั้งหลายมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิริยะเป็นไปทางกายก็เป็นวิริยสัมโพชฌงค์ วิริยะที่เป็นไปทางใจก็เป็นวิริยสัมโพชฌงค์ วิริยะนี้ย่อมมาสู่อุทเทสด้วยประการฉะนี้ แต่ไม่เป็นไปทางกายเหมือนกายวิญญาณ ก็เพื่อแสดงว่าวิริยะนั้นเป็นไปทางใจอย่างเดียว จึงตรัสว่า เจตสิโก (เป็นเจตสิก). คำว่า วิริยารมฺโภ ได้แก่ การเริ่ม กล่าวคือความเพียร. ด้วยบทว่า วิริยารมฺโภ นี้ท่านปฏิเสธการเริ่มความเพียรที่เหลือนอกจากนี้. จริงอยู่ อารัมภศัพท์นี้มาในอรรถะมิใช่น้อย คือ กรรม อาบัติ กิริยา วิริยะ หิงสา (ความเบียดเบียน) วิโกปนะ (การพราก).
               จริงอยู่ กรรม มาในคำว่า อารัมภะ ดังในประโยคนี้ว่า
                         ยํ กิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ  สพฺพํ อารมฺภปจฺจยา
                         อารมฺภานํ นิโรเธน   นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโว
                                        ทุกข์ทั้งหมดอย่างใดอย่างหนึ่ง
                         ย่อมเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย เพราะกรรมดับ
                         โดยไม่เหลือ ทุกข์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.

               อาบัติมาในคำว่า อารัมภะ ในประโยคนี้ว่า ภิกษุย่อมต้องอาบัติและเป็นผู้มีวิปฏิสาร. กิริยามีการปักหลักบูชายัญมาในคำว่า อารัมภะ ในประโยคนี้ว่า มหายัญ มีกิริยาใหญ่ แต่มหายัญเหล่านั้น หามีผลใหญ่ไม่. วิริยะมาในคำว่า อารัมภะ ในประโยคนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงเพียร จงพยายาม จงขวนขวายในพระพุทธศาสนา. ความเบียดเบียนมาในคำว่า อารัมภะ ในประโยคนี้ว่า ชนทั้งหลายเบียดเบียนสัตว์อุทิศพระสมณโคดม. การพรากมีการตัดและการหักเป็นต้นมาในอารัมภะ ในประโยคนี้ว่า พระสมณโคดมเว้นขาดจากการพรากพีชคามและภูตคาม.
               แต่ในนิทเทสนี้ท่านประสงค์เอาวิริยะเท่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่า วิริยารัมโภ. อธิบายว่า อารัมภะคือความเพียร.
               จริงอยู่ วิริยะ ตรัสเรียกว่าอารัมภะด้วยอำนาจแห่งความริเริ่ม คำว่า อารมฺโภ นี้เป็นบทแสดงสภาวะของวิริยะ. สภาวะที่ชื่อว่านิกกมะ ด้วยอำนาจการออกไปจากการเกียจคร้าน. ที่ชื่อว่าปรักกมะ ด้วยอำนาจการก้าวไปสู่ประโยชน์อย่างยิ่งข้างหน้า. ที่ชื่อว่าอุยยามะ ด้วยอำนาจความพยายามเข้าถึง. ที่ชื่อว่าวายามะ ด้วยอำนาจความพากเพียร. ที่ชื่อว่าอุตสาหะ ด้วยอำนาจแห่งความอดทน. ที่ชื่อว่าอุสโสฬหี ด้วยอำนาจแห่งความอุตสาหะยิ่ง. ที่ชื่อว่าถามะ ด้วยอรรถะว่ามั่นคง. ที่ชื่อว่าธีติ เพราะทรงไว้ซึ่งการสืบต่อกุศล ด้วยสามารถแห่งการทรงไว้ซึ่งจิตและเจตสิกทั้งหลาย หรือการเป็นไปโดยไม่ขาดสาย.
               อีกนัยหนึ่ง ก็สภาวะนั้นชื่อว่านิกกมะ เพราะบรรเทากามทั้งหลาย ชื่อว่าปรักกมะ เพราะตัดเครื่องผูกพัน. ชื่อว่าอุยยามะ เพราะการถอนโอฆะ. ชื่อว่าวายามะ ด้วยอรรถะว่าการถึงฝั่ง. ชื่อว่าอุตสาหะ ด้วยอรรถะว่าเป็นหัวหน้า ชื่อว่าอุสโสฬหี ด้วยอรรถว่าเป็นหัวหน้าใหญ่. ชื่อว่าถามะ เพราะอรรถว่าถอดลิ่มสลัก ชื่อว่าธีติ เพราะการทำได้ตามต้องการ.
               วิริยะนั้นก็คือ ความบากบั่นไม่ย่อท้อด้วยสามารถแห่งการไม่ย่อหย่อนในปวัตติกาลอย่างนี้ว่า ... จะเหลืออยู่แต่หนังเอ็นกระดูกก็ตามดังนี้. อธิบายว่า ความบากบั่นมั่นคง ความบากบั่นเด็ดเดี่ยว. ก็เพราะวิริยะนี้ไม่ทอดทิ้งฉันทะ ไม่ทอดทิ้งธุระ ไม่ให้ความเกียจคร้านได้โอกาส ไม่สละ นำความพอใจไม่ท้อถอยในฐานะเป็นเครื่องสร้างกุศลกรรม ฉะนั้น จึงตรัสว่า วิริยะไม่ทอดทิ้งฉันทะ ไม่ทอดทิ้งธุระ.
               เหมือนอย่างว่า ในสถานที่มีโคลนตมตามธรรมชาติ เจ้าของโคกล่าวว่า พวกเธอจงเอาโคตัวที่นำธุระไปได้มา โคนั้นแม้จะคุกเข่ายันที่พื้นดิน ก็สู้นำไปไม่ยอมให้แอกตกที่พื้นดิน ฉันใด วิริยะก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมไม่ทอดทิ้ง ย่อมประคองธุระไปในฐานะเป็นเครื่องสร้างกุศลกรรม ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า วิริยะเป็นธรรมประคับประคองธุระอย่างดี (ธุรสมฺปคฺคาโห) ธรรมที่ชื่อว่าวิริยินทรีย์ เพราะครองความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการประคับประคอง. ที่ชื่อว่า วิริยพละ เพราะไม่หวั่นไหวในเพราะความเกียจคร้าน. ชื่อว่า สัมมาวายามะ เพราะความพยายามในกุศลอันนำออกจากสังสารวัฏตามความเป็นจริง.
               ในนิทเทสแห่งสตินทรีย์ ธรรมที่ชื่อว่าสติ ด้วยสามารถแห่งการระลึก. การระลึกนี้เป็นบทแสดงสภาวะของสติ. ชื่อว่าอนุสสติ ด้วยสามารถการตามระลึกเพราะการระลึกบ่อยๆ. ชื่อว่าปฏิสสติ ด้วยอำนาจการระลึกเฉพาะโดยการระลึกดุจไปข้างหน้า. อีกอย่างหนึ่ง คำที่กล่าวแล้วนี้เป็นเพียงเพิ่มเติมด้วยอุปสรรค. อาการที่ระลึก ชื่อว่าสรณตา ก็เพราะคำว่า สรณตา เป็นชื่อแห่งการระลึกทั้ง ๓ ฉะนั้น เพื่อที่จะปฏิเสธคำที่เป็นชื่อทั้ง ๓ นั้น จึงกระทำสตศัพท์ (คือสรัสถึงสติ) อีก. ในที่นี้มีอธิบายว่า ภาวะที่ระลึกคือสติ. สติ ชื่อว่าธารณตา เพราะทรงจำสิ่งที่ได้ฟังและได้เรียนมา. ภาวะที่ไม่เลอะเลือน ชื่อว่าอปิลาปนตา ด้วยอรรถว่าหยั่งลงคือการไหลเข้าไปในอารมณ์ เปรียบเหมือนกระโหลกน้ำเต้าเป็นต้น ลอยอยู่บนน้ำไม่จมน้ำ ฉันใด สติก็ฉันนั้น ตั้งอยู่ในอารมณ์ไม่จมลง เพราะสติย่อมไปตามอารมณ์ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อภิลาปนตา (ความไม่เลอะเลือน).
               สติ ชื่อว่าอสัมมุสนตา (ความไม่หลงลืม) เพราะความไม่หลงลืมในการงานที่ทำและคำพูดที่ล่วงมานานได้. สติ ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะครองความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการอุปการะ อินทรีย์คือสติ เรียกว่าสตินทรีย์. สตินั่นเองเป็นอินทรีย์ เรียกว่าสตินทรีย์. สติ ชื่อว่าสติพละ เพราะไม่หวั่นไหวในเพราะความประมาท. สติที่ชื่อว่าสัมมาสติ เพราะเป็นสติตามความเป็นจริง เป็นสตินำออก เป็นสติในกุศล.
               ในนิทเทสแห่งปัญญินทรีย์ ธรรมที่ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่า การประกาศให้รู้ คือกระทำเนื้อความนั้นๆ ให้แจ่มแจ้ง. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปัญญา เพราะย่อมรู้ธรรมทั้งหลายโดยประการต่างๆ มีความไม่เที่ยงเป็นต้นนั้นๆ. คำนี้เป็นบทแสดงสภาวะของปัญญานั้น. อาการที่รู้ทั่ว ชื่อว่าปชานนา. ปัญญา ชื่อว่าวิจัย เพราะค้นหาธรรมมีความไม่เที่ยงเป็นต้น. คำว่า ปวิจัย นี้ ท่านเพิ่มอุปสรรคเข้ามา. ปัญญาชื่อว่าธรรมวิจัย เพราะค้นหาธรรม คือสัจจะ ๔. ธรรมที่ชื่อว่าสัลลักขณา ด้วยอำนาจการกำหนดอนิจจลักษณะเป็นต้นได้. สัลลักขณานั่นแหละ ตรัสเรียกว่า อุปลักขณา ปัจจุปลักขณา โดยความต่างกันแห่งอุปสรรค. ความเป็นแห่งบัณฑิต ชื่อว่าปัณฑิจจะ ความเป็นแห่งบุคคลผู้ฉลาด ชื่อว่าโกสัลละ. ความเป็นแห่งธรรมที่ละเอียด ชื่อว่าเนปุญญะ. ความเป็นแห่งการทำให้แจ้งซึ่งความไม่เที่ยงเป็นต้น ชื่อว่าเวภัพยา ปัญญาที่ชื่อว่าจินตา ด้วยสามารถแห่งการคิดความไม่เที่ยงเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่าจินตา เพราะเกิดขึ้นแก่ผู้ใดย่อมยังบุคคลนั้นให้คิดอนิจจลักษณะเป็นต้น. ที่ชื่อว่าอุปปริกขา เพราะใคร่ครวญอนิจจลักษณะเป็นต้น. คำว่า ภูริ เป็นชื่อของแผ่นดิน.
               จริงอยู่ ปัญญานี้เรียกว่าภูรี ดุจแผ่นดิน เพราะอรรถว่าตั้งมั่นและกว้างขวาง เพราะเหตุนั้นจึงตรัสเรียกแผ่นดินว่า ภูริ. บุคคลชื่อว่ามีปัญญาดังแผ่นดิน เพราะประกอบด้วยปัญญาอันกว้างขวางไพบูลย์เสมอด้วยแผ่นดินนั้น. อีกอย่างหนึ่ง คำว่าภูรินี้เป็นชื่อของปัญญา. ปัญญาชื่อว่าภูริ เพราะย่อมยินดีในอรรถะที่เป็นจริง. ปัญญาที่ชื่อว่าเมธา เพราะทำลายเบียดเบียนกิเลสเหมือนสายฟ้าผ่าภูเขาหิน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเมธา เพราะเรียนและทรงจำได้เร็วพลัน. ที่ชื่อว่าปริณายิกา เพราะเกิดแก่ผู้ใด ย่อมนำผู้นั้นไปในการปฏิบัติประโยชน์เกื้อกูล และในการแทงตลอดลักษณะตามความเป็นจริงในสัมปยุตธรรม. ปัญญาที่ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะย่อมเห็นแจ้งธรรมทั้งหลายด้วยสามารถแห่งอนิจจลักษณะเป็นต้น. ที่ชื่อว่าสัมปชัญญะ เพราะย่อมรู้อนิจจลักษณะเป็นต้นโดยประการต่างๆ โดยชอบ.
               ที่ชื่อว่า ปโตทะ (ปฏัก) เพราะแทงจิตที่คดโกงวิ่งไปผิดทางให้ขึ้นสู่ทาง เหมือนปฏักแทงม้าสินธพที่วิ่งไปผิดทางให้ไปถูกทาง. ปฏักคือปัญญานั่นแหละชื่อว่า ปัญญาคือปฏัก. ที่ชื่อว่าอินทรีย์ เพราะครองความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการเห็น. อินทรีย์คือปัญญา เรียกว่าปัญญินทรีย์. ปัญญานั่นเองเป็นอินทรีย์ก็ชื่อว่าปัญญินทรีย์. ที่ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะไม่หวั่นไหวในเพราะอวิชชา. ศาสตราคือปัญญานั่นแหละชื่อว่าปัญญาสัตถะ เพราะอรรถว่าตัดกิเลส. ปราสาทคือปัญญานั่นแหละชื่อว่าปัญญาปาสาทะ เพราะอรรถว่าสูงยิ่ง. แสงสว่างคือปัญญาเทียว ชื่อว่าปัญญาอาโลกะ เพราะอรรถว่าการส่องแสง. โอภาสคือปัญญาเทียว ชื่อว่าปัญญาโอภาสะ เพราะอรรถว่าสว่าง. ประทีปคือปัญญา ชื่อว่าปัญญาปัชโชตะ เพราะอรรถว่าโชติช่วง.
               จริงอยู่ บุคคลผู้มีปัญญานั่งแล้วโดยบัลลังก์เดียว หมื่นโลกธาตุก็แสงสว่างเป็นอันเดียวกัน มีโอภาสเป็นอันเดียวกัน มีการโชติช่วงเป็นอันเดียวกัน ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสพระดำรัสนั้นไว้แล้ว.
               ก็บทปัญญาทั้ง ๓ เหล่านี้ แม้บทเดียวก็สำเร็จเนื้อความได้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรทั้งหลาย (ในอังคุตตรนิกายจตุกนิบาต) ตามอัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แสงสว่างเหล่านี้มี ๔ อย่าง แสงสว่าง ๔ อย่างเป็นไฉน? คือแสงสว่างแห่งดวงจันทร์ แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ แสงสว่างแห่งไฟ แสงสว่างแห่งปัญญา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แสงสว่าง ๔ เหล่านี้แล ภิกษุทั้งหลาย บรรดาแสงสว่าง ๔ เหล่านี้ แสงสว่างแห่งปัญญาเป็นเลิส. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โอภาส ๔ เหล่านี้ ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความโชติช่วง ๔ เหล่านี้ก็ฉันนั้น.
               แม้ในนิทเทสนี้พระองค์ก็ทรงทำเทศนาโดยสมควรแก่พระสูตรนั้นเหมือนกัน. เพราะว่า เนื้อความเมื่อทรงจำแนกโดยอาการมิใช่น้อย ย่อมชื่อว่าเป็นการจำแนกดีแล้ว. สัตว์ทั้งหลายพวกหนึ่งย่อมตรัสรู้ได้โดยประการอย่างหนึ่ง และพวกอื่นก็ตรัสรู้ได้โดยประการอื่น. ก็รัตนะคือปัญญา เรียกว่าปัญญารัตนะ ด้วยอรรถว่ากระทำความยินดี ด้วยอรรถว่าให้ความยินดี ด้วยอรรถว่าให้เกิดความยินดี ด้วยอรรถว่าปลื้มใจ ด้วยอรรถว่าปรากฏได้โดยยาก ด้วยอรรถว่าชั่ง (เปรียบ) ไม่ได้ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องใช้ของสัตว์ผู้ไม่ต่ำทราม. ที่ชื่อว่าอโมหะ เพราะเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายไม่ลุ่มหลง หรือว่าตัวปัญญาเองย่อมไม่หลงในอารมณ์ หรือว่า สิ่งนั้นเป็นเพียงไม่หลงใหลไปเท่านั้น. บทแห่งธรรมวิจยะมีเนื้อความตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ
               ถามว่า เพราะเหตุไร จึงตรัสธรรมวิจยะนี้อีก. ตอบว่า เพื่อแสดงความที่อโมหะเป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะ เพราะฉะนั้นจึงแสดงธรรมวิจยะนี้. อโมหะนั้นมิใช่เป็นธรรม นอกจากโมหะอย่างเดียว ที่แท้เป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะด้วย ชื่อว่าอโมหะ กล่าวคือธรรมวิจยะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาในที่นี้. ทิฏฐิที่เป็นจริง เป็นเครื่องนำออกจากภพ และเป็นกุศล ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ.
               ในนิทเทสแห่งชีวิตินทรีย์ พระบาลีว่า โย เตสํ อรูปีนํ ธมฺมานํ อายุ ความว่า สภาวธรรมที่ชื่อว่าอายุ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องต่อสัมปยุตตธรรมที่เป็นอรูปเหล่านั้น.
               จริงอยู่ เมื่ออายุนั้นมีอยู่ อรูปธรรมทั้งหลายย่อมมีต่อไป ดำเนินไป เป็นไปทั่ว เพราะฉะนั้นจึงตรัสว่า อายุ. บทว่า อายุ นี้เป็นบทแสดงสภาวะของอายุนั้น ก็เพราะเมื่ออายุยังมีอยู่เท่านั้น อรูปธรรมเหล่านั้นจึงดำรงอยู่ ย่อมนำไป ย่อมให้นำไป ย่อมเคลื่อนไหว ย่อมเป็นไป ย่อมรักษา ฉะนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ฐิติ. ส่วนความหมายถ้อยคำในบทนี้ดังนี้.
               ที่ชื่อว่าฐิติ เพราะเป็นเหตุให้ตั้งอยู่. ที่ชื่อว่ายปนา เพราะนำไป ชื่อว่ายาปนา ก็เหมือนกัน แต่พระองค์ทรงทำบทก่อนให้สั้นด้วยอำนาจแห่งสัตว์ผู้ตรัสรู้ด้วยอาการอย่างนั้น. ที่ชื่อว่าอิริยนา เพราะเป็นเหตุให้เคลื่อนไป. ที่ชื่อว่าวัตตนา เพราะเป็นเหตุให้เป็นไป. ที่ชื่อว่าปาลนา เพราะรักษาไว้. ที่ชื่อว่าชีวิต เพราะเป็นเหตุให้สัตว์เป็นอยู่. ที่ชื่อว่าชีวิตินทรีย์ เพราะครองความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งอนุบาล.
               ในนิเทสแห่งหิริพละ พระบาลีว่า ยํ ตสฺมึ สมเย ความว่า ในสมัยนั้น ... ด้วยธรรมใด. อีกอย่างหนึ่ง ท่านทำให้เป็นลิงควิปลาสแล้วพึงทราบเนื้อความว่า ในสมัยนั้น ธรรมใดดังนี้ ก็ได้. บทว่า หิริยิตพฺเพน เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถทุติยาวิภัตติ อธิบายว่า ย่อมละอายคือรังเกียจธรรมมีกายทุจริตเป็นต้น อันควรแก่การละอาย. บทว่า ปาปกานํ ได้แก่ ลามก. บทว่า อกุสลานํ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมที่เกิดแต่ความไม่ฉลาด. แม้คำว่า สมาปตฺติยา นี้ก็เป็นตติยาวิภัตติใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ. อธิบายว่า ย่อมละอายคือย่อมรังเกียจซึ่งการถึงพร้อม การได้เฉพาะ และการพรั่งพร้อมแห่ง (อกุศล) ธรรมเหล่านั้น.
               ในนิเทสแห่งโอตตัปปะ บทว่า โอตฺตปฺปิตพฺพยุตฺตเกน เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งเหตุ. อธิบายว่า ย่อมหวั่นเกรง คือย่อมกลัวทุจริตมีกายทุจริตเป็นต้น ซึ่งควรแก่ความเกรงกลัวอันเป็นเหตุแห่งความควรเกรงกลัว และการเข้าถึงมีประการตามที่กล่าวแล้วอันเป็นเหตุแห่งความเกรงกลัว.
               ในนิเทสแห่งอโลภะ ธรรมที่ชื่อว่าอโลภะ เพราะความไม่ละโมบ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอโลภะ เพราะย่อมไม่โลภ. บทว่า อโลภะ นี้เป็นบทแสดงสภาวะของความไม่โลภนั้น. อาการที่ไม่โลภ ชื่อว่าอลุพภนา (กิริยาที่ไม่โลภ) บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยโลภะ ชื่อว่าผู้ละโมบ. บุคคลผู้ไม่ละโมบ ชื่อว่าอลุพภิตะ (ผู้ไม่ละโมบ). ภาวะแห่งบุคคลผู้ไม่ละโมบ ชื่อว่าภาวะแห่งความไม่ละโมบ. สภาวะที่ชื่อว่าอสาราคะ (ความไม่กำหนัด) เพราะไม่กำหนัดโดยเป็นปฏิปักษ์ต่อความกำหนัด. อาการที่ไม่กำหนัด ชื่อว่าอสารัชนา (กิริยาที่ไม่กำหนัด). ภาวะแห่งผู้ไม่กำหนัดแล้วชื่อว่าอสารัชชิตัตตะ (ความเป็นผู้ไม่กำหนัด). สภาวะที่ชื่อว่าอนภิชฌา เพราะย่อมไม่เพ่งเล็ง. บทว่า อโลโภ กุสลมูลํ ได้แก่ กุศลมูล คืออโลภะ.
               จริงอยู่ อโลภะ ชื่อว่ากุศลมูล เพราะอรรถว่าเป็นมูลคือเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมทั้งหลายบ้าง ชื่อว่ากุศลมูล เพราะกุศลนั้นด้วยเป็นมูลด้วย ด้วยอรรถว่าเป็นปัจจัย ดังนี้บ้าง.
               ในนิเทสแห่งอโทสะ สภาวะที่ชื่อว่าอโทสะ เพราะไม่ประทุษร้าย. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอโทสะ เพราะย่อมไม่ประทุษร้ายบ้าง. บทว่า อโทสะ นี้เป็นบทแสดงสภาวะของอโทสะนั้น. อาการที่ไม่ประทุษร้าย ชื่อว่าอทุสสนา (กิริยาที่ไม่ประทุษร้าย) ภาวะแห่งบุคคลผู้ไม่ประทุษร้ายแล้ว ชื่อว่าอทุสสิตัตตะ (ความไม่ประทุษร้าย) สภาวะที่ชื่อว่าอัพยาบาท เพราะไม่พยาบาทโดยเป็นปฏิปักษ์ต่อความพยาบาท. สภาวะที่ชื่อว่าอัพยาปัชฌะ (ความไม่เบียดเบียน) เพราะไม่เบียดเบียน โดยเป็นปฏิปักษ์ต่อความทุกข์อันเกิดแต่ความโกรธ. กุศลมูล คืออโทสะ ชื่อว่าอโทสะ เป็นรากเหง้าของกุศล. กุศลมูลนั้นมีเนื้อความตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
               ในนิทเทสแห่งกายปัสสัทธิเป็นต้น ขันธ์ ๓ (เวทนา สัญญา สังขารขันธ์) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาในคำว่า กาย นี้ เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า เวทนากฺขนฺธสฺส เป็นต้น. สภาวะที่ชื่อว่าปัสสัทธิ เพราะเป็นเหตุให้ธรรมเหล่านั้นสงบ คือ ปราศจากความกระวนกระวายถึงความปลอดโปร่ง. บทที่ ๒ (ปฏิปฺปสฺสทฺธิ) ทรงเพิ่มอุปสรรค. อาการที่สงบชื่อว่าปัสสัมภนา (กิริยาที่สงบ). บทที่ ๒ (ปฏิปปัสสัมภนา) ก็ทรงเพิ่มอุปสรรค. ภาวะแห่งขันธ์ ๓ ที่สงบเพราะพรั่งพร้อมด้วยปัสสัทธิ ชื่อว่าปฏิปัสสัมภิตัตตะ (ความเป็นผู้สงบระงับ). ความสงบระงับแห่งความกระวนกระวายของกิเลส ของขันธ์ ๓ ท่านกล่าวไว้แม้ด้วยบททั้งหมด. ความสงบระงับความกระวนกระวายของวิญญาณขันธ์ ท่านกล่าวไว้ด้วยนัยที่ ๒.
               อาการแห่งภาวะที่เบา ชื่อว่าลหุตา. คำว่า ลหุปริณามตา ความว่า ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าลหุปริณามะ (การเปลี่ยนไปเร็ว) เพราะธรรมเหล่านั้นเปลี่ยนไปเร็ว. ภาวะแห่งลหุปริณามธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าลหุปริณามตา. อธิบายว่า สามารถเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน. คำว่า อทันธนตา เป็นคำปฏิเสธความหนัก คือไม่ใช่ภาระหนัก. คำว่า อวิตฺตา ได้แก่ ความไม่กระด้าง เพราะความไม่มีภาระหนัก คือกิเลสมีถีนะและมานะเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ความไม่กระด้างแห่งภาระหนักแห่งกิเลสมีถีนะและมานะเป็นต้น ชื่อว่า อวิตฺตา. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอาการคือความเบาแห่งขันธ์ทั้ง ๓ เหล่านั้นโดยนัยแรก ตรัสอาการ คือความเบาแห่งวิญญาณขันธ์โดยนัยที่ ๒.
               ความอ่อน ชื่อว่า มุทุตา. คำว่า มทฺทวตา ความว่า ความสนิธ ความเกลี้ยงเกลา ตรัสเรียกว่า มัททวะ ความเป็นมัททวะนั้น ชื่อว่ามัททวตา. ภาวะที่ไม่กักขฬะ ชื่อว่าอกักขฬตา. ภาวะที่ไม่กระด้าง ชื่อว่า อกถินตา. แม้ในนิทเทสนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า อาการ คือ ความอ่อนแห่งขันธ์ ๓ ไว้โดยนัยแรก และของวิญญาณขันธ์โดยนัยหลัง.
               ความสำเร็จแห่งกายงาน ชื่อว่ากัมมัญญตา ความควรแก่การงาน คือความควรแก่การประกอบในการทำกุศล. สองบทที่เหลือท่านเพิ่มมาด้วยอำนาจพยัญชนะโดยแท้. จริงอยู่ แม้โดยบททั้ง ๒ พระองค์ก็ตรัสอาการ คือความควรแก่การงานของขันธ์ทั้ง ๓ โดยนัยแรกและตรัสอาการ คือความควรแก่การงานแห่งวิญญาณขันธ์โดยนัยหลัง.
               ภาวะแห่งความคล่องแคล่ว ชื่อว่าปคุณตา คือความไม่ชักช้า ความไม่ป่วยไข้. บทที่เหลือเป็นบทที่เพิ่มมาด้วยอำนาจพยัญชนะ แม้ในนิทเทสนี้ ก็ตรัสความคล่องแคล่วไม่เป็นไข้นั่นแหละแห่งขันธ์ ๓ โดยนัยแรก ตรัสความคล่องแคล่วไม่ป่วยไข้แห่งวิญญาณขันธ์โดยนัยหลัง.
               ภาวะแห่งความซื่อตรง ชื่อว่าอุชุตา คือความเป็นไปโดยอาการอันตรง. ภาวะแห่งขันธ์ ๓ อันตรงและวิญญาณขันธ์อันตรง เรียกว่าอุชุกตา. ความปฏิเสธแห่งความคดเหมือนมูตรโค ชื่อว่าอชิมหตา (ความคล่องแคล่ว).
               บทว่า อวงฺกตา ได้แก่ ปฏิเสธความโค้งเหมือนวงจันทร์.
               บทว่า อกุฏิลตา ได้แก่ ปฏิเสธความคดเหมือนปลายงอนไถ.
               จริงอยู่ บุคคลใดทำบาปแล้วกล่าวว่าเราไม่ได้กระทำ บุคคลนั้น ชื่อว่าเป็นผู้คดเหมือนมูตรโค (เยี่ยวโค) เพราะความไปวกวน ผู้ใดกำลังทำบาปแล้วพูดว่า เราไม่กลัวบาปผู้นั้น ชื่อว่าคดเหมือนวงจันทร์ เพราะความคดมาก ผู้ใดกำลังทำบาป แต่กล่าวว่า ใครไม่กลัวบาปเล่า ผู้นั้นชื่อว่าคดเหมือนงอนไถ เพราะไม่คดมาก.
               อีกอย่างหนึ่ง กรรมทวาร ๓ ของบุคคลใดไม่บริสุทธิ์ บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้คดเหมือนน้ำมูตรโค. กรรมทวาร ๒ แม้อย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่แก่บุคคลใดไม่บริสุทธิ์ บุคคลนั้น ชื่อว่าเป็นผู้คดเหมือนวงจันทร์. กรรมทวารหนึ่งอย่างใดอย่างหนึ่งของบุคคลใดไม่บริสุทธิ์ บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้คดเหมือนปลายงอนไถ.
               ส่วนอาจารย์ผู้เรียนทีฆนิกาย กล่าวว่า ภิกษุบางรูปในวัยทั้งหมดย่อมประพฤติอเนสนา ๒๑ และอโคจร ๖ ภิกษุนี้ชื่อว่าคดเหมือนน้ำมูตรโค. บางองค์ในปฐมวัยย่อมบำเพ็ญจตุปาริสุทธิศีล เป็นผู้ละอาย รังเกียจความชั่ว ใคร่การศึกษา ในมัชฌิมวัยและปัจฉิมวัยเป็นเช่นภิกษุองค์ก่อน ภิกษุนี้ชื่อว่าเป็นผู้คดเหมือนวงจันทร์. บางองค์ในปฐมวัยก็ดี มัชฌิมวัยก็ดี ย่อมบำเพ็ญจตุปาริสุทธิศีล มีความละอาย มีความรังเกียจบาป ใคร่การศึกษา แต่ในปัจฉิมวัยเป็นเช่นภิกษุองค์ก่อน ภิกษุนี้ชื่อว่าคดเหมือนปลายงอนไถ. ภาวะของบุคคลผู้คดอย่างนี้ ด้วยอำนาจกิเลสนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ชิมหตา (ความคด) อวงฺกตา (ความโค้ง) อกุฏิลตา (ความงอ) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความไม่คดเป็นต้น โดยปฏิเสธความคดเป็นต้นเหล่านั้นแล้วทรงแสดงโดยเป็นขันธาธิษฐาน. จริงอยู่ ความไม่คดเป็นต้นนี้ย่อมมีแก่ขันธ์ทั้งหลาย หามีแก่บุคคลไม่ ด้วยบทเหล่านี้ แม้ทั้งหมดอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอาการ คือความตรงโดยนัยแรก ตรัสอาการ คือความตรงแห่งวิญญาณขันธ์โดยนัยหลัง เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า พระองค์ทรงตรัสอาการ คือความตรงแห่งอรูปธรรมทั้งหลาย เพราะความไม่มีกิเลส. บัดนี้ นิทเทสเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยสังเขปแห่งธรรม ชื่อว่าเยวาปนกะ นั่นแหละ ที่แสดงไว้ในธัมมุทเทสวาระ โดยอัปปนาวาระที่ตรัสว่า เย วา ปน นั้นดังนี้.
               จบกถาว่าด้วยนิทเทสวาร.               

               ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ เป็นอันว่าจบวาระว่าด้วยการกำหนดธรรมประดับด้วยปริจเฉท ๘ ปริจเฉท คือ ในอุทเทสวาร ๔ ปริจเฉท มีปุจฉา ๑ สมยนิทเทส ๑ ธัมมุทเทส ๑ อัปปนา ๑ และในนิทเทสวาร ๔ ปริจเฉท มีปุจฉา ๑ สมยนิทเทส ๑ ธัมมุทเทส ๑ อัปปนา ๑ ดังนี้แล.

               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม กามาวจรมหากุศลจิต ๘ จิตดวงที่ ๑ จบ.
อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔]
อ่านอรรถกถา 34 / 1อ่านอรรถกถา 34 / 15อรรถกถา เล่มที่ 34 ข้อ 16อ่านอรรถกถา 34 / 73อ่านอรรถกถา 34 / 970
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=34&A=598&Z=847
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย
http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=53&A=2490
The Pali Atthakatha in Roman
http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php?B=53&A=2490
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๗  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :