ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐]อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 147อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 148อ่านอรรถกถา 20 / 149อ่านอรรถกถา 20 / 596
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี
วรรคที่ ๓

หน้าต่างที่ ๗ / ๑๐.

               อรรถกถาสูตรที่ ๗               
               ประวัติพระปิลินทวัจฉเถระ               
               พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้.
               ด้วยบทว่า เทวานํ ปิยมนาปานํ ทรงแสดงว่า พระปิลันทวัจฉเถระเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นที่รักและเป็นที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลาย.
               ได้ยินว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงอุบัติ พระเถระนั้นเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ทรงให้มหาชนตั้งอยู่ในศีลห้า ได้ทรงกระทำกุศลที่มุ่งผลข้างหน้าคือสวรรค์ โดยมากเหล่าเทวดาที่บังเกิดในฉกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น ได้โอวาทของพระองค์นั่นแลตรวจดู สมบัติของตนในสถานที่ที่บังเกิดแล้ว นึกอยู่ว่า เราได้สวรรค์สมบัตินี้เพราะอาศัยใครหนอ ก็รู้ว่า เราได้สมบัติเพราะอาศัยพระเถระ จึงนมัสการพระเถระทั้งเวลาเช้าเวลาเย็น เพราะฉะนั้น ท่านจึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลาย.
               ก็คำว่า ปิลินท เป็นชื่อของท่าน, คำว่า วัจฉะ เป็นโคตรของท่าน รวมคำทั้ง ๒ นั้นเข้าด้วยจึงเรียกว่า “ปิลินทวัจฉะ”.
               ในปัญหากรรมของท่าน มีเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้.
               ได้ยินมาว่า ครั้งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า พระเถระนี้เกิดในครอบครัวของผู้ที่มีโภคสมบัติมากในกรุงหงสวดี ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดา โดยนัยมีในก่อนนั่นแล เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลาย ปรารถนาตำแหน่งนั้น กระทำกุศลจนตลอดชีพ เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์.
               ในพุทธุปบาทกาลนี้มาบังเกิดในครอบครัวพราหมณ์ ในกรุงสาวัตถี ญาติทั้งหลายขนานนามท่านว่า ปิลินทวัจฉะ.
               สมัยอื่นต่อมา ท่านฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาได้ศรัทธา บรรพชาอุปสมบทแล้วเจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว ท่านเมื่อพูดกับคฤหัสถ์ก็ดี ภิกษุก็ดี ใช้โวหารว่าถ่อย ทุกคำว่า “มาซิเจ้าถ่อย, ไปซิเจ้าถ่อย, นำไปซิเจ้าถ่อย, ถือเอาซิเจ้าถ่อย”
               ภิกษุทั้งหลายฟังเรื่องนั้นแล้วก็นำไปทูลถามพระตถาคตว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ธรรมดาพระอริยะย่อมไม่กล่าวคำหยาบ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาว่าพระอริยะทั้งหลายไม่กล่าวผรุสวาจา ข่มผู้อื่น ก็แต่ว่า ผรุสวาจานั้นพึงมีได้โดยที่เคยตัวในภพอื่น”
               ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า พระเจ้าข้า พระปิลินทวัจฉเถระพยายามแล้วพยายามเล่าเมื่อกล่าวกับคฤหัสถ์ก็ดี กับภิกษุทั้งหลายก็ดี ก็พูดว่า “เจ้าถ่อย เจ้าถ่อย” ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในเรื่องนี้มีเหตุเป็นอย่างไร.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การกล่าวเช่นนั้นนั้นแห่งบุตรของเราประพฤติจนเคยชินในปัจจุบันเท่านั้นก็หามิได้ แต่ในอดีตกาล บุตรของเรานี้บังเกิดในครอบครัวแห่งพราหมณ์ผู้มักกล่าวว่าถ่อย ถึง ๕๐๐ ชาติ ดังนั้นบุตรของเรานี้จึงกล่าวเพราะความเคยชินมิได้กล่าวด้วยเจตนาหยาบ.
               จริงอยู่ โวหารแห่งพระอริยะทั้งหลายแม้จะหยาบอยู่บ้าง ก็ชื่อว่าบริสุทธิ์แท้เพราะเจตนาไม่หยาบ ไม่เป็นบาปแม้มีประมาณเล็กน้อย ในเพราะการกล่าวนี้ ดังนี้แล้วจึงตรัสคาถานี้ในพระธรรมบทว่า
                         อกกฺกสํ วิญฺญาปนึ      คิรํ สจฺจํ อุทีรเย
                         ยาย นาภิสเช กิญฺจิ     ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ
                         พึงกล่าวแต่ถ้อยคำที่ไม่หยาบ ที่เข้าใจกันได้
                         ที่ควรกล่าว ที่เป็นคำจริง ซึ่งไม่กระทบใครๆ
                         เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์.

               อยู่ต่อมาวันหนึ่ง พระเถระเข้าไปบิณฑบาตกรุงราชคฤห์ พบชายผู้หนึ่งถือดีปลีมาเต็มถาด กำลังเข้าไปในกรุง จึงถามว่า เจ้าถ่อย ในภาชนะของแกมีอะไร. ชายผู้นั้น คิดว่า สมณะรูปนี้กล่าวคำหยาบกับเราแต่เช้าเทียว เราก็ควรกล่าวคำที่เหมาะแก่สมณะรูปนี้เหมือนกัน จึงตอบว่า ในภาชนะของข้ามีขี้หนูซิท่าน.
               พระเถระพูดว่า เจ้าถ่อย มันจักต้องเป็นอย่างว่านั้น.
               เมื่อพระเถระคล้อยหลังไป ดีปลีก็กลายเป็นขี้หนูไปหมด. เขาคิดว่า ดีปลีเหล่านี้ปรากฏเสมือนขี้หนู จะเป็นจริงหรือไม่หนอ ลองเอามือบี้ดู ทีนั้นเขาก็รู้ว่าเป็นขี้หนูจริงๆ ก็เกิดความเสียใจอย่างยิ่ง. เขาคิดว่า เป็นเฉพาะดีปลีเหล่านี้เท่านั้นหรือ หรือในเกวียนก็เป็นอย่างนี้ด้วยจึงเดินไปตรวจดู ก็พบว่าดีปลีทั้งหมดก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เอามือกุมอกแล้วคิดว่า นี้ไม่ใช่การกระทำของคนอื่น ต้องเป็นการกระทำของภิกษุที่เราพบตอนเช้านั่นเอง. พระเถระจักรู้มายากลอย่างหนึ่งเป็นแน่ จำเราจะตามหาสถานที่ๆ ภิกษุนั้นเดินไป จึงจักรู้เหตุ ดังนี้แล้วจึงเดินไปตามทางที่พระเถระเดินไป.
               ลำดับนั้น บุรุษผู้หนึ่งพบชายผู้นั้นกำลังเดินเครียด จึงถามว่า พ่อมหาจำเริญเดินเครียดจริง ท่านกำลังเดินไปทำธุระอะไร. เขาจึงบอกเรื่องนั้นแก่บุรุษผู้นั้น.
               บุรุษผู้นั้นฟังเรื่องราวของเขาแล้ว ก็พูดอย่างนี้ว่า พ่อมหาจำเริญ อย่าคิดเลย จักเป็นด้วยท่านพระปิลินทวัจฉะ พระผู้เป็นเจ้าของข้าเอง ท่านจงถือดีปลีนั้นเต็มภาชนะ ไปยืนข้างหน้าพระเถระ แม้เวลาที่พระเถระกล่าวว่า นั่นอะไรล่ะ เจ้าถ่อยก็จงกล่าวว่าดีปลี ท่านขอรับ. พระเถระจักกล่าวว่า จักเป็นอย่างนั้น เจ้าถ่อย. มันก็จะกลายเป็นดีปลีไปหมด. ชายผู้นั้นก็ได้กระทำอย่างนั้น
               แต่ต่อมาภายหลัง พระศาสดาทรงทำเรื่องที่พระเถระเป็นที่รักที่พอใจของเหล่าเทวดาเป็นเหตุ จึงทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของภิกษุสาวกผู้เป็นที่รักที่พอใจของเทวดาแล.

               จบอรรถกถาสูตรที่ ๗               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๓
อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐]
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 147อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 148อ่านอรรถกถา 20 / 149อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=660&Z=674
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย
http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=14&A=5351
The Pali Atthakatha in Roman
http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php?B=14&A=5351
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :