ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐]อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 139อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 146อ่านอรรถกถา 20 / 147อ่านอรรถกถา 20 / 596
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี
วรรคที่ ๑

หน้าต่างที่ ๓ / ๑๐.

               อรรถกถาสูตรที่ ๒-๓               
               ประวัติพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเถระ               
               สูตรที่ ๒-๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า มหาปญฺญานํ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยปัญญาอย่างมากมาย.
               บทว่า อิทฺธิมนฺตานํ ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยฤทธิ์.
               คำว่า สารีบุตร โมคคัลลานะ เป็นชื่อของพระเถระทั้งสองนั้น.
               ในปัญหากรรมของพระเถระทั้ง ๒ นี้ มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังนี้.
               ในที่สุดอสงไขยกัปยิ่งด้วยแสนกัป นับแต่กัปนี้ ท่านพระสารีบุตรบังเกิดในครอบครัวพราหมณมหาศาล ชื่อสรทมาณพ. ท่านพระโมคคัลลานะบังเกิดในครอบครัวคฤหบดีมหาศาล ชื่อสิริวัฑฒกุฏมพี. ทั้ง ๒ คนเป็นเพื่อนเล่นฝุ่นด้วยกันมา เมื่อบิดาล่วงลับไป สรทมาณพก็ได้ทรัพย์เป็นอันมากซึ่งเป็นสมบัติของสกุล.
               วันหนึ่ง [สรทมาณพ] อยู่ในที่ลับคิดว่า เราไม่รู้อัตภาพในโลกนี้ ไม่รู้อัตภาพในโลกอื่น ขึ้นชื่อว่าความตายเป็นของแน่สำหรับเหล่าสัตว์ที่เกิดมาแล้ว ควรที่เราจะถือบวชสักอย่างหนึ่ง แสวงหาโมกขธรรม. สรทมาณพนั้นไปหาสหาย กล่าวว่า เพื่อนสิริวัฑฒ์ เราจักบวชแสวงหาโมกขธรรม เจ้าจักบวชพร้อมกับเราได้ไหม. สิริวัฑฒกุฏมพีตอบว่า ไม่ได้ดอกเพื่อน เจ้าบวชคนเดียวเถิด.
               สรทมาณพคิดว่า คนเมื่อไปปรโลก จะพาสหายหรือญาติมิตรไปด้วยหามีไม่ กรรมที่ตนทำก็เป็นของตนผู้เดียว ต่อนั้นก็สั่งให้เปิดเรือนคลังรัตนะให้มหาทานแก่คนกำพร้า คนเดินทางไกล วณิพกและยาจกทั้งหลาย แล้วบวชเป็นฤษี. มีคนบวชตามสรทมาณพนั้น อย่างนี้คือ คน ๑-๒ คน ๓ คน กลายเป็นชฏิลจำนวนประมาณ ๗๔,๐๐๐ รูป. สรทฤษีนั้นทำอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ให้บังเกิดแล้วก็สอนกสิณบริกรรมแก่ชฏิลเหล่านั้น. ชฏิลเหล่านั้นก็ทำอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ให้บังเกิดทุกรูป.
               สมัยนั้น พระพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ทรงอุบัติขึ้นในโลก พระนครชื่อว่าจันทวดี พระพุทธบิดาเป็นกษัตริย์พระนามว่ายศวันตะ พระพุทธมารดาเป็นพระเทวีพระนามว่ายโสธรา. ต้นไม้ที่ตรัสรู้ชื่อว่าอัชชุนพฤกษ์ ต้นกุ่ม (ต้นรกฟ้าขาวก็ว่า). พระอัครสาวกทั้ง ๒ ชื่อว่าพระนิสภเถระและพระอโนมเถระ. พระพุทธอุปฐากชื่อพระวรุณเถระ. พระอัครสาวิกาทั้ง ๒ ชื่อสุนทราและสุมนา. ทรงมีพระชนมายุ ๑๐๐,๐๐๐ พรรษา. พระวรกายสูง ๕๘ ศอก. รัศมีพระวรกายแผ่ไป ๑๒ โยชน์. มีภิกษุเป็นบริวาร ๑๐๐,๐๐๐ รูป.
               ต่อมาวันหนึ่ง พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าเสด็จออกจากพระมหากรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูโลกเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นสรทดาบส ทรงพระดำริว่า วันนี้ เพราะเราไปหาสรทดาบสเป็นปัจจัย จักมีธรรมเทศนากัณฑ์ใหญ่ และสรทดาบสนั้นจักปรารถนาตำแหน่งอัครสาวก สิริวัฑฒกุฏุมพีสหายของเขาจักปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกที่ ๒ จบเทศนาชฏิล ๗๔,๐๐๐ รูปบริวารของเขาจักบรรลุพระอรหัต ควรที่เราจะไปที่นั้น ดังนี้แล้ว ทรงถือบาตรและจีวรของพระองค์ ไม่เรียกใครอื่น เสด็จลำพังพระองค์เหมือนราชสีห์
               เมื่อเหล่าอันเตวาสิก ศิษย์ของสรทดาบสออกไปแสวงหาผลาผล ทรงอธิษฐานว่า ขอสรทดาบสจงรู้ว่าเราเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อสรทดาบสกำลังดูอยู่นั่นเอง ก็เสด็จลงจากอากาศ ประทับยืนบนพื้นดิน.
               สรทดาบสเห็นพระพุทธานุภาพและพระสรีรสมบัติของพระองค์ จึงพิจารณาลักษณมนต์ ก็รู้ว่าธรรมดาผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้ เมื่ออยู่ครองเรือนก็ต้องเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ เมื่อบวชก็ต้องเป็นพระสัพพัญญูพุทธะผู้ทรงเปิดกิเลสดุจหลังคาเสียแล้วในโลก มหาบุรุษผู้นี้ต้องเป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย จึงออกไปต้อนรับ ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ปูอาสนะถวาย.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ประทับนั่งเหนืออาสนะที่ปูแล้ว. แม้สรทดาบสก็ถือเอาอาสนะที่สมควรแก่ตน นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.
               สมัยนั้น ชฏิล ๗๔,๐๐๐ รูปก็ถือผลาผลมีโอชะอันประณีตๆ มาถึงสำนักของอาจารย์ มองดูอาสนะที่พระพุทธเจ้าและอาจารย์นั่งแล้วกล่าวว่า ท่านอาจารย์ พวกเราเที่ยวไปด้วยเข้าใจว่า ไม่มีใครเป็นใหญ่กว่าท่านในโลกนี้ แต่บุรุษผู้นี้เห็นทีจะใหญ่กว่าท่านแน่.
               สรทดาบสกล่าวว่า พ่อเอ๋ย พูดอะไร พวกเจ้าประสงค์จะเปรียบขุนเขาสิเนรุซึ่งสูง ๖,๐๐๐,๐๐๐ โยชน์ ทำให้เท่ากับเมล็ดพันธุ์ผักกาด. ลูกเอ๋ย พวกเจ้าอย่าเปรียบเรากับพระสัพพัญญูพุทธะเลย.
               ครั้งนั้น ชฏิลเหล่านั้นคิดว่า ถ้าบุรุษผู้นี้จักเป็นสัตว์ต่ำช้าแล้วไซร้ อาจารย์ของเราคงไม่นำมาเปรียบเช่นนี้ ที่แท้บุรุษผู้นี้ต้องเป็นใหญ่หนอ ทุกรูปจึงหมอบแทบเบื้องพระยุคลบาท ไหว้ด้วยเศียรเกล้า.
               ลำดับนั้น อาจารย์จึงกล่าวกะชฏิลเหล่านั้นว่า พ่อเอ๋ย ไทยธรรมของเราที่คู่ควรแก่พระพุทธเจ้าไม่มีเลย. ในเวลาภิกษาจาร พระศาสดาก็เสด็จมาแล้วในที่นี้ พวกเราจักถวายไทยธรรมตามกำลัง พวกเจ้าจงนำผลาผลของเราที่ประณีตๆ มา แล้วให้นำมา ล้างมือแล้วก็วางไว้ในบาตรของพระตถาคตด้วยตนเอง. พอพระศาสดาทรงรับผลาผล เทวดาทั้งหลายก็ใส่ทิพโอชะลง. ดาบสก็กรองน้ำถวายด้วยตนเอง.
               ลำดับนั้น เมื่อพระศาสดาประทับนั่งเสวยเสร็จแล้ว ดาบสก็เรียกอันเตวาสิกมาทุกคน นั่งพูดแต่ถ้อยคำที่เป็นสาราณียกถา (ถ้อยคำให้หวนระลึกถึงกัน) ในสำนักพระศาสดา.
               พระศาสดาทรงดำริว่า พระอัครสาวกทั้งสองจงมาพร้อมกับภิกษุสงฆ์ พระอัครสาวกเหล่านั้นรู้พระดำริของพระศาสดา มีพระขีณาสพแสนองค์เป็นบริวาร มาถวายบังคมพระศาสดาแล้วยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
               ลำดับนั้น สรทดาบสเรียกพวกอันเตวาสิกมาพูดว่า พ่อทั้งหลาย อาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งก็ต่ำ อาสนะที่พระสมณะแสนองค์นั่งก็ไม่มี วันนี้ ควรที่ท่านทั้งหลายจะกระทำพุทธสักการะให้โอฬาร ท่านทั้งหลายจงนำดอกไม้ที่สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นจากเชิงเขามา.
               เวลาที่กล่าวย่อมเป็นเหมือนเนิ่นนานแต่วิสัยของผู้มีฤทธิ์เป็นอจินไตย เพราะเหตุนั้น ดาบสเหล่านั้นจึงนำดอกไม้ที่สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นมา โดยกาลชั่วครู่เดียวเท่านั้น ตกแต่งอาสนะดอกไม้ประมาณโยชน์หนึ่งสำหรับพระพุทธเจ้า สำหรับพระอัครสาวกทั้งหลาย ๓ คาวุต สำหรับภิกษุที่เหลือต่างกันกึ่งโยชน์เป็นต้น สำหรับภิกษุผู้ใหม่ในสงฆ์ประมาณอุสภะเดียว.
               เมื่อตกแต่งอาสนะเสร็จเรียบร้อยแล้ว สรทดาบสยืนประคองอัญชลีตรงพระพักตร์พระตถาคต แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอจงเสด็จขึ้นอาสนะดอกไม้นี้ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนานเถิด.
               (ครั้นกล่าวแล้ว จึงได้กล่าวเป็นคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า)
                         นานาปุบฺผํ จ คนฺธญฺจ       สมฺปาเทตฺวาน เอกโต
                         ปุบฺผาสนํ ปญฺญาเปตฺวา    อิทํ วจนมพฺธรวึ
                         ฯลฯ
                                   ข้าพระองค์ร่วมกันรวบรวมดอกไม้ต่างๆ และ
                         ของหอมมาตกแต่งอาสนะดอกไม้ ได้กราบทูลคำนี้ว่า
                         ข้าแต่พระผู้กล้าหาญ อาสนะนี้ตกแต่งไว้เพื่อพระองค์
                         เหมาะสมแก่พระองค์ ขอพระองค์จงยังจิตของข้าพระ
                         องค์ให้ผ่องใส ประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้เถิด.
                                   พระพุทธเจ้าได้ประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้
                         ตลอดบนอาสนะดอกไม้ตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืน ทำจิต
                         ของเราให้ผ่องใส ทำโลกพร้อมทั้งเทวดาให้ร่าเริง.

               เมื่อพระศาสดาประทับนั่งอย่างนี้แล้ว พระอัครสาวกทั้งสองกับเหล่าภิกษุที่เหลือ ก็นั่งบนอาสนะอันถึงแล้วแก่ตนๆ สรทดาบสถือฉัตรดอกไม้ใหญ่ยืนกั้นเหนือพระเศียรพระตถาคต.
               พระศาสดาทรงเข้านิโรธสมาบัติด้วยพระดำริว่า สักการะนี้จงมีผลมากแก่ชฏิลทั้งหลาย. พระอัครสาวกทั้งสองก็ดี ภิกษุที่เหลือก็ดี รู้ว่าพระศาสดาทรงเข้าสมาบัติก็พากันเข้าสมาบัติ. เมื่อพระตถาคตนั่งเข้านิโรธสมาบัติตลอด ๗ วัน.
               พวกอันเตวาสิก เมื่อถึงเวลาภิกขาจาร ก็บริโภคมูลผลาหารของป่า ในเวลาที่เหลือก็ยืนประคองอัญชลีแด่พระพุทธเจ้า. ส่วนสรทดาบส แม้ภิกขาจารก็ไม่ไป ยับยั้งอยู่ด้วยปีติและสุขทั้ง ๗ วัน โดยทำนองที่ถือฉัตรดอกไม้อยู่นั่นแหละ.
               พระศาสดาทรงออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ตรัสเรียกพระนิสภเถระอัครสาวกผู้นั่งอยู่ ณ เบื้องขวาว่า นิสภะ เธอจงทำบุปผาสนานุโมทนาแก่ดาบสทั้งหลายผู้กระทำสักการะ. พระเถระดีใจเหมือนทหารใหญ่ได้ลาภมากจากสำนักของพระเจ้าจักรพรรดิ ตั้งอยู่ในสาวกบารมีญาณ เริ่มอนุโมทนาเกี่ยวกับการถวายอาสนะดอกไม้. ในเวลาจบเทศนาของพระอัครสาวกนั้น จึงตรัสเรียกทุติยสาวกว่า ภิกษุ แม้เธอก็จงแสดงธรรม. ฝ่ายพระอโนมเถระพิจารณาพระไตรปิฎกพุทธวจนะมากล่าวธรรมกถา.
               ด้วยเทศนาของพระอัครสาวกทั้งสอง แม้ชฏิลสักรูปหนึ่งก็ไม่ได้ตรัสรู้.
               ลำดับนั้น พระศาสดาทรงดำรงอยู่ในพุทธวิสัยอันหาประมาณไม่ได้ ทรงเริ่มพระธรรมเทศนา. ในเวลาจบเทศนา เว้นสรทดาบส ชฏิลแม้ทั้งหมดจำนวน ๗๔,๐๐๐ รูปบรรลุพระอรหัต. พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ ตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด. ในขณะนั้นเอง ผมและหนวดของชฏิล เหล่านั้นก็หายไป บริขาร ๘ ก็ได้สวมสอดเข้าในกายทันที.
               ถามว่า เพราะเหตุไร สรทดาบสจึงไม่บรรลุพระอรหัต.
               ตอบว่า เพราะมีจิตฟุ้งซ่าน.
               ได้ยินว่า จำเดิมตั้งแต่เริ่มฟังเทศนาของพระอัครสาวกผู้นั่งบนอาสนะที่สองของพระพุทธเจ้า ผู้ตั้งอยู่ในสาวกบารมีญาณแสดงธรรมอยู่ สรทดาบสนั้นเกิดความคิดขึ้นว่า โอหนอ แม้เราก็ควรได้หน้าที่ที่พระสาวกนี้ได้ ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้จะเสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต. สรทดาบสนั้นไม่อาจทำให้แจ้งมรรคผล ก็เพราะความปริวิตกนั้น จึงถวายบังคมพระตถาคตแล้วยืนตรงพระพักตร์ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้นั่งบนอาสนะติดกับพระองค์ชื่อไร ในศาสนาของพระองค์.
               พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุนี้ผู้ประกาศตามพระธรรมจักรที่เราประกาศแล้ว ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ แทงตลอดโสฬสปัญหา ชื่อว่านิสภเถระอัครสาวกในศาสนาของเรา.
               สรทดาบส (ได้ฟังแล้ว) จึงได้ทำความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์กั้นฉัตรดอกไม้ตลอด ๗ วันกระทำสักการะนี้ใด ด้วยผลของสักการะนี้นั้น ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาเป็นท้าวสักกะหรือเป็นพรหมสักอย่างหนึ่ง แต่ในอนาคต ขอให้ข้าพระองค์พึงเป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง เหมือนพระนิสภเถระนี้.
               พระศาสดาทรงส่งอนาคตังสญาณไปตรวจดูว่า ความปรารถนาของดาบสนี้จักสำเร็จไหมหนอ ก็ได้ทรงเห็นว่าล่วงไปหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปจะสำเร็จ ก็แหละครั้นทรงเห็นแล้ว จึงตรัสกะสรทดาบสว่า ความปรารถนาอันนี้ของท่านจักไม่เป็นของเปล่า แต่ในอนาคตล่วงไปหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคดม จักอุบัติขึ้นในโลก จักมีพระพุทธมารดานามว่ามหามายาเทวี จักมีพระพุทธบิดานามว่าสุทโธทมหาราช จักมีพระโอรสนามว่าราหุล จักมีพระอุปัฏฐากนามว่าอานนท์ จักมีพระทุติยสาวกนามว่าโมคคัลลานะ ส่วนตัวท่านจักเป็นพระอัครสาวกของพระโคดมนั้น นามว่าพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร.
               ครั้นทรงพยากรณ์ดาบสนั้นอย่างนี้แล้วตรัสธรรมกถา มีภิกษุสงฆ์เป็นบริวารเสด็จเหาะไปทางอากาศ.
               ฝ่ายสรทดาบสไปยังสำนักของพระเถระผู้เคยเป็นอันเตวาสิก แล้วให้ส่งข่าวแก่สิริวัฑฒกุฏุมพีผู้เป็นสหายว่า ท่านผู้เจริญ ท่านจงบอกสหายของข้าพเจ้าว่า สรทดาบสผู้สหายของท่าน ปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้าผู้จะเสด็จอุบัติในอนาคต ณ ที่ใกล้บาทมูลของพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า ส่วนท่านจงปรารถนาตำแหน่งทุติยสาวกเถิด ก็แหละครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ไปโดยครู่เดียวก่อนหน้าพระเถระทั้งหลาย ได้ยืนอยู่ที่ประตูนิเวศน์ของสิริวัฑฒกุฏุมพี
               สิริวัฑฒกุฏุมพีปราศัยว่า นานหนอ พระผู้เป็นเจ้าจะได้มา แล้วให้นั่งบนอาสนะ ส่วนตนนั่งบนอาสนะตัวที่ต่ำกว่าถามว่า ก็อันเตวาสิกบริษัทของท่านไม่ปรากฏหรือขอรับ.
               สรทดาบสกล่าวว่า เจริญพร สหาย พระอโนมทัสสีพุทธเจ้าเสด็จมาในอาศรมของพวกอาตมภาพๆ ได้กระทำสักการะแด่พระองค์ท่านตามกำลังของตนๆ พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่ดาบสทั้งหมด ในเวลาจบเทศนา ดาบสที่เหลือบรรลุพระอรหัต เว้นอาตมภาพ.
               สิริวัฑฒกุฏุมพีถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่บวช.
               สรทดาบสกล่าวว่า อาตมภาพเห็นพระนิสภเถระอัครสาวกของพระศาสดาแล้ว จึงได้ปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกในศาสนาของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคดม ผู้จะเสด็จอุบัติในอนาคต. แม้ตัวท่านก็จงปรารถนาตำแหน่งทุติยสาวกในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเถิด.
               สิริวัฑฒกุฏุมพีกล่าวว่า ท่านขอรับ กระผมไม่มีความคุ้นเคยกับพระพุทธเจ้า.
               สรทดาบสกล่าวว่า การกราบทูลกับพระพุทธเจ้า จงเป็นภาระของอาตมภาพ ท่านจงตระเตรียมอธิการ (สักการะอันยิ่งยวด) ไว้เถิด.
               สิริวัฑฒกุฏุมพีฟังคำของสรทดาบสแล้ว จึงให้ปรับสถานที่ประมาณ ๘ กรีส ด้วยไม้วัดหลวงให้มีพื้นที่เสมอกัน ณ สถานที่ในนิเวศน์ของตน แล้วให้เกลี่ยทรายโปรยดอกไม้มีข้าวตอกเป็นที่ ๕ ให้สร้างมณฑปมุงด้วยดอกอุบลขาบ ตกแต่งพุทธอาสน์ จัดอาสนะสำหรับพระภิกษุแม้ที่เหลือ เตรียมเครื่องสักการะสัมมานะใหญ่โต แล้วให้สัญญาณแก่สรทดาบสเพื่อทูลนิมนต์พระพุทธเจ้า.
               ดาบสได้ฟังคำของสิริวัฑฒกุฏุมพีนั้นแล้ว จึงพาภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ไปยังนิเวศน์ของสิริวัฑฒกุฏุมพีนั้น.
               สิริวัฑฒกุฏุมพีกระทำการรับเสด็จ รับบาตรจากพระหัตถ์ของพระตถาคต นิมนต์ให้เสด็จเข้าไปยังมณฑป ถวายน้ำทักษิโณทกแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ผู้นั่ง ณ อาสนะที่ตกแต่งไว้แล้ว เลี้ยงดูด้วยโภชนะอันประณีต ในเวลาเสร็จภัตกิจ ให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ครองผ้าอันควรค่ามาก แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความริเริ่มนี้ เพื่อต้องการฐานะอันมีประมาณเล็กน้อยก็หามิได้ ขอพระองค์ทรงกระทำความอนุเคราะห์ตลอด ๗ วัน โดยทำนองนี้แหละ.
               พระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว.
               สิริวัฑฒกุฏุมพีนั้นยังมหาทานให้เป็นไปไม่ขาดสายตลอด ๗ วันโดยทำนองนั้นนั่นแหละ แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้ายืนประคองอัญชลี กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญสรทดาบสสหายของข้าพระองค์ปรารถนาว่า ขอให้เป็นอัครสาวกของพระศาสดาองค์ใด ข้าพระองค์ขอเป็นทุติยสาวกของพระศาสดาองค์นั้นเหมือนกัน.
               พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคตทรงเห็นว่าความปรารถนาของเขาสำเร็จ จึงทรงพยากรณ์ว่า ล่วงไปหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปจากภัทรกัปนี้ไป ท่านจักเป็นทุติยสาวกของพระโคดมพุทธเจ้า. สิริวัฑฒกุฏุมพีได้ฟังคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นผู้ยินดีร่าเริง.
               ฝ่ายพระศาสดาทรงทำภัตตานุโมทนาแล้ว พร้อมทั้งบริวารเสด็จกลับไปยังพระวิหาร.
               จำเดิมแต่นั้นมา สิริวัฑฒกุฏุมพีกระทำกรรมงามตลอดชีวิตแล้วบังเกิดในเทวโลกชั้นกามาวจร ในวารจิตที่สอง. สรทดาบสเจริญพรหมวิหาร ๔ ได้บังเกิดในพรหมโลก.
               จำเดิมแต่นั้นมา ท่านไม่พูดถึงกรรมในระหว่างแม้ของท่านทั้งสองนี้.
               ก็ก่อนแต่การเสด็จบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายนั่นแล สรทดาบสถือปฏิสนธิในครรภ์ของสารีพราหมณีในบ้านอุปติสสคาม ไม่ไกลกรุงราชคฤห์. ก็ในวันนั้นแหละ แม้สหายของสรทดาบสนั้นก็ถือปฏิสนธิในครรภ์ของโมคคัลลีพราหมณี ในบ้านโกลิตคามอันไม่ไกลกรุงราชคฤห์เหมือนกัน.
               ได้ยินว่า ตระกูลแม้ทั้งสองนั้นได้เป็นสหายเกี่ยวเนื่องกันมา ๗ ชั่วตระกูลทีเดียว. ญาติทั้งหลายได้ให้การบริหารครรภ์แก่คนแม้ทั้งสองนั้นในวันเดียวกัน ได้นำแม่นม ๖๖ คนเข้าไปให้แก่คนทั้งสองนั้น แม้ผู้ซึ่งเกิดแล้ว เมื่อล่วงไป ๑๐ เดือน. ในวันตั้งชื่อ ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อบุตรของสารีพราหมณีว่าอุปติสสะ เพราะเป็นบุตรของหัวหน้าตระกูลในบ้านอุปติสสคาม ตั้งชื่อบุตรนอกนี้ว่าโกลิตะ เพราะเป็นบุตรของหัวหน้าตระกูลในบ้านโกลิตคาม.
               คนแม้ทั้งสองนั้นเจริญวัยขึ้นก็สำเร็จศิลปศาสตร์ทุกอย่าง.
               ในเวลาไปยังแม่น้ำหรืออุทยานเพื่อจะเล่น อุปติสสมาณพมีวอทอง ๕๐๐ วอเป็นเครื่องแห่แหน โกลิตมาณพมีรถเทียมม้าอาชาไนย ๕๐๐ คันเป็นเครื่องแห่แหน ชนแม้ทั้งสองมีมาณพคนละ ๕๐๐ เป็นบริวาร.
               ก็ในกรุงราชคฤห์มีมหรสพบนยอดเขาเป็นประจำปี. ชนทั้งหลายผูกเตียงไว้ในที่เดียวกัน สำหรับมาณพแม้ทั้งสองนั้น แม้มาณพทั้งสองก็นั่งรวมกันดูมหรสพ ร่าเริงในฐานะที่ควรร่าเริง สังเวชในฐานะที่ควรสังเวช ตกรางวัลในฐานะที่ควรตกรางวัล.
               วันหนึ่ง เมื่อชนทั้งสองนั้นดูมหรสพโดยทำนองนี้แหละ มิได้มีความร่าเริงในฐานะที่ควรร่าเริง สังเวชในฐานะที่ควรสังเวช หรือตกรางวัลในฐานะที่ควรตกรางวัล เพราะญาณแก่กล้าแล้ว. ก็ชนแม้ทั้งสองต่างคิดอย่างนี้ว่า มีอะไรที่เราจะควรดูในมหรสพนี้ คนเหล่านี้แม้ทั้งหมดยังไม่ถึง ๑๐๐ ปี ต่างก็จะล้มหายตายจากกันไป ก็เราทั้งหลายควรแสวงหาโมกขธรรมสักอย่างหนึ่งดังนี้ แล้วนั่งนึกเอาเป็นอารมณ์อยู่.
               ลำดับนั้น โกลิตะกล่าวกะอุปติสสะว่า เพื่อนอุปติสสะ ท่านไม่สนุกร่าเริงเหมือนวันก่อนๆ ใจลอย ท่านคิดอะไรหรือ. อุปติสสะกล่าวว่า เพื่อนโกลิตะ เรานั่งคิดถึงเรื่องนี้อยู่ว่า ในการดูของคนเหล่านี้ ไม่มีแก่นสารเลย การดูนี้ไม่มีประโยชน์ ควรแสวงหาธรรมเครื่องหลุดพ้นสำหรับตน ก็ท่านเล่า เพราะเหตุไรจึงใจลอย แม้โกลิตะนั้นก็กล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน.
               ครั้นอุปติสสะรู้ว่าโกลิตะนั้นมีอัชฌาศัยอย่างเดียวกับตน จึงกล่าวอย่างนี้ว่า สิ่งที่เราแม้ทั้งสองคิดเป็นการคิดที่ดี เมื่อจะแสวงหาโมกขธรรม ควรจะได้การบวชสักอย่างหนึ่งดังนั้น พวกเราจักบวชในสำนักใคร.
               ก็สมัยนั้น สัญชัยปริพาชกอาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์ พร้อมกับปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่. มาณพทั้งสองนั้นตกลงว่า จักบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชกนั้น จึงบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชกพร้อมกับมาณพ ๕๐๐ คน. จำเดิมแต่กาลที่มาณพทั้งสองนั้นบวชแล้ว สัญชัยปริพาชกได้ลาภได้ยศเหลือหลาย.
               มาณพทั้งสองนั้นเรียนจบลัทธิของสัญชัยปริพาชกทั้งหมด โดย ๒-๓ วันเท่านั้นแล้วถามว่า ท่านอาจารย์ ลัทธิอันเป็นความรู้ของท่านมีเท่านี้ หรือมียิ่งขึ้นไปอีก.
               สัญชัยปริพาชกกล่าวว่า มีเท่านี้แหละ พวกท่านรู้หมดแล้ว.
               มาณพเหล่านั้นฟังถ้อยคำของสัญชัยปริพาชกนั้นแล้ว คิดกันว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของสัญชัยปริพาชกนี้ก็ไม่มีประโยชน์ พวกเราออกบวชก็เพื่อแสวงหาโมกขธรรม พวกเราไม่อาจให้เกิดขึ้นในสำนักของสัญชัยปริพาชกนี้ ก็ชมพูทวีปใหญ่โต พวกเราเที่ยวไปยังคาม นิคมและราชธานี จักได้อาจารย์สักท่านหนึ่งผู้แสวงโมกขธรรมได้เป็นแน่.
               จำเดิมแต่นั้น มาณพทั้งสองนั้นได้ฟังว่าสมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต มีอยู่ ณ ที่ใดๆ ก็ไป ณ ที่นั้นๆ กระทำการสนทนาปัญหา. ปัญหาที่มาณพทั้งนั้นถามแล้ว คนอื่นๆ ไม่มีความสามารถที่จะแก้ได้. แต่มาณพทั้งสองนั้นแก้ปัญหาของคนเหล่านั้นได้. มาณพทั้งสองนั้นเที่ยวสอบไปทั่วชมพูทวีป ด้วยอาการอย่างนี้ แล้วกลับมาที่อยู่เดิมของตน ได้ทำกติกากันว่า เพื่อนโกลิตะ ผู้ใดบรรลุอมตะก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่กัน.
               ก็สมัยนั้น พระศาสดาของเราทั้งหลายบรรลุพระปรมาภิสัมโพธิญาณแล้วประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จถึงกรุง ราชคฤห์โดยลำดับ.
               ครั้งนั้น พระอัสสชิเถระในจำนวนภิกษุปัญจวัคคีย์ ในระหว่างภิกษุทั้งหลายที่ทรงส่งไปประกาศคุณของพระรัตนตรัยว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก ดังนี้ ในสมัยที่กล่าวว่า พระอรหันต์ ๖๑ องค์อุบัติขึ้นแล้วในโลก ดังนี้ ท่านหวนกลับมายังกรุงราชคฤห์ ในวันรุ่งขึ้น ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์แต่ เช้าตรู่.
               สมัยนั้น อุปติสสปริพาชกทำภัตกิจแต่เช้ามืดแล้วเดินไปอารามปริพาชก ได้เห็นพระเถระจึงคิดว่า ชื่อว่าบรรชิตเห็นปานนี้ เราไม่เคยเห็นเลย ภิกษุนี้คงจะเป็นภิกษุรูปใดรูปหนึ่งในบรรดาภิกษุผู้เป็นอรหันต์ หรือผู้บรรลุอรหัตตมรรคในโลก ถ้ากระไร เราควรเข้าไปหาภิกษุนี้แล้วถามปัญหาว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านบวชจำเพาะใคร หรือใครเป็นศาสดาของท่าน หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร.
               ลำดับนั้น เขาได้มีความคิดว่า มิใช่กาลที่จะถามปัญหากะภิกษุนี้ๆ เข้าไปยังละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาตอยู่ ไฉนหนอเราพึงติดตามภิกษุนี้ไปข้างหลังๆ เพราะการติดตามภิกษุนี้ไปนั้น เป็นทางที่ผู้ต้องการเข้าไปรู้แล้ว. อุปติสสปริพาชกเห็นพระเถระได้บิณฑบาตแล้วไปยังโอกาสแห่งหนึ่ง และรู้ว่าพระเถระนั้นต้องการจะนั่ง จึงได้ลาดตั่งปริพาชกของตนถวาย แม้ในเวลาเสร็จภัตกิจ ก็ได้ถวายน้ำในคณโฑน้ำของตนแก่พระเถระนั้น กระทำอาจริยวัตรอย่างนี้แล้วกระทำปฏิสันถารอ่อนหวาน กับพระเถระผู้กระทำภัตกิจเสร็จ แล้วถามว่า ท่านผู้มีอายุ อินทรีย์ทั้งหลายของท่านผ่องใสนักแล ฉวีวรรณบริสุทธิ์ผุดผ่อง ผู้มีอายุ ท่านบวชจำเพาะใคร หรือใครเป็นศาสดาของท่าน หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร.
               พระเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุ พระมหาสมณะศากยบุตรออกบวชจากศากยตระกูลมีอยู่ เราบวชจำเพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น และพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา เราชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น.
               ลำดับนั้น อุปติสสปริพาชกจึงถามพระเถระนั้นว่า ก็พระศาสดาของท่านผู้มีอายุมีวาทะอย่างไร กล่าวอย่างไร. พระเถระคิดว่า ธรรมดาปริพาชกทั้งหลายนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระศาสนา เราจักแสดงความลึกซึ้งในพระศาสนาแก่ปริพาชกนี้ เมื่อจะถ่อมตนว่าเรายังเป็นผู้ใหม่จึงกล่าวว่า ผู้มีอายุ เราแลเป็นผู้ใหม่บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่มาสู่พระวินัยนี้ เราไม่อาจแสดงธรรมโดยพิสดารได้ก่อน.
               ปริพาชกคิดว่า เราชื่อว่าอุปติสสะ ท่านจงกล่าวน้อยหรือมากตามความสามารถ การแทงตลอดธรรมนั่นด้วยร้อยนับพันนัย เป็นภาระของเรา จึงกล่าวว่า
                                   อปฺปํ วา พหุ ํ วา ภาสสฺสุ อตฺถํเยว เม พฺรูหิ
                                   อตฺเถเนว เม อตฺโถ กึ กาหสิ พฺยญฺชนํ พหุ ํ

                         ท่านจงกล่าวเถิด น้อยก็ตามมากก็ตาม จงกล่าวเฉพาะ
                         แต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการใจความเท่านั้น.
                         ท่านจะทำพยัญชนะให้มากไปทำไม.
               เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้ว พระเถระจึงกล่าวคาถาว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา (ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด) ดังนี้เป็นต้น. ปริพาชกฟังเฉพาะ ๒ บทแรกเท่านั้นก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคอันสมบูรณ์ด้วยนัยพันหนึ่ง ทำ ๒ บทหลังให้จบลงในเวลาเป็นพระโสดาบันแล้ว.
               ปริพาชกนั้นได้เป็นพระโสดาบันแล้ว เมื่อคุณวิเศษชั้นสูงยังไม่เกิด จึงกำหนดว่าเหตุในคำสอนนี้จักมี จึงกล่าวกะพระเถระว่า ท่านผู้เจริญ ท่านอย่าขยายธรรมเทศนาให้สูงไป คำมีประมาณเท่านี้แหละพอแล้ว พระศาสดาของเราทั้งหลายประทับอยู่ที่ไหน.
               พระเถระบอกว่า ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน.
               ปริพาชกกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงล่วงหน้าไปก่อน กระผมมีสหายอยู่คนหนึ่ง และได้ทำกติกากันไว้ว่า ผู้ใดบรรลุอมตะก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่กัน กระผมจักเปลื้องปฏิญญาข้อนั้น แล้วพาสหายไปยังสำนักของพระศาสดา ตามทางที่ท่านไปนั่นแหละ แล้วหมอบลงแทบเท้าพระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กระทำประทักษิณ ๓ ครั้ง แล้วส่งพระเถระไป. ส่วนตนก็เดินมุ่งตรงไปยังอารามของปริพาชก
               โกลิตปริพาชกเห็นอุปติสสปริพาชกเดินมาแต่ไกล คิดว่า วันนี้สหายเรามีสีหน้าไม่เหมือนวันก่อนๆ เขาจักได้บรรลุอมตะแน่แท้ จึงถามถึงการบรรลุอมตะ. แม้อุปติสสปริพาชกนั้นก็ได้ปฏิญญาแก่โกลิตปริพาชกนั้นว่า ผู้มีอายุ เราบรรลุอมตะแล้ว จึงได้กล่าวคาถานั้นนั่นแหละ.
               ในเวลาจบคาถา โกลิตะตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้วกล่าวว่า สหาย ได้ยินว่าพระศาสดาประทับอยู่ที่ไหน.
               อุปติสสะกล่าวว่า สหาย นัยว่าพระศาสดาประทับอยู่ในพระเวฬุวัน. พระอัสสชิเถระอาจารย์ของพวกเราบอกอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
               โกลิตะกล่าวว่า สหาย ถ้าอย่างนั้น มาเถิด พวกเราจักเฝ้าพระศาสดา.
               ธรรมดาว่าพระสารีบุตรเถระนี้เป็นผู้บูชาอาจารย์แม้ในกาลทุกเมื่อ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวกะโกลิตมาณพผู้สหายอย่างนี้ว่า สหาย เราจักบอกอมตะที่เราบรรลุ แม้แก่สัญชัยปริพาชกอาจารย์ของเรา ท่านรู้อยู่ก็จักแทงตลอด เมื่อไม่แทงตลอด เชื่อพวกเราก็จักไปยังสำนักของพระศาสดา ฟังธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วจักกระทำการแทงตลอดมรรคผล.
               แต่นั้น ชนแม้ทั้งสองไปยังสำนักของสัญชัยกล่าวว่า อาจารย์ขอรับ ท่านจักทำอย่างไร พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก พระธรรมอันพระพุทธเจ้าตรัสดีแล้ว พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว มาเถิด พวกเราจักเฝ้าพระทศพล. สัญชัยปริพาชกกล่าวว่า พูดอะไร พ่อ แล้วห้ามชนทั้งสองแม้นั้น แสดงแต่การได้ลาภอันเลิศและยศอันเลิศเท่านั้น แก่ชนทั้งสองนั้น.
               ชนทั้งสองนั้นกล่าวว่า การอยู่เป็นอันเตวาสิกเห็นปานนี้ของข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นประจำไปทีเดียว จงยกเสียเถิด แต่ท่านจงรู้ตัวท่านว่าจะไปหรือไม่ไป. สัญชัยปริพาชกรู้ว่า ชนเหล่านี้รู้ความต้องการมีประมาณเท่านี้แล้ว จักไม่เชื่อถือคำพูดของเรา จึงกล่าวว่า ไปเถิดพ่อทั้งหลาย เราไม่อาจอยู่เป็นอันเตวาสิก (ของคนอื่น) ในคราวเป็นคนแก่.
               ชนทั้งสองนั้นไม่อาจให้สัญชัยปริพาชกนั้นเข้าใจด้วยเหตุแม้เป็นอันมาก จึงได้พาชนผู้ประพฤติตามโอวาทของตนไปยังพระเวฬุวัน. ครั้งนั้น ในบรรดาอันเตวาสิก ๕๐๐ คนของชนทั้งสองนั้น ๒๕๐ คนกลับ อีก ๒๕๐ คนได้ไปกับชนทั้งสองนั้น.
               พระศาสดากำลังทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางบริษัท ๔ ทรงเห็นชนเหล่านั้นแต่ไกล จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ภิกษุทั้งหลาย สหาย ๒ คนนั้นคือโกลิตะและอุปติสสะกำลังเดินมา คู่สาวกนี้แหละจักเป็นคู่สาวกที่เลิศที่เจริญ.
               ครั้นแล้วทรงขยายพระธรรมเทศนา เนื่องด้วยจริยาแห่งบริษัทของ ๒ สหายนั้น. เว้นพระอัครสาวกทั้งสอง ปริพาชก ๒๕๐ คนแม้ทั้งหมดนั้นบรรลุพระอรหัต พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด. ผมและหนวดของปริพาชกเหล่านั้นหายไป บาตรและจีวรอันล้วนแล้วด้วยฤทธิ์ก็ได้มีมาแม้แก่พระอัครสาวกทั้งสองด้วย แต่กิจด้วยมรรคทั้ง ๓ เบื้องสูงยังไม่สำเร็จ.
               เพราะเหตุไร? เพราะสาวกบารมีญาณเป็นของใหญ่.
               ครั้นในวันที่ ๗ ตั้งแต่วันบวช ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปอาศัยบ้านกัลลวาลคามแคว้นมคธ กระทำสมณธรรมอยู่ เมื่อถูกถีนมิทธะครอบงำ พระศาสดาทรงทำให้สังเวชใจ บรรเทาถีนมิทธะเสียได้ กำลังฟังธาตุกรรมฐานที่พระตถาคตประทานอยู่ทีเดียว ทำกิจแห่งมรรค ๓ เบื้องสูงให้สำเร็จถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ.
               แม้พระสารีบุตรเถระล่วงเลยเวลาไปครึ่งเดือนตั้งแต่วันบวช เข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์นั้นนั่นแหละอยู่ในถ้ำสุกรขาตา กับพระศาสดา เมื่อพระศาสดาทรงแสดงเวทนาปริคคหสูตรแก่ทีฆนขปริพาชกผู้เป็นหลานของตน ได้ส่งญาณไปตามกระแสพระสูตร ก็ได้บรรลุถึงที่สุดสาวกบารมีญาณ เหมือนบริโภคข้าวที่คดไว้เพื่อคนอื่น ส่วนหลานของท่านตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ในเวลาจบเทศนา.
               ดังนั้น เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์นั่นแล กิจแห่งสาวกบารมีญาณของพระอัครสาวกแม้ทั้งสองได้ถึงที่สุดแล้ว.
               ก็ในเวลาต่อมาอีก พระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวัน ได้ทรงสถาปนาพระมหาสาวกแม้ทั้งสองไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า สารีบุตรเป็นยอดของภิกษุสาวกของเราผู้มีปัญญามาก มหาโมคคัลลานะเป็นยอดของภิกษุสาวกของเราผู้มีฤทธิ์มาก ดังนี้.

               จบอรรถกถาสูตรที่ ๒-๓               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๑
อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐]
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 139อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 146อ่านอรรถกถา 20 / 147อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=628&Z=643
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย
http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=14&A=2634
The Pali Atthakatha in Roman
http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php?B=14&A=2634
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :