ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒] [๓]อ่านอรรถกถา 29 / 1อ่านอรรถกถา 29 / 70อรรถกถา เล่มที่ 29 ข้อ 109อ่านอรรถกถา 29 / 146อ่านอรรถกถา 29 / 881
อรรถกถา ขุททกนิกาย มหานิทเทส อัฏฐกวัคคิกะ
๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส

หน้าต่างที่ ๒ / ๓.

               บทว่า สเมจฺจ ความว่า มาพร้อมด้วยญาณ.
               บทว่า อภิสเมจฺจ ความว่า แทงตลอดด้วยญาณ.
               บทว่า ธมฺมํ ความว่า สัจจธรรม ๔.
               บทว่า สพฺเพ สงฺขารา ความว่า ธรรมพร้อมด้วยปัจจัยทั้งปวง. ด้วยว่าธรรมเหล่านั้นชื่อว่าสังขารอันปัจจัยปรุงแต่ง ย่อมร่วมกระทำด้วยปัจจัยทั้งหลาย เหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขาร. สังขารเหล่านั้นท่านกล่าวโดยวิเศษว่า สังขตะ เพราะร่วมกระทำด้วยปัจจัยทั้งหลายด้วยประการฉะนี้.
               ในอรรถกถาทั้งหลายกล่าวว่า ธรรมมีรูปที่เป็นไปในภูมิ ๓ เป็นต้นที่บังเกิดเพราะกรรม ชื่อว่าอภิสังขตสังขาร. อภิสังขตสังขารแม้เหล่านั้นย่อมสงเคราะห์เข้าในสังขตสังขารทั้งหลาย. ในประโยคว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เป็นต้น สังขารที่มีอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นแลมาในประโยคว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษบุคคลผู้ไปด้วยอวิชชานี้ ย่อมปรุงแต่งปุญญาภิสังขาร เป็นต้น.
               กุศลเจตนาและอกุศลเจตนาที่เป็นไปในภูมิ ๓ ชื่อว่าสังขารเครื่องปรุงแต่งความเพียรทางกายและความเพียรทางใจ ที่มาในประโยคว่า คติแห่งอภิสังขารมีประมาณเท่าใด ไปประมาณเท่านั้น เข้าใจว่าได้ตั้งอยู่กำจัดอินทรีย์ เป็นต้น ชื่อว่าปโยคาภิสังขาร.
               วิตกวิจารที่มาในประโยคว่า แน่ะท่านวิสาขะ วจีสังขารของภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแลย่อมดับก่อน ต่อแต่นั้นกายสังขารดับ ต่อแต่นั้น จิตตสังขารดับเป็นต้น ชื่อวจีสังขาร เพราะอรรถว่าปรุงแต่งวาจา. ลมอัสสาสะลมปัสสาสะชื่อกายสังขาร เพราะอรรถว่าปรุงแต่งกาย. สัญญาและเวทนาชื่อจิตตสังขาร เพราะอรรถว่าปรุงแต่งจิต.
               แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาสังขตสังขาร.
               บทว่า อนิจฺจา ความว่า เพราะอรรถว่ามีแล้วไม่มี.
               บทว่า ทุกฺขา ความว่า เพราะอรรถว่า เบียดเบียน.
               บทว่า สพฺเพ ธมฺมา ความว่า ท่านกล่าวทำแม้พระนิพพานไว้ภายใน.
               บทว่า อนตฺตา ความว่า เพราะอรรถว่าไม่เป็นไปในอำนาจ.
               ในบทว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ผลมาอาศัยธรรมใดเกิดฉะนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าเป็นปัจจัย.
               บทว่า ปฏิจฺจ ความว่า เว้นไม่ได้. อธิบายว่า ไม่ห้าม.
               บทว่า เอติ ความว่า เกิดขึ้นและเป็นไป.
               อีกอย่างหนึ่ง มีความว่า อุปการะ มีความว่า เป็นปัจจัย
               อวิชชานั่นด้วย เป็นปัจจัยด้วย ชื่อว่าอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะเหตุนั้น สังขารทั้งหลายจึงมีอวิชชาเป็นปัจจัย.
               บทว่า สมฺภวนฺติ ความว่า ย่อมบังเกิดเฉพาะ.
               พึงประกอบศัพท์ สมฺภวนฺติ แม้ด้วยบทที่เหลือทั้งหลายด้วยประการฉะนี้.
               ในอวิชชาและสังขารเหล่านั้น อวิชชาเป็นไฉน? ความไม่รู้ในทุกข์, ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย, ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ, ความไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา, ความไม่รู้ในส่วนเบื้องต้น, ความไม่รู้ในส่วนเบื้องปลาย, ความไม่รู้ในส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลาย. ความไม่รู้ในธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น คืออิทัปปัจจยตา.
               สังขารเป็นไฉน? ปุญญาภิสังขาร, อปุญญาภิสังขาร, อาเนญชาภิสังขาร, กายสังขาร, วจีสังขาร, จิตตสังขาร.
               กามาวจรกุศลจิต ๘ รูปาวจรกุศลจิต ๕ เป็นปุญญาภิสังขาร.
               อกุศลจิต ๑๒ เป็นอปุญญาภิสังขาร.
               อรูปาวจรกุศลจิต ๔ เป็นอาเนญชาภิสังขาร.
               กายสัญเจตนาเป็นกายสังขาร.
               วจีสัญเจตนาเป็นวจีสังขาร
               มโนสัญเจตนาเป็นจิตตสังขาร.
               พึงมีคำถามในบทนั้นว่า ข้อว่า สังขารเหล่านี้มีอวิชชาเป็นปัจจัยนั้น พึงรู้ได้อย่างไร? รู้ได้โดยภาวะในความเป็นอวิชชา.
               ก็ความไม่รู้ กล่าวคืออวิชชาในธรรม ๘ ประการมีทุกข์เป็นต้นอันบุคคลใดยังละไม่ได้ บุคคลนั้นถือเอาทุกข์ในสังสารวัฏด้วยความสำคัญว่าเป็นสุข ปรารภสังขารแม้ทั้ง ๓ อย่างที่เป็นเหตุแห่งทุกข์นั้นแล เพราะความไม่รู้ในทุกข์และส่วนเบื้องต้นเป็นต้นก่อน.
               บุคคลปรารภสังขารทั้งหลายที่เป็นบริขารแห่งตัณหาแม้เป็นเหตุแห่งทุกข์ สำคัญว่าเป็นเหตุแห่งสุข เพราะความไม่รู้ในสมุทัย.
               บุคคลเป็นผู้มีความสำคัญในคติวิเศษแม้ไม่ใช่ความดับทุกข์ ว่าเป็นความดับทุกข์ เป็นผู้มีความสำคัญในการเซ่นสรวง และการบำเพ็ญพรตเพื่อเป็นเทวดาเป็นต้น แม้มิใช่ทางแห่งความดับทุกข์เลย ว่าเป็นทางแห่งความดับทุกข์ เมื่อปรารถนาความดับทุกข์ ย่อมปรารภสังขารทั้ง ๓ อย่างด้วยการเซ่นสรวงและการบำเพ็ญพรตเพื่อเป็นเทวดาเป็นต้นเป็นข้อสำคัญ เพราะความไม่รู้ในนิโรธและในมรรค.
               อีกอย่างหนึ่ง บุคคลนั้นไม่รู้ทุกข์ กล่าวคือผลบุญแม้เต็มไปด้วยโทษมีชาติ ชราและมรณะเป็นต้นว่าเป็นทุกข์โดยวิเศษ เพราะความที่ยังละอวิชชาในสัจจะ ๔ ไม่ได้นั้น. ย่อมปรารภปุญญาภิสังขาร ชนิดกายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร เพื่อบรรลุผลนั้น เหมือนผู้ใคร่เป็นเทวดาและเทพอัปสร ปรารภเงื้อมผาเทวดาฉะนั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง บุคคลแม้ไม่เห็นความเป็นวิปริณามทุกข์ที่ให้เกิดความเร่าร้อนใหญ่ในที่สุดแห่งผลบุญนั้น ซึ่งสมมติว่าเป็นสุข และความไม่ชอบใจ ย่อมปรารภปุญญาภิสังขารซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วนั่นแล อันเป็นปัจจัยแห่งทุกข์นั้น เหมือนแมงเม่าบินเข้าหาเปลวไฟ และเหมือนคนอยากหยาดน้ำหวาน เลียคมศัสตราที่ทาน้ำหวานฉะนั้น.
               อนึ่ง บุคคลไม่เห็นโทษในการเข้าไปเสพกามเป็นต้นซึ่งมีวิบาก ย่อมปรารภอปุญญาภิสังขารที่เป็นไปในไตรทวาร เพราะสำคัญว่าเป็นสุข และเพราะความที่ถูกกิเลสครอบงำ เหมือนเด็กอ่อนเล่นคูถ และเหมือนคนอยากตายเคี้ยวกินยาพิษฉะนั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง บุคคลไม่รู้ความเป็นวิปริณามทุกข์แห่งสังขารในอรูปวิบาก ย่อมปรารภอาเนญชาภิสังขารที่เป็นจิตตสังขาร ด้วยวิปลาสว่าเที่ยงเป็นต้น เหมือนคนหลงทิศเดินทางตรงไปเมืองปีศาจฉะนั้น.
               เพราะมีอวิชชานั่นแล จึงมีสังขาร. เพราะไม่มีอวิชชา จึงไม่มีสังขาร. ด้วยประการฉะนี้ ฉะนั้นพึงทราบข้อนี้วา สังขารเหล่านี้ย่อมมี อวิชชาเป็นปัจจัย.
               ในข้อนี้ท่านกล่าวว่า พวกเราถือเอาเนื้อความนี้ก่อนว่า อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย. ก็อวิชชานี้อย่างเดียวเท่านั้น เป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลายหรือ หรือว่ามีปัจจัยอื่นๆ อีก, ก็ถ้าการกล่าวถึงเหตุหนึ่งจากเหตุหนึ่งเท่านั้น ย่อมถึงก่อนไซร้. เมื่อเป็นเช่นนั้น ปัจจัยแม้อื่นๆ ก็ย่อมมีการชี้แจงเหตุหนึ่งว่า :- สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นปัจจัย จะไม่เกิดขึ้นในข้อนี้หรือ? ไม่เกิดขึ้นหามิได้.
               เพราะเหตุไร? เพราะ :-
                                   ผลอย่างหนึ่งย่อมมีแต่เหตุอย่างเดียวในโลกนี้ หา
                         มิได้ ผลหลายอย่างแต่เหตุแม้หลายอย่าง ก็หามิได้ ผล
                         อย่างหนึ่งมีอยู่ หามิได้ แต่ประโยชน์ในการแสดงเหตุผล
                         อย่างหนึ่งมีอยู่.

               ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเหตุก็ตาม ผลก็ตามอย่างเดียวเท่านั้น โดยสมควรแก่ความงามของเทศนา และแก่เหล่าเวไนยสัตว์. เพราะเป็นประธานในที่บางแห่ง ปรากฏในที่บางแห่ง เป็นอสาธารณะในที่บางแห่ง. ฉะนั้น อวิชชาในข้อนี้เมื่อเหตุแห่งสังขารทั้งหลายมีวัตถุอารมณ์และสหชาตธรรมเป็นต้นอื่นๆ แม้มีอยู่ ก็พึงทราบว่า ทรงแสดงโดยความเป็นเหตุแห่งสังขารทั้งหลาย. เพราะเป็นประธานว่าเป็นเหตุของเหตุแห่งสังขารทั้งหลายมีตัณหาเป็นต้นแม้อื่นๆ เพราะปรากฏและเพราะเป็นอสาธารณะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่มีปัญญา ได้ด้วยอวิชชา ย่อมปรุงแต่งแม้ปุญญาภิสังขาร โดยพระบาลีว่า ตัณหาย่อมเจริญแก่ผู้เห็นตามความพอใจ และว่าเพราะอวิชชาเกิด อาสวะจึงเกิด. และพึงทราบการประกอบในการแสดงเหตุผลเป็นอย่างๆ ในที่ทั้งปวง ด้วยการแสดงบริหารและกล่าวถึงเหตุผลเป็นอย่างๆ นี้นั่นเทียวแล. ในข้อนี้ ท่านกล่าวว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ความที่อวิชชาซึ่งมีโทษมีผลไม่น่าปรารถนาโดยส่วนเดียวเป็นปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารและอาเนญชาภิสังขาร จะถูกได้อย่างไร เพราะอ้อยจะเกิดแต่พืชสะเดาหาได้ไม่ จักไม่ถูกได้อย่างไร. เพราะในโลก :-
                                   บุคคลที่เป็นศัตรูก็ตาม เป็นมิตรก็ตาม ที่คล้ายกัน
                         ก็ตาม ไม่คล้ายกันก็ตาม สำเร็จเป็นปัจจัยแห่งธรรมทั้ง
                         หลาย บุคคลเหล่านั้นจะเป็นวิบากทั้งนั้นก็หามิได้.

               อวิชชานี้แม้มีผลไม่น่าปรารถนาโดยส่วนเดียว ด้วยสามารถแห่งวิบาก, และมีโทษ ด้วยสามารถแห่งสภาวะ, ก็พึงทราบว่าเป็นปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารเป็นต้นเหล่านั้นแม้ทั้งหมด. ด้วยสามารถเป็นปัจจัยแห่งฐานะกิจสภาวะศัตรูและมิตร และด้วยสามารถเป็นปัจจัยแห่งผู้ที่คล้ายกันและไม่คล้ายกันตามสมควร.
               อนึ่ง ยังมีปริยายอื่นอีกว่า :-
                                   ผู้ใดลุ่มหลงในจุติและอุบัติในสังสารวัฏในลักษณะ
                         แห่งสังขาร และในธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ผู้นั้น
                         ย่อมปรุงแต่งสังขาร ๓ อย่างเหล่านั้นเพราะอวิชชาเป็น
                         ปัจจัยแห่งสังขาร ๓ อย่างเหล่านั้นทั้งหมด.
                                   นระผู้บอดแต่กำเนิด เป็นผู้นำไม่ได้ บางคราวไป
                         ถูกทาง บางคราวก็ไปผิดทาง แม้ฉันใด คนพาลท่องเที่ยว
                         อยู่ในสังสารวัฏเป็นผู้นำไม่ได้ บางคราวทำบุญ บางคราว
                         ก็ทำบาป. ก็ผู้นั้นรู้ธรรมแล้วบรรลุสัจจะทั้งหลายในกาลใด
                         จักเป็นผู้เข้าไปสงบจากอวิชชาเที่ยวไปในกาลนั้น.

               บทว่า สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ได้แก่ หมวดแห่งวิญญาณ ๖ คือจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ.
               บรรดาวิญญาณเหล่านั้น จักขุวิญญาณมี ๒ อย่าง คือที่เป็นกุศลวิบาก ๑ ที่เป็นอกุศลวิบาก ๑. โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณและกายวิญญาณก็เหมือนกัน. ส่วนมโนวิญญาณมี ๒๒ อย่าง คือวิปากมโนธาตุ ๒. อเหตุกวิปากมโนวิญญาณธาตุ ๓, สเหตุกวิปากจิต ๘, รูปาวจรวิปากจิต ๕, อรูปาวจรวิปากจิต ๔, วิปากวิญญาณฝ่ายโลกิยะทั้งหมดมี ๓๒ ด้วยประการฉะนี้.
               ในข้อนั้นพึงมีคำถามว่า ก็ข้อว่า วิญญาณซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วนี้มีสังขารเป็นปัจจัยนี้ จะพึงรู้ได้อย่างไร? พึงรู้ได้เพราะไม่มีวิบาก ในเพราะไม่มีกรรมที่สั่งสมไว้.
               เรื่องวิบากนี้พึงทราบว่า วิบากจะไม่เกิดขึ้นในเพราะไม่มีกรรมที่สั่งสมไว้, ถ้าจะพึงเกิดขึ้น วิบากทั้งปวงของกรรมทุกอย่างพึงเกิดขึ้น แต่จะไม่เกิดขึ้น. ดังนั้นพึงทราบข้อนี้ว่า วิญญาณนี้ย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย.
               ก็วิญญาณนี้ทั้งหมดนั่นแลย่อมเป็นไปโดยประการ ๒ คือ ปวัตติและปฏิสนธิ. ใน ๒ ประการนั้น วิญญาณ ๕ ทั้ง ๒ ฝ่าย๑- (เป็น ๑๐), มโนธาตุ ๒, อเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่สหรคตด้วยโสมนัส ๑, รวมเป็นวิญญาณ ๑๓ เหล่านี้ย่อมเป็นไปในปวัตติเท่านั้น ในปัญจโวการภพ, วิญญาณ ๑๙ ที่เหลือย่อมเป็นไปทั้งในปวัตติ ทั้งในปฏิสนธิ ในภพ ๓ ตามสมควร.
____________________________
๑- เรียกทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ (วิญญาณ ๕ x ๒).

               วิญญาณที่ได้ปัจจัยเป็นเพียงธรรมนี้ย่อมเข้าถึงระหว่างภพ ด้วยประการฉะนี้ วิญญาณนั้นไม่ข้ามภพนั้นไปได้ เว้นเหตุจากภพนั้นเสียแล้ว ย่อมไม่ปรากฏ.
               ก็วิญญาณที่ได้ปัจจัยนี้ เมื่อเกิดขึ้นเป็นเพียงรูปธรรมและอรูปธรรม เรียกว่าย่อมเข้าถึงระหว่างภพด้วยประการฉะนี้. ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ และวิญญาณนั้นย่อมไม่ข้ามอดีตภพไปได้ในโลกนี้. ทั้งเว้นเหตุจากอดีตภพนั้นเสียแล้ว ย่อมไม่ปรากฏในโลกนี้.
               ก็ในข้อนี้ท่านเรียกวิญญาณดวงแรกว่า จุติ เพราะเคลื่อนไป เรียกวิญญาณดวงหลังว่า ปฏิสนธิ เพราะสืบต่อในระหว่างภพเป็นต้น.
               ในข้อนี้ท่านกล่าวว่า เมื่อไม่มีการข้ามและความปรากฏอย่างนี้ เพราะขันธ์ทั้งหลายในอัตภาพมนุษย์นี้ดับ, เพราะกรรมซึ่งมีปัจจัยแห่งผลไม่ดำเนินไปในภพนั้น และเพราะประการอื่นแห่งกรรมอื่น ผลนั้นพึงมีมิใช่หรือ? ก็เมื่อไม่มีผู้ใช้สอย ผลนั้นจะพึงมีแก่ใคร ฉะนั้นวิธีนี้ไม่ถูก.
               ในข้อนั้นท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า :-
                                   ผลในสันดานมิใช่ของกรรมอื่นและโดยประการอื่น
                         การปรุงแต่งพืชทั้งหลายให้สำเร็จประโยชน์นั้น การสมมติ
                         ผู้ใช้สอย สำเร็จได้ด้วยการเกิดขึ้นแห่งผลนั่นแล เหมือน
                         ต้นไม้ที่สมมติกันว่าผลิตผล ด้วยความเกิดขึ้นแห่งผลฉะนั้น.

               แม้ผู้ใดพึงกล่าวว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น สังขารเหล่านั้นมีอยู่ก็ตาม ไม่มีอยู่ก็ตาม พึงเป็นปัจจัยแห่งผล. ก็ถ้ามีอยู่ วิบากแห่งสังขารเหล่านั้นพึงมีในปวัตติขณะทีเดียว. ถ้าไม่มี สังขารเหล่านั้นพึงนำผลมาเป็นนิจ ทั้งก่อนและหลังปวัตติขณะบุคคลเหล่านั้น. พึงกล่าวอย่างนี้ว่า :-
                                   สังขารเหล่านั้นเป็นปัจจัยเพราะกระทำ นำผลมา
                         เป็นนิจก็หามิได้ พึงทราบการชี้แจงในข้อนั้น ซึ่งมีผู้รับ
                         รองเป็นต้น.

               ในบทว่า วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ นี้ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ เป็นนาม. มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูปของมหาภูตรูป ๔ เป็นรูป.
               ในปฏิสนธิขณะของคัพภเสยยกสัตว์ที่ไม่มีภาวะ และของเหล่าสัตว์ผู้เกิดในไข่. วัตถุทสกะและกายทสกะ รวมเป็นรูปขันธ์ ๒๐ รูป, และนามขันธ์อีก ๓ รวมขันธ์เหล่านี้เป็นธรรม ๒๓. พึงทราบว่าเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป. เพิ่มภาวทสกะของเหล่าสัตว์ผู้มีภาวะ รวมเป็น ๓๓.
               ในปฏิสนธิขณะของเหล่าสัตว์ชั้นพรหมกายิกาทั้งหลายในบรรดาเหล่าโอปปาติกสัตว์ทั้งหลาย จักขุทสกะ โสตทสกะ วัตถุทสกะและชีวิตนวกะ รวมเป็นรูปขันธ์ ๓๙ รูป, และนามขันธ์อีก ๓ รวมธรรมเหล่านี้เป็น ๔๒. พึงทราบว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป.
               ส่วนในปฏิสนธิขณะของเหล่าโอปปาติกสัตว์ที่เหลือผู้เกิดในที่ชื้นแฉะโสโครกก็ตาม ผู้มีภาวะมีอายตนะบริบูรณ์ก็ตาม จักขุทสกะ, โสตทสกะ, ฆานทสกะ, ชิวหาทสกะ, กายทสกะ, วัตถุทสกะ, ภาวทสกะ, (อย่างละ ๑๐ รวม ๗๐) และนามขันธ์ ๓ รวมธรรมเหล่านี้เป็น ๗๓.
               พึงทราบว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป พึงทราบอย่างอุกฤษฏ์ด้วยประการฉะนี้. แต่อย่างต่ำ พึงทราบการปรุงแต่งนามรูปเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยในปฏิสนธิที่ค่อยๆ เสื่อมลงด้วยสามารถแห่งขันธ์นั้นๆ แห่งทสกะที่บกพร่องนั้นๆ.
               ก็นามขันธ์ ๓ ของเหล่าอรูปสัตว์นั่นแล พึงทราบว่า ชีวิตนวกะนั่นเอง โดยรูปแห่งอสัญญีสัตว์แล. พึงทราบนัยในปฏิสนธิเท่านี้ก่อน.
               ก็ในการแสดงความเป็นไปแห่งรูปในที่ทั้งปวงที่เป็นไป ย่อมปรากฏสุทธัฏกะที่มีอุตุเป็นสมุฏฐาน โดยที่เป็นไปกับปฏิสนธิจิต ในฐีติขณะแห่งปฏิสนธิจิต. จำเดิมแต่ภวังคจิตดวงแรก ย่อมปรากฏสุทธัฏฐกะที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน. รูปขันธ์ ๒๖ ด้วยสามารถแห่งสุทธัฏฐกะที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานอย่างนี้ คือสุทธัฏฐกะที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานของเหล่าสัตว์ผู้อาศัยกวฬิงการาหารเป็นอยู่ ซึ่งเป็นสัททนวกะโดยอุตุและจิต ในกาลที่เสียงปรากฏ และแห่งนวกะทั้งสองที่มีอุตุและจิตเป็นสมุฏฐาน และรูปขันธ์ ๗๐ ที่มีกรรมดังกล่าวแล้วเป็นสมุฏฐาน ซึ่งเกิดขึ้น ๓ ครั้ง ในจิตดวงหนึ่งๆ รวมเป็นรูปขันธ์ ๙๖ และอรูปขันธ์ ๓ รวมเป็นธรรม ๙๙ พึงทราบว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป ตามสมควรที่จะเกิดได้.
               พึงมีคำถามในข้อนั้นว่า ก็ข้อว่า ปฏิสนธินามรูปย่อมมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนั้น จะรู้ได้อย่างไร?
               รู้ได้โดยสูตรและโดยยุติ.
               ก็โดยสูตร คือ :-
               ความที่เวทนาเป็นต้นมีวิญญาณเป็นปัจจัยโดยส่วนมาก สำเร็จโดยนัยเป็นต้นว่า ธรรมทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไปตามจิต.
               แต่โดยยุติคือ :-
                                   ก็นามรูปย่อมสำเร็จด้วยรูปที่เกิดแต่จิต ที่เห็นได้ในภพนี้
                         วิญญาณเป็นปัจจัยแก่รูปแม้ที่เห็นไม่ได้ ด้วยประการฉะนี้แล.

               นาม ในบทว่า นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ ได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล.
               ก็ในที่นี้ รูปมี ๑๑ อย่าง คือ มหาภูตรูป ๔ วัตถุรูป ๖ และชีวิตินทรีย์รูป ๑ โดยแน่นอน. ส่วนอายตนะมี ๖ คือ จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะและมนายตนะ.
               พึงมีคำถามในข้อนั้นว่า ก็ข้อว่า นามรูปเป็นปัจจัยแก่สฬายตนะนั้น จะรู้ได้อย่างไร? รู้ได้โดยภาวะในความเป็นนามรูป. ด้วยว่าอายตนะนั้นๆ ย่อมมีในภาวะแห่งนามและรูปนั้นๆ มิใช่มีโดยประการอื่นแล.
               บทว่า สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส ความว่า :-
               ผัสสะอย่างย่อมี ๖ เท่านั้นมีจักขุสัมผัสเป็นต้น ผัสสะเหล่านั้นอย่างพิสดารมี ๓๒ เหมือนวิญญาณ.
               บทว่า ผสฺสปจฺจยา เวทนา ความว่า :-
               เวทนากล่าวโดยทวารมี ๖ เท่านั้นมีจักขุสัมผัสสชาเวทนาเป็นต้น เวทนาเหล่านั้นกล่าวโดยประเภทในที่นี้มี ๓๒.
               บทว่า เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ความว่า:-
               ตัณหาท่านแสดงในที่นั้นมี ๖ โดยประเภทมีรูปตัณหาเป็นต้น ตัณหาแต่ละอย่างรู้กันว่ามี ๓ อย่าง โดยอาการที่เป็นไปในตัณหานั้น คือผู้มีทุกข์ย่อมปรารถนาสุข ผู้มีสุขย่อมปรารถนาสุขยิ่งๆ ขึ้น. ส่วนอุเบกขาท่านกล่าวว่าเป็นสุขแท้เพราะสงบ ฉะนั้นเวทนาทั้ง ๓ จึงเป็นปัจจัยแก่ตัณหา พระผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่จึงตรัสว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหาแล.
               บทว่า ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ ความว่า อุปาทาน ๔ คือกามุปาทาน, ทิฏฐุปาทาน, สีลัพพตุปาทาน, อัตตวาทุปาทาน.
               ในบทว่า อุปาทานปจฺจยา ภโว นี้ ประสงค์เอากรรมภพ แต่อุปปัตติภพ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการยกบทขึ้นแสดง.
               บทว่า ภวปจฺจยา ชาติ ความว่า เพราะกรรมภพเป็นปัจจัยจึงปรากฏปฏิสนธิขันธ์ทั้งหลาย.
               หากจะมีคำถามในข้อนั้นว่า ก็ข้อว่า ภพเป็นปัจจัยแก่ชาตินั้น จะรู้ได้อย่างไร? รู้ได้โดยความปรากฏต่างกันมีเลวและประณีตเป็นต้นแม้ในความบริบูรณ์ด้วยปัจจัยภายนอก.
               ด้วยว่า ความต่างกันมีเลวและประณีตเป็นต้นของเหล่าสัตว์ตั้งร้อยคู่ ย่อมปรากฏแม้ในความบริบูรณ์ด้วยปัจจัยภายนอกมีบิดามารดา ความบริสุทธิ์เลือดและอาหารเป็นต้น. และความต่างกันนั้นไม่มีเหตุก็หามิได้ เพราะไม่มีในกาลทั้งปวงและแก่สัตว์ทั้งปวงเลย. มีเหตุอื่นจากกรรมภพก็หามิได้ เพราะไม่มีเหตุอย่างอื่นในสันดานภายในของเหล่าสัตว์ผู้บังเกิดในภพนั้น. ดังนั้นจึงชื่อว่า มีกรรมภพเป็นเหตุแท้ เพราะกรรมเป็นเหตุแห่งความต่างกันมีเลวและประณีตเป็นต้นของสัตว์ทั้งหลาย. ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีต. เพราะฉะนั้นพึงทราบข้อนี้ว่า ภพเป็นปัจจัยแก่ชาติ ดังนี้.
               ในบทว่า ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เป็นต้น มีวินิจฉัยว่า
               เพราะเมื่อชาติไม่มี ชรามรณะและธรรมมีโสกะเป็นต้น ย่อมไม่มี. แต่เมื่อชาติมี ชรามรณะและธรรมมีโสกะเป็นต้นที่เนื่องด้วยชรามรณะเป็นต้น ของชนพาลผู้อันทุกขธรรมกล่าวคือชรามรณะถูกต้องแล้วก็ตาม ที่ไม่เกี่ยวเนื่องของชนพาลผู้อันทุกขธรรมนั้นๆ ถูกต้องแล้วก็ตาม ย่อมมี. ฉะนั้น เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรามรณะ.
               บทว่า สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ความว่า ประกอบด้วยญาณแทงตลอดสัจจธรรม ๔.
               ครั้นแสดงความเป็นไปแห่งปัจจยาการ ๑๒ บทอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงความดับอวิชชาเป็นต้นด้วยสามารถแห่งวิวัฏฏะ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อวิชฺชานิโรธา สงฺขารนิโรโธติ สเมจฺจ อภิสเมจฺจ ธมฺมํ ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวิชฺชานิโรธา ความว่า เพราะดับอย่างไม่เกิดขึ้น คือเพราะดับอย่างเป็นไปไม่ได้อีกแห่งอวิชชา.
               บทว่า สงฺขารนิโรโธ ความว่า ย่อมมีความดับอย่างไม่เกิดขึ้นแห่งสังขารทั้งหลาย.
               แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็อย่างนี้.
               บทว่า อิทํ ทุกฺขํ เป็นต้นมีนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั่นแล.
               บทว่า อิเม ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา ความว่า ธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ เหล่านั้น พึงทราบโดยสภาวะด้วยสามารถหยั่งรู้สภาวะและลักษณะ หรือด้วยญาณอันยิ่งโดยอาการอันงาม.
               บทว่า ปริญฺเญยฺยา ความว่า พึงกำหนดรู้ด้วยสามารถหยั่งรู้สามัญลักษณะและด้วยสามารถสำเร็จกิจ.
               บทว่า อิเม ธมฺมา ปหาตพฺพา ความว่า ธรรมที่เป็นไปในฝ่ายสมุทัยเหล่านั้น พึงละด้วยองค์คุณนั้นๆ.
               บทว่า ภาเวตพฺพา ความว่า พึงเจริญ.
               บทว่า สจฺฉิกาตพฺพา ความว่า พึงทำให้ประจักษ์. การทำให้แจ้งมี ๒ อย่าง คือการทำให้แจ้งการได้เฉพาะและการทำให้แจ้งโดยความเป็นอารมณ์.
               บทว่า ฉนฺนํ ผสฺสายตนานํ ความว่า อายตนะ ๖ มีจักขุเป็นต้น.
               บทว่า สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ ความว่า ความเกิดและความดับ.

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย มหานิทเทส อัฏฐกวัคคิกะ ๔. สุทธัฏฐกสุตตนิทเทส
อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒] [๓]
อ่านอรรถกถา 29 / 1อ่านอรรถกถา 29 / 70อรรถกถา เล่มที่ 29 ข้อ 109อ่านอรรถกถา 29 / 146อ่านอรรถกถา 29 / 881
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=29&A=1822&Z=2239
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย
http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=45&A=4910
The Pali Atthakatha in Roman
http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php?B=45&A=4910
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๔  เมษายน  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :