ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐]
อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อรหันตวรรคที่ ๗

หน้าต่างที่   ๔ / ๑๐.

               ๔. เรื่องพระอนุรุทธเถระ [๗๔]               
               ข้อความเบื้องต้น               
               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระอนุรุทธเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ยสฺสาสวา ปริกฺขีณา" เป็นต้น.

               เทพธิดาถวายผ้าแก่พระอนุรุทธเถระ               
               ความพิสดารว่า ในวันหนึ่ง พระเถระมีจีวรเก่าแล้ว แสวงหาจีวรในที่ทั้งหลายมีกองหยากเยื่อเป็นต้น. หญิงภรรยาเก่าของพระเถระนั้น ในอัตภาพที่ ๓ แต่อัตภาพนี้ ได้เกิดเป็นเทพธิดาชื่อชาลินี ในดาวดึงสภพ. นางชาลินีเทพธิดานั้น เห็นพระเถระเที่ยวแสวงหาท่อนผ้าอยู่ถือผ้าทิพย์ ๓ ผืน ยาว ๑๓ ศอก กว้าง ๔ ศอก แล้วคิดว่า "ถ้าเราจักถวายโดยทำนองนี้ พระเถระจักไม่รับ" จึงวางผ้าไว้บนกองหยากเยื่อแห่งหนึ่ง ข้างหน้าของพระเถระนั้น ผู้แสวงหาท่อนผ้าทั้งหลายอยู่ โดยอาการที่เพียงชายผ้าเท่านั้นจะปรากฏได้.
               พระเถระเที่ยวแสวงหาท่อนผ้าอยู่โดยทางนั้น เห็นชายผ้าของท่อนผ้าเหล่านั้นแล้ว จึงจับที่ชายผ้านั้นนั่นแลฉุดมาอยู่ เห็นผ้าทิพย์มีประมาณดังกล่าวแล้ว ถือเอาด้วยคิดว่า "ผ้านี้เป็นผ้าบังสุกุลอย่างอุกฤษฏ์หนอ" ดังนี้แล้วหลีกไป.

               พระศาสดาทรงช่วยทำจีวร               
               ครั้นในวันทำจีวรของพระเถระนั้น พระศาสดามีภิกษุ ๕๐๐ รูปเป็นบริวาร เสด็จไปวิหารประทับนั่งแล้ว. แม้พระเถระผู้ใหญ่ ๘๐ รูปก็นั่งแล้วอย่างนั้นเหมือนกัน. พระมหากัสสปเถระนั่งแล้วตอนต้น เพื่อเย็บจีวร. พระสารีบุตรเถระนั่งในท่ามกลาง, พระอานนทเถระนั่งในที่สุด. ภิกษุสงฆ์กรอด้าย. พระศาสดาทรงร้อยด้ายนั้นในรูเข็ม. พระมหาโมคคัลลานเถระ ความต้องการด้วยวัตถุใดๆ มีอยู่ เที่ยวน้อมนำวัตถุนั้นๆ มาแล้ว.
               แม้เทพธิดาเข้าไปสู่ภายในบ้านแล้ว ชักชวนให้รับภิกษาว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พระศาสดาทรงทำจีวรแก่พระอนุรุทธเถระ ผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลายวันนี้ อันพระอสีติมหาสาวกแวดล้อม ประทับนั่งอยู่ในวิหารกับภิกษุ ๕๐๐ รูป, พวกท่านจงถือข้าวยาคูเป็นต้นไปวิหาร."
               แม้พระมหาโมคคัลลานเถระนำชิ้นชมพู่ใหญ่มาแล้วในระหว่างภัต. ภิกษุ ๕๐๐ รูปไม่อาจเพื่อขบฉันให้หมดได้.
               ท้าวสักกะได้ทรงทำการประพรมในที่เป็นที่กระทำจีวร. พื้นแผ่นดินได้เป็นราวกะว่าย้อมด้วยน้ำครั่ง. กองใหญ่แห่งข้าวยาคูของควรเคี้ยวและภัต อันภิกษุทั้งหลายฉันเหลือ ได้มีแล้ว.

               พระขีณาสพไม่พูดเกี่ยวกับปัจจัย               
               ภิกษุทั้งหลายโพนทะนาว่า "ประโยชน์อะไร? ของภิกษุมีประมาณเท่านี้ ด้วยข้าวยาคูเป็นต้นอันมากอย่างนี้ ญาติและอุปัฏฐากอันภิกษุทั้งหลายกำหนดประมาณแล้ว พึงพูดว่า ‘พวกท่าน จงนำวัตถุชื่อมีประมาณเท่านี้มา มิใช่หรือ?’ พระอนุรุทธเถระเห็นจะประสงค์ให้เขารู้ความที่แห่งญาติและอุปัฏฐากของตนมีมาก."
               ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพูดอะไรกัน?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "พูดเรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า"
               จึงตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย ก็พวกเธอสำคัญว่า ของนี้อันอนุรุทธะให้นำมาแล้วหรือ?"
               ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า "อย่างนั้น พระเจ้าข้า"
               พระศาสดาตรัสว่า
               "ภิกษุทั้งหลาย อนุรุทธะผู้บุตรของเรา ไม่กล่าวถ้อยคำเห็นปานนั้น, แท้จริง พระขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวกถาปฏิสังยุตด้วยปัจจัย. ก็บิณฑบาตนี้ เกิดแล้วด้วยอานุภาพของเทวดา"
               เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
                         ๓. ยสฺสาสวา ปริกฺขีณา    อาหาเร จ อนิสฺสิโต
                         สุญฺญโต อนิมิตฺโต จ    วิโมกฺโข ยสฺส โคจโร
                         อากาเสว สกุนฺตานํ    ปทนฺตสฺส ทุรนฺนยํ.
                         อาสวะทั้งหลายของบุคคลใด สิ้นแล้ว, บุคคลใด
                         ไม่อาศัยแล้ว ในอาหาร, และสุญญตวิโมกข์
                         อนิมิตตวิโมกข์ เป็นโคจรของบุคคลใด,
                         ร่องรอยของบุคคลนั้นๆ รู้ได้ยาก เหมือน
                         รอยของนกทั้งหลายในอากาศฉะนั้น.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺสาสวา ความว่า อาสวะ ๔ ของบุคคลใด สิ้นแล้ว.
               บาทพระคาถาว่า อาหาเร จ อนิสฺสิโต ความว่า อันตัณหานิสัยและทิฏฐินิสัยไม่อาศัยแล้ว ในอาหาร.
               บาทพระคาถาว่า ปทนฺตสฺส ทุรนวยํ ความว่า อันบุคคลไม่อาจเพื่อจะรู้รอยของนกทั้งหลาย ซึ่งไปในอากาศว่า "นกทั้งหลายเหยียบด้วยเท้าในที่นี้บินไปแล้ว, กระแทกที่นี้ด้วยอกบินไปแล้ว, ที่นี้ด้วยศีรษะ, ที่นี้ด้วยปีกทั้งสองฉันใด", อันใครๆ ก็ไม่อาจเพื่อบัญญัติ ซึ่งรอยของภิกษุผู้เห็นปานนี้ โดยนัยเป็นต้นว่า "ภิกษุนี้ ไปแล้วโดยทางนรก หรือไปแล้วโดยทางดิรัจฉานกำเนิด" ฉันนั้นเหมือนกัน.
               ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลายมีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

               เรื่องพระอนุรุทธเถระ จบ.               
               -----------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อรหันตวรรคที่ ๗
อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐]
อ่านอรรถกถา 25 / 1อ่านอรรถกถา 25 / 16อรรถกถา เล่มที่ 25 ข้อ 17อ่านอรรถกถา 25 / 18อ่านอรรถกถา 25 / 440
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=515&Z=543
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๑  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :