ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 

อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐]อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 139อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 146อ่านอรรถกถา 20 / 147อ่านอรรถกถา 20 / 596
อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี
วรรคที่ ๑

หน้าต่างที่ ๔ / ๑๐.

               อรรถกถาสูตรที่ ๔               
               ประวัติพระมหากัสสปเถระ               
               ในสูตรที่ ๔ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               ในบทว่า ธุตวาทานํ นี้ พึงทราบธุตบุคคล (บุคคลผู้กำจัดกิเลส) ธุตวาทะ (การสอนเรื่องการกำจัดกิเลส) ธุตธรรม (ธรรมเครื่องกำจัดกิเลส) ธุดงค์ (องค์ของผู้กำจัดกิเลส).
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธุโต ได้แก่ บุคคลผู้กำจัดกิเลสหรือธรรมอันกำจัดกิเลส.
               ก็ในบทว่า ธุตวาโท นี้ (พึงทราบว่า)
                         มีบุคคลผู้กำจัดกิเลส ไม่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส ๑
                         มีบุคคลผู้ไม่กำจัดกิเลสแต่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส ๑
                         มีบุคคลผู้ไม่กำจัดกิเลส ทั้งไม่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส ๑
                         มีบุคคลผู้ทั้งกำจัดกิเลสและมีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส ๑.
               ในบรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลใดกำจัดกิเลสของตนด้วยธุดงค์ แต่ไม่โอวาท ไม่อนุศาสน์คนอื่นด้วยธุดงค์เหมือนพระพักกุลเถระ บุคคลนี้ชื่อว่าผู้กำจัดกิเลสแต่ไม่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส เหมือนดังท่านกล่าวว่า คือท่านพระพักกุละเป็นผู้กำจัดกิเลส แต่ไม่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส.
               ก็บุคคลใดไม่กำจัดกิเลสของตนด้วยธุดงค์ แต่โอวาทอนุศาสน์ คนอื่นด้วยธุดงค์อย่างเดียว เหมือนพระอุปนันทเถระ ก็บุคคลนี้ชื่อว่าไม่เป็นผู้กำจัดกิเลส แต่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส เหมือนดังท่านกล่าวว่า คือท่านพระอุปนันทะศากยบุตร ไม่เป็นผู้กำจัดกิเลส แต่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส.
               ก็บุคคลใดไม่กำจัดกิเลสของตนด้วยธุดงค์ ไม่โอวาท ไม่อนุศาสน์คนอื่นด้วยธุดงค์ เหมือนพระโลลุทายีเถระ ก็บุคคลนี้ชื่อว่าไม่เป็นผู้กำจัดกิเลส (และ) ไม่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส เหมือนดังท่านกล่าวว่า คือท่านพระมหาโลลุทายีไม่เป็นผู้กำจัดกิเลส ไม่มีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส.
               ส่วนบุคคลใดสมบูรณ์ด้วยการกำจัดกิเลสและมีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส เหมือนพระมหากัสสปะเถระ บุคคลนี้ชื่อว่าเป็นผู้กำจัดกิเลสและมีการสอนเรื่องกำจัดกิเลสเหมือนดังท่านกล่าวว่า คือ ท่านพระมหากัสสปะเป็นผู้กำจัดกิเลสและมีการสอนเรื่องกำจัดกิเลส ดังนี้.
               บทว่า ธุตธมฺมา เวทิตพฺพา ความว่า ธรรม ๕ ประการอันเป็นบริวารของธุดงคเจตนาเหล่านี้ คือ ความเป็นผู้มักน้อย ๑ ความเป็นผู้สันโดษ ๑ ความเป็นผู้ขัดเกลา ๑ ความเป็นผู้สงัด ๑ ความเป็นผู้มีสิ่งนี้ ๑.
               ชื่อว่าธรรมเครื่องกำจัดกิเลส เพราะพระบาลีว่า อปฺปิจฺฉํเยว นิสฺสาย (อาศัยความมักน้อยเท่านั้น) ดังนี้เป็นต้น.
               ในธรรม ๕ ประการนั้น ความมักน้อยและความสันโดษเป็นอโลภะ. ความขัดเกลาและความวิเวกจัดเข้าในธรรม ๒ ประการ คืออโลภะและอโมหะ. ความเป็นผู้มีสิ่งนี้คือญาณนั่นเอง.
               บรรดาอโลภะและอโมหะเหล่านั้น กำจัดความโลภในวัตถุที่ต้องห้ามด้วยอโลภะ กำจัดโมหะอันปกปิดโทษในวัตถุที่ต้องห้ามเหล่านั้นแหละด้วยอโมหะ.
               อนึ่ง กำจัดกามสุขัลลิกานุโยคอันเป็นไปโดยมุข คือการซ่องเสพสิ่งที่ทรงอนุญาต ด้วยอโลภะ กำจัดอัตตกิลมถานุโยคอันเป็นไปโดยมุข คือการขัดเกลายิ่งในธุดงค์ทั้งหลาย ด้วยอโมหะ เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่านี้พึงทราบว่าธรรมเครื่องกำจัดกิเลส.
               บทว่า ธุตงฺคานิ เวทิตพฺพานิ ความว่า พึงทราบธุดงค์ ๑๓ คือ ปังสุกูลิกังคะ (องค์ของภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร) ฯลฯ เนสัชชิกังคะ (องค์ของภิกษุผู้ถือการนั่งเป็นวัตร).
               บทว่า ธุตวาทานํ ยทิทํ มหากสฺสโป ความว่า ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะในระหว่างภิกษุผู้สอนธุดงค์ว่า มหากัสสปเถระนี้เป็นยอด.
               บทว่า มหากสฺสโป ความว่า ท่านกล่าวว่า ท่านพระมหากัสสปะองค์นี้ เพราะเทียบกับพระเถระเล็กน้อยเหล่านี้ คือ พระอุรุเวลกัสสปะ พระนทีกัสสปะ พระคยากัสสปะ พระกุมารกัสสปะ.
               ในปัญหากรรม แม้ของพระมหากัสสปะนี้มีเรื่องที่กล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้ :-
               ได้ยินว่า ในอดีตกาล ปลายแสนกัป พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ อุบัติขึ้นในโลก เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปอาศัยกรุงหงสวดี ประทับอยู่ในเขมมฤคทายวัน.
               กุฏุมพีนามว่าเวเทหะ มีทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฎิ บริโภคอาหารดีแต่เช้าตรู่ อธิษฐานองค์อุโบสถ ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นไปพระวิหารบูชาพระศาสดา ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
               ขณะนั้น พระศาสดาทรงสถาปนาสาวกองค์ที่ ๓ นามว่ามหานิสภเถระ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิสภะเป็นยอดของภิกษุสาวกของเราผู้สอนธุดงค์.
               อุบาสกฟังพระดำรัสนั้นแล้วเลื่อมใสเวลาจบธรรมกถา มหาชนลุกไปแล้ว จึงถวายบังคมพระศาสดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ทรงรับภิกษาของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้.
               พระศาสดาตรัสว่า อุบาสก ภิกษุสงฆ์มากนะ. อุบาสกทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ภิกษุสงฆ์มีประมาณเท่าไร? พระศาสดาตรัสว่า มีประมาณหกล้านแปดแสนองค์. อุบาสกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงรับภิกษา แม้แต่สามเณรรูปเดียวก็อย่าเหลือไว้ในวิหาร.
               พระศาสดาทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ. อุบาสกรู้ว่าพระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว จึงไปเรือนตระเตรียมมหาทานในวันรุ่งขึ้น ส่งให้คนไปกราบทูลเวลา (ภัตตาหาร) แด่พระศาสดา.
               พระศาสดาทรงถือบาตรและจีวร มีภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมไปยังเรือนของอุบาสก ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาแต่งไว้ถวาย. เวลาเสร็จหลั่งน้ำทักษิโณทก ทรงรับข้าวต้มเป็นต้น ได้ทรงสละข้าวสวย. แม้อุบาสกก็นั่งอยู่ที่ใกล้พระศาสดา.
               ระหว่างนั้น พระมหานิสภเถระกำลังเที่ยวบิณฑบาต เดินไปยังถนนนั้นนั่นแหละ. อุบาสกเห็นจึงลุกขึ้นไปไหว้พระเถระแล้ว กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงให้บาตร. พระเถระได้ให้บาตร. อุบาสกกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอนิมนต์เข้าไปในเรือนนี้แหละ แม้พระศาสดาก็ประทับนั่งอยู่ในเรือน. พระเถระกล่าวว่า ไม่ควรนะ อุบาสก.
               อุบาสกรับบาตรของพระเถระใส่บิณฑบาตเต็มแล้ว ได้นำออกไปถวาย. จากนั้นได้เดินส่งพระเถระไปแล้วกลับมานั่งในที่ใกล้พระศาสดา กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระมหานิสภเถระ แม้ข้าพระองค์กล่าวว่า พระศาสดาประทับอยู่ในเรือน ก็ไม่ปรารถนาจะเข้ามา พระมหานิสภเถระนั่นมีคุณยิ่งกว่าพระองค์หรือหนอ.
               อันธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่มีวรรณมัจฉริยะ (ตระหนี่คุณความดีของคนอื่น).
               ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสอย่างนี้ว่า ดูก่อนอุบาสก เรานั่งคอยภิกษาอยู่ในเรือน แต่ภิกษุนั้นไม่นั่งคอยภิกษาในเรือนอย่างนี้ เราอยู่ในเสนาสนะชายบ้าน ภิกษุนั้นอยู่ในป่าเท่านั้น เราอยู่ในที่มุงบัง ภิกษุนั้นอยู่กลางแจ้งเท่านั้น ดังนั้น ภิกษุนั้นมีคุณนี้ๆ ตรัสประหนึ่งทำมหาสมุทรให้เต็มฉะนั้น.
               อุบาสกแม้ตามปกติเป็นผู้เลื่อมใสดียิ่งอยู่แล้ว จึงเป็นประหนึ่งประทีปที่ลุกโพรงอยู่ (ซ้ำ) ถูกราดด้วยน้ำมันฉะนั้น คิดว่า ต้องการอะไรด้วยสมบัติอื่นสำหรับเรา เราจักกระทำความปรารถนา เพื่อต้องการความเป็นยอดของภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธุตวาทะ ในสำนักของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต.
               อุบาสกแม้นั้นจึงนิมนต์พระศาสดาอีก ถวายมหาทานทำนองนั้นนั่นแหละถึง ๗ วัน วันที่ ๗ ถวายไตรจีวรแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วหมอบกราบพระบาทของพระศาสดา กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ของข้าพระองค์ผู้ถวายมหาทาน ๗ วัน ข้าพระองค์จะปรารถนาสมบัติของเทวดา หรือสมบัติของท้าวสักกะ มารและพรหมสักอย่างหนึ่งก็หาไม่ ก็กรรมของข้าพระองค์นี้จงเป็นปัจจัยแก่ความเป็นยอดของภิกษุผู้ทรงธุดงค์ ๑๓ เพื่อต้องการถึงตำแหน่งที่พระมหานิสภเถระถึงแล้ว ในสำนักของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต.
               พระศาสดาทรงตรวจดูว่า ที่อุบาสกนี้ปรารถนาตำแหน่งใหญ่ จักสำเร็จหรือไม่หนอ ทรงเห็นว่าสำเร็จ จึงตรัสว่า ท่านปรารถนาอัครฐานอันใหญ่โต พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม จักอุบัติขึ้นในที่สุดแสนกัปในอนาคต ท่านจักเป็นพระสาวกที่ ๓ ของพระโคดมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่ามหากัสสปเถระ.
               อุบาสกได้ฟังพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว คิดว่า ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ตรัสเป็นคำ ๒ จึงได้สำคัญสมบัตินั้นเหมือนดังจะได้ในวันพรุ่งนี้. อุบาสกนั้นดำรงอยู่ชั่วอายุ ถวายทานมีประการต่างๆ รักษาศีลกระทำกุศลกรรมนานัปประการ ตายไปในอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในสวรรค์. จำเดิมแต่นั้น เขาเสวยสมบัติทั้งในเทวดาและมนุษย์.
               ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เมื่อพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอาศัยกรุงพันธุมดี ประทับอยู่ในมฤคทายวันอันเกษม ก็จุติจากเทวโลกไปเกิดในตระกูลพราหมณ์เก่าแก่ตระกูลหนึ่ง.
               ก็ในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามวิปัสสี ตรัสพระธรรมเทศนาทุกๆ ปีที่ ๗ ได้มีความโกลาหลใหญ่หลวง. เทวดาทั้งหลายทั่วชมพูทวีป ได้บอกพราหมณ์นั้นว่า พระศาสดาจักทรงแสดงธรรม. พราหมณ์ได้สดับข่าวนั้น.
               พราหมณ์นั้นมีผ้านุ่งอยู่ผืนเดียว นางพราหมณีก็เหมือนกัน แต่ทั้งสองคนมีผ้าห่มอยู่ผืนเดียวเท่านั้น จึงปรากฏไปทั่วพระนครว่า เอกสาฎกพราหมณ์. เมื่อพวกพราหมณ์ประชุมกันด้วยกิจบางอย่าง ต้องให้นางพราหมณีอยู่บ้าน ตนเองไป. เมื่อ (ถึงคราว) พวกพราหมณีประชุมกัน ตนเองต้องอยู่บ้าน นางพราหมณีห่มผ้านั้นไป (ประชุม).
               ก็ในวันนั้น พราหมณ์พูดกะพราหมณีว่า แม่มหาจำเริญ เธอจักฟังธรรมกลางคืนหรือกลางวัน. พราหมณีพูดว่า พวกฉันชื่อว่าเป็นหญิงแม่บ้าน ไม่อาจฟังกลางคืนได้ขอฟังกลางวันเถิด แล้วให้พราหมณ์อยู่เฝ้าบ้าน (ตนเอง) ห่มผ้านั้นไปตอนกลางวันพร้อมกับพวกอุบาสิกา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฟังธรรมแล้วกลับมาพร้อมกับพวกอุบาสิกา. ทีนั้น พราหมณ์ได้ให้พราหมณีอยู่บ้าน (ตนเอง) ห่มผ้านั้นไปวิหาร.
               สมัยนั้น พระบรมศาสดาประทับนั่งบนธรรมาสน์ที่เขาตกแต่งไว้ท่ามกลางบริษัท ทรงจับพัดอันวิจิตร ตรัสธรรมกถาประหนึ่งทำสัตว์ให้ข้ามอากาศคงคา และประหนึ่งทรงกระทำเขาสิเนรุให้เป็นโม่กวนสาคร ฉะนั้น.
               เมื่อพราหมณ์นั่งฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท ปีติ ๕ ประการเกิดขึ้นเต็มทั่วสรีระในปฐมยามนั่นเอง พราหมณ์นั้นดึงผ้าที่ตนห่มออกมาคิดว่า จักถวายพระทศพล. ครั้งนั้น ความตระหนี่ชี้โทษถึงพันประการเกิดขึ้นแก่พราหมณ์นั้นว่า พราหมณีกับเรามีผ้าห่มผืนเดียวเท่านั้น ผ้าห่มผืนอื่นไรๆ ไม่มี ก็ธรรมดาว่าไม่ห่มก็ออกไปข้างนอกไม่ได้จึงตกลงใจไม่ต้องการถวายโดยประการทั้งปวง.
               ครั้นเมื่อปฐมยามล่วงไป ปีติเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละเกิดขึ้นแก่พราหมณ์นั้น แม้ในมัชฌิมยาม พราหมณ์คิดเหมือนอย่างนั้นแล้วไม่ได้ถวายเหมือนเช่นนั้น.
               ครั้นเมื่อมัชฌิมยามล่วงไป ปีติเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละเกิดขึ้นแก่พราหมณ์นั้นแม้ในปัจฉิมยาม. พราหมณ์นั้นคิดว่า เป็นไรเป็นกัน ค่อยรู้กันทีหลัง ดังนี้แล้วดึงผ้ามาวางแทบพระบาทพระบรมศาสดา. ต่อแต่นั้น ก็งอมือซ้ายเอามือขวาตบลง ๓ ครั้งแล้วบันลือขึ้น ๓ วาระว่า ชิตํ เม ชิตํ เม ชิตํ เม (เราชนะแล้วๆ).
               สมัยนั้น พระเจ้าพันธุมราชประทับนั่งสดับธรรมอยู่ภายในม่านหลังธรรมาสน์ อันธรรมดาพระราชาไม่ทรงโปรดเสียงว่า ชิ ตํ เม ชิ ตํ เม จึงส่งราชบุรุษไปด้วยพระดำรัสว่า เธอจงไปถามพราหมณ์นั้นว่า เขาพูดทำไม.
               พราหมณ์นั้นถูกราชบุรุษไปถาม จึงกล่าวว่า คนอื่นนอกจากข้าพเจ้า ขึ้นยานคือช้างเป็นต้น ถือดาบและโล่หนังเป็นต้น จึงได้ชัยชนะกองทัพข้าศึก ชัยชนะนั้น ไม่น่าอัศจรรย์ ส่วนเราได้ย่ำยีจิตตระหนี่แล้ว ถวายผ้าที่ห่มอยู่แด่พระทศพล เหมือนคนเอาฆ้อนทุบหัวโคโกงที่ตามมาข้างหลัง ทำให้มันหนีไป ชัยชนะของเรานั้นจึงน่าอัศจรรย์.
               ราชบุรุษจึงไปกราบทูลเรื่องราวนั้นแด่พระราชา.
               พระราชารับสั่งว่า พนาย พวกเราไม่รู้สิ่งที่สมควรแก่พระทศพล พราหมณ์รู้ จึงให้ส่งผ้าคู่หนึ่ง (ผ้านุ่งกับผ้าห่ม) ไปพระราชทาน.
               พราหมณ์เห็นผ้าคู่นั้นแล้วคิดว่า พระราชานี้ไม่พระราชทานอะไรเป็นครั้งแรกแก่เราผู้นั่งนิ่งๆ เมื่อเรากล่าวคุณทั้งหลายของพระบรมศาสดาจึงได้พระราชทาน จะมีประโยชน์อะไรแก่เรากับผ้าคู่ที่อาศัยพระคุณของพระบรมศาสดาเกิดขึ้น จึงได้ถวายผ้าคู่แม้คู่นั้นแด่พระทศพลเสียเลย.
               พระราชาตรัสถามว่า พราหมณ์ทำอย่างไร ทรงสดับว่า พราหมณ์ถวายผ้าคู่ แม้นั้นแด่พระตถาคตเท่านั้น จึงรับสั่งให้ส่งผ้าคู่ ๒ ชุดแม้อื่นไปพระราชทาน. พราหมณ์นั้นได้ถวายผ้าคู่ ๒ ชุดแม้นั้น. พระราชาทรงส่งผ้าคู่ ๔ ชุดแม้อื่นไปพระราชทาน ทรงส่งไปพระราชทานถึง ๓๒ คู่ด้วยประการอย่างนี้.
               ลำดับนั้น พราหมณ์คิดว่า การทำดังนี้เป็นเหมือนให้เพิ่มขึ้นแล้วจึงจะรับเอา จึงถือเอาผ้า ๒ คู่ คือเพื่อประโยชน์แก่ตนคู่ ๑ เพื่อนางพราหมณีคู่ ๑ แล้วถวายเฉพาะพระทศพล ๓๐ คู่.
               จำเดิมแต่นั้น พราหมณ์ก็ได้เป็นผู้สนิทสนมกับพระบรมศาสดา.
               ครั้นวันหนึ่ง พระราชาทรงสดับธรรมในสำนักของพระบรมศาสดาในฤดูหนาว ได้พระราชทานผ้ากัมพลแดงสำหรับห่มส่วนพระองค์มีมูลค่าพันหนึ่งกะพราหมณ์ แล้วรับสั่งว่า จำเดิมแต่นี้ไป ท่านจงห่มผ้ากัมพลแดงผืนนี้ฟังธรรม. พราหมณ์นั้นคิดว่า เราจะประโยชน์อะไรกับผ้ากัมพลแดงนี้ที่จะน้อมนำเข้าไปในกายอันเปื่อยเน่านี้ จึงได้ทำเป็นเพดานเหนือเตียงของพระตถาคตในภายในพระคันธกุฎี แล้วก็ไป.
               อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปพระวิหารแต่เช้าตรู่ ประทับนั่งในที่ใกล้พระบรมศาสดาในพระคันธกุฎี ก็ในขณะนั้น พระพุทธรัศมีมีพรรณ ๖ ประการกระทบที่ผ้ากัมพล ผ้ากัมพลก็บรรเจิดจ้าขึ้น พระราชาทอดพระเนตรเห็นก็จำได้จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผ้ากัมพลผืนนี้ของข้าพระองค์ๆ ให้เอกสาฎกพราหมณ์.
               มหาบพิตร พระองค์บูชาพราหมณ์ พราหมณ์บูชาอาตมภาพ.
               พระราชาทรงเลื่อมใสว่า พราหมณ์รู้สิ่งที่เหมาะที่ควร เราไม่รู้ จึงพระราชทานสิ่งที่เป็นของเกื้อกูลแก่มนุษย์ทุกอย่างๆ ละ ๘ ชนิด ๘ ครั้ง ให้เป็นของประทานชื่อว่า สัพพัฏฐกทาน แล้วทรงตั้งให้เป็นปุโรหิต. พราหมณ์นั้นคิดว่า ชื่อว่าของ ๘ ชนิด ๘ ครั้งก็เป็น ๖๔ ชนิด จึงตั้งสลากภัต ๖๔ ที่ให้ทาน รักษาศีลตลอดชีวิต จุติจากชาตินั้นไปเกิดในสวรรค์ จุติจากสวรรค์กลับมาเกิดในเรือนของกุฏุมพี ในกรุงพาราณสี ในระหว่างกาลของพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าโกนาคมน์และพระกัสสปทศพล ในกัปนี้ เขาเจริญวัยก็แต่งงานมีเหย้าเรือน วันหนึ่งเดินเที่ยวพักผ่อนไปในป่า.
               ก็สมัยนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้ากระทำจีวรกรรม (คือการเย็บจีวร) อยู่ที่ริมแม่น้ำ ผ้าอนุวาต (ผ้าแผ่นบางๆ ที่ทาบไปตามชายสบงจีวรและสังฆาฏิ) ไม่พอจึงเริ่มจะพับเก็บ. เขาเห็นเข้าจึงกล่าวถามว่า เพราะอะไรจึงจะพับเก็บเสียเล่า เจ้าข้า. พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า ผ้าอนุวาตไม่พอ. กุฏุมพีกล่าวว่า โปรดเอาผ้าสาฎกนี้ทำเถิด เจ้าข้า. เขาถวายผ้าสาฎกแล้ว ตั้งความปรารถนาว่า ในที่ที่ข้าพเจ้าเกิดแล้วๆ ความเสื่อมไรๆ ขอจงอย่าได้มี.
               ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปบิณฑบาตแม้ในเรือนของเขา ในเมื่อภรรยากับน้องสาวกำลังทะเลาะกัน.
               ที่นั้น น้องสาวของเขาถวายบิณฑบาตแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว กล่าวอย่างนี้มุ่งถึงภรรยาของเขา ตั้งความปรารถนาว่า ขอให้เราห่างไกลหญิงพาลเห็นปานนี้ร้อยโยชน์. ภรรยาของเขายืนอยู่ที่ลานบ้านได้ยินจึงคิดว่า พระรูปนี้จงอย่าได้ฉันอาหารที่นางคนนี้ถวาย จึงจับบาตรมาเทบิณฑบาตทิ้งแล้วเอาเปือกตมมาใส่จนเต็ม.
               นางเห็นจึงกล่าวว่า หญิงพาลเจ้าจงด่าจงบริภาษเราก่อนเถิด การเทภัตตาหารจากบาตรของท่านผู้ได้บำเพ็ญบารมีมา ๒ อสงไขยเห็นปานนี้ แล้วใส่เปือกตมให้ไม่สมควรเลย.
               ครั้งนั้น ภรรยาของเขาเกิดความสำนึกขึ้นได้จึงกล่าวว่า โปรดหยุดก่อนเจ้าข้า แล้วเทเปือกตมออกล้างบาตร ชโลมด้วยผงเครื่องหอมแล้วได้ใส่ของมีรสอร่อย ๔ อย่างเต็มบาตรแล้ววางถวายบาตรอันผุดผ่องด้วยเนยใส มีสีเหมือนกลีบปทุมอันลาดรดลงข้างบนในมือของพระปัจเจกพุทธเจ้า ตั้งความปรารถนาว่า สรีระของเราจงผุดผ่องเหมือนบิณฑบาตอันผุดผ่องนี้เถิด.
               พระปัจเจกพุทธเจ้าอนุโมทนาแล้วเหาะขึ้นสู่อากาศ.
               ผัวเมียแม้ทั้งสองนั้นดำรงอยู่ชั่วอายุแล้วไปเกิดบนสวรรค์ จุติจากสวรรค์นั้นอีกครั้ง อุบาสกเกิดเป็นบุตรเศรษฐีมีสมบัติ ๘๐ โกฏิในกรุงพาราณสี ในครั้งพระกัสสปทศพลสัมมาสัมพุทธเจ้า ฝ่ายภรรยาเกิดเป็นธิดาของเศรษฐีเหมือนกัน เมื่อเขาเจริญวัย พวกญาติก็นำธิดาของเศรษฐีคนนั้นแหละมา.
               ด้วยอานุภาพของกรรมซึ่งมีวิบากอันไม่น่าปรารถนาในชาติก่อน พอนาง (ถูกส่งตัว) เข้าไปยังตระกูลของสามี ทั่วทั้งสรีระเกิดกลิ่นเหม็นเหมือนส้วมที่เขาเปิดไว้ (ตั้งแต่ย่างเข้าไป) ภายในธรณีประตู. เศรษฐีกุมารถามว่า นี้กลิ่นของใคร ได้ฟังว่าของลูกสาวเศรษฐี จึงกล่าวว่า นำออกไปๆ แล้วส่งกลับไปเรือนตระกูล โดยทำนองที่มา นางถูกส่งกลับมาถึง ๗ แห่งโดยทำนองนี้นั่นแล.
               ก็สมัยนั้น พระกัสสปทศพลเสด็จปรินิพพานแล้ว พุทธศาสนิกชนเริ่มก่อพระเจดีย์สูงโยชน์หนึ่งด้วยอิฐทองสีแดงทั้งหนาทั้งแน่น มีราคาก้อนละหนึ่งแสน. เมื่อเขากำลังสร้างพระเจดีย์กันอยู่ เศรษฐีธิดาคนนั้นคิดว่า เราต้องถูกส่งกลับถึง ๗ แห่งแล้ว จะประโยชน์อะไรกับชีวิตของเรา จึงให้ยุบสิ่งของเครื่องประดับตัว ทำอิฐทองยาวศอก กว้างคืบ สูง ๔ นิ้ว ต่อแต่นั้นถือก้อนหรดาลและมโนสิลา เก็บเอาดอกบัว ๘ กำไปยังสถานที่ที่สร้างพระเจดีย์.
               ขณะนั้น๑- แถวก้อนอิฐแถวหนึ่งก่อมาต่อกันขาดอิฐแผ่นต่อเชื่อม นางจึงพูดกับช่างว่า ท่านจงวางอิฐก้อนนี้ตรงนี้. นายช่างกล่าวว่า นางผู้เจริญ ท่านมาได้เวลา จงวางเองเถิด.
____________________________
๑- ปาฐะว่า อิฏฺฐกา สนฺธึ ปริกฺขิปิตฺวา พม่าเป็น อิฏฺฐกาปนฺติ ปริกฺขิปิตฺวา แปลตามพม่า.

               นางจึงขึ้นไปเอาน้ำมันผสมกับหรดาลและมโนสิลาวางอิฐติดอยู่ได้ด้วยเครื่องยึดนั้น แล้วบูชาด้วยดอกอุบล ๘ กำมือข้างบน (อิฐ) ไหว้แล้วตั้งความปรารถนาว่า ในที่ที่เราเกิดกลิ่นจันทน์จงฟุ้งออกจากตัว กลิ่นอุบลจงฟุ้งออกจากปาก แล้วไหว้พระเจดีย์ ทำประทักษิณแล้วกลับไป.
               ครั้นแล้วในขณะนั้นเอง เศรษฐีบุตรก็เกิดสติปรารภถึงเศรษฐีธิดาที่เขานำมาเรือนครั้งแรก. แม้ในพระนครก็มีนักขัตฤกษ์เสียงกึกก้อง เขาจึงพูดกับคนรับใช้ว่า คราวนั้น เขานำเศรษฐีธิดามาในที่นี้ นางอยู่ที่ไหน. คนรับใช้กล่าวว่า อยู่ที่เรือนตระกูลขอรับ นายท่าน. เศรษฐีบุตรกล่าวว่า พวกท่านจงพามา เราจักเล่นนักขัตฤกษ์กับนาง. พวกคนรับใช้ไปไหว้นางแล้ว ยืนอยู่ถูกนางถามว่า พ่อทั้งหลายมาทำไมกัน จึงบอกเรื่องราวที่มานั้น.
               นางกล่าวว่า พ่อทั้งหลาย เราเอาเครื่องอาภรณ์บูชาพระเจดีย์เสียแล้ว เราไม่มีเครื่องอาภรณ์. คนรับใช้เหล่านั้นจึงไปบอกแก่บุตรเศรษฐี. บุตรเศรษฐีกล่าวว่า จงนำมาเถอะ นางจักได้เครื่องประดับนั้น พวกเขาจึงไปนำนางมา กลิ่นจันทน์และกลิ่นอุบลขาบฟุ้งไปทั่วเรือนพร้อมกับที่นางเข้าไปในเรือน. บุตรเศรษฐีจึงถามนางว่า ครั้งแรก กลิ่นเหม็นฟุ้งออกจากตัวก่อน แต่บัดนี้ กลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากตัว กลิ่นอุบลฟุ้งออกจากปากของเธอ นี่อะไรกัน.
               ธิดาเศรษฐีจึงบอกกรรมที่ตนกระทำตั้งแต่ต้น.
               บุตรเศรษฐีเลื่อมใสว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นนิยยานิกธรรมหนอ จึงเอาเครื่องปกคลุมที่ทำด้วยผ้ากัมพลหุ้มพระเจดีย์ทองมีประมาณโยชน์หนึ่ง แล้วเอาดอกประทุมทองขนาดเท่าล้อรถประดับที่พระเจดีย์ทองนั้น. ดอกประทุมทองที่แขวนห้อยไว้มีขนาด ๑๒ ศอก.
               บุตรเศรษฐีนั้นดำรงอยู่ชั่วอายุในมนุษยโลกนั้นแล้วเกิดในสวรรค์ จุติจากสวรรค์นั้นบังเกิดในตระกูลอำมาตย์ตระกูลหนึ่ง (ซึ่งพำนักอยู่) ในที่ประมาณโยชน์หนึ่งจากกรุงพาราณสี. ฝ่ายลูกสาวเศรษฐีจุติจากเทวโลกเกิดเป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่ในราชตระกูล.
               เมื่อคนทั้งสองนั้นเจริญวัย เขาป่าวร้องงานนักขัตฤกษ์ในหมู่บ้านที่กุมารอยู่.
               กุมารนั้นกล่าวกะมารดาว่า แม่จ๋า แม่จงให้ผ้าสาฎกฉัน ฉันจะเล่นนักขัตฤกษ์ มารดาได้นำผ้าที่ใช้แล้วมาให้. เขาปฏิเสธว่า ผ้านี้หยาบจ้ะแม่. นางก็นำผืนอื่นมาให้ แม้ผ้าผืนนั้น เขาก็ปฏิเสธ. ทีนั้น มารดาจึงกล่าวกะเขาว่า พ่อ เราเกิดในเรือนเช่นนี้ พวกเราไม่มีบุญที่จะได้ผ้าเนื้อละเอียดกว่านี้. เขากล่าวว่า แม่จ๋า ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไปยังที่ที่จะได้.
               มารดากล่าวว่า ลูกเอ๋ย แม่ปรารถนาให้เจ้าได้ราชสมบัติในกรุงพาราณสีวันนี้ทีเดียวน่ะ. เขาไหว้มารดาแล้วกล่าวว่า ฉันไปละแม่.
               มารดาว่า ไปเถอะพ่อ. นัยว่ามารดาของเขามีความคิดอย่างนี้ว่า มันจะไปไหน คงจักนั่งที่นี่ ที่นั่นอยู่ในเรือนหลังนี้แหละ.
               ก็กุมารนั้นออกไปตามกำหนดของบุญไปถึงกรุงพาราณสี นอนคลุมศีรษะอยู่บนแผ่นมงคลสิลาอาสน์ ในพระราชอุทยาน. ก็พระเจ้าพาราณสีนั้นสวรรคตแล้วเป็นวันที่ ๗. อำมาตย์ทั้งหลายทำการถวายพระเพลิงแล้วนั่งปรึกษาอยู่ที่พระลานหลวงว่า พระราชามีแต่พระธิดา ไม่มีพระราชโอรส ราชสมบัติไม่มีพระราชา ไม่สมควร ใครจะเป็นพระราชา ต่างพูดกันว่า ท่านเป็น ท่านเป็น.
               ปุโรหิตกล่าวว่า ไม่ควรเลือกมาก เอาเถอะ พวกเราจักเชิญเทวดาแล้วเสี่ยงบุษยรถ (รถเสี่ยงปล่อยไปเพื่อหาผู้ที่สมควรจะครองราชย์ เมื่อพระราชาองค์ก่อนสวรรคตแล้ว ไม่มีรัชทายาท) ไป.
               อำมาตย์เหล่านั้นเทียมม้าสินธพ ๔ ตัวมีสีดังดอกโกมุท แล้วตั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่างกับเศวตฉัตรไว้บนรถนั่นแหละ ปล่อยบุษยรถนั้นไปให้ประโคมดนตรีไปข้างหลัง. รถออกทางประตูด้านทิศปราจีน บ่ายหน้าไปทางพระราชอุทยาน. อำมาตย์บางพวกกล่าวว่า รถบ่ายหน้าไปทางพระราชอุทยาน เพราะความคุ้นเคย พวกท่านจงให้กลับมา. ปุโรหิตกล่าวว่า อย่าให้กลับ.
               รถทำประทักษิณกุมารแล้วได้หยุดเตรียมพร้อมที่จะให้ขึ้น ปุโรหิตเลิกชายผ้าห่มตรวจดูพื้นเท้ากล่าวว่า ทวีปนี้จงยกไว้ ผู้นี้สมควรครองราชย์ในทวีปทั้ง ๔ มีทวีปสองพันเป็นบริวาร แล้วสั่งให้ประโคมดนตรีขึ้น ๓ ครั้งว่า พวกท่านจงประโคมดนตรีขึ้นอีก.
               ครั้งนั้น กุมารเปิดหน้ามองดูแล้วพูดว่า พ่อทั้งหลาย พวกท่านมาด้วยกิจกรรมอะไรกัน. พวกอำมาตย์ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ราชสมบัติถึงแก่พระองค์.
               กุมาร. พระราชาไปไหน.
               อำมาตย์. ทิวงคตแล้ว นาย.
               กุมาร. ล่วงไปกี่วันแล้ว.
               อำมาตย์. วันนี้เป็นวันที่ ๗.
               กุมาร. พระราชโอรสหรือพระราชธิดาไม่มีหรือ?
               อำมาตย์. ข้าแต่สมมติเทพ พระราชธิดามี พระราชโอรสไม่มี.
               กุมาร. เราจักครองราชย์.
               อำมาตย์เหล่านั้นสร้างมณฑปสำหรับอภิเศกในขณะนั้นทันที ประดับพระราชธิดาด้วยเครื่องอลังการทุกอย่างนำมายังพระราชอุทยาน ทำการอภิเษกกับกุมาร.
               ครั้งนั้น เมื่อพระกุมารทำการอภิเษกแล้ว ประชาชนนำผ้ามีราคาแสนหนึ่งมาถวาย. พระกุมารกล่าวว่า นี้อะไรพ่อ. พวกอำมาตย์ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ผ้านุ่งพระเจ้าข้า,
               พระกุมาร. เนื้อหยาบมิใช่หรือ พ่อ. ผ้าอื่นที่เนื้อละเอียดกว่านี้ไม่มีหรือ?
               อำมาตย์. ข้าแต่สมมติเทพ ในบรรดาผ้าที่มนุษย์ทั้งหลายใช้สอย ผ้าที่เนื้อละเอียดกว่านี้ไม่มี พระเจ้าข้า.
               พระกุมาร. พระราชาของพวกท่านทรงนุ่งผ้าเห็นปานนี้หรือ?
               อำมาตย์. พระเจ้าข้า ข้าแต่สมมติเทพ.
               พระกุมาร. พระราชาของพวกท่านคงจะไม่มีบุญ พวกท่านจงนำพระเต้าทองมา เราจักได้ผ้า.
               อำมาตย์เหล่านั้นนำพระเต้าทองมาถวาย.
               พระกุมารนั้นลุกขึ้นล้างพระหัตถ์บ้วนพระโอฐ เอาพระหัตถ์วักน้ำสาดไปทางทิศตะวันออก. ในขณะนั้นเอง ต้นกัลปพฤกษ์ก็ชำแรกแผ่นดินทึบผุดขึ้นมา ๘ ต้น ทรงวักน้ำสาดไปอีกทั่วทิศ ๓ ทิศอย่างนี้ คือ ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ. ต้นกัลปพฤกษ์ผุดขึ้นในทิศทั้ง ๔ ทิศละ ๘ ต้น รวมเป็น ๓๒ ต้น.
               พระกุมารนั้นทรงนุ่งผ้าทิพผืนหนึ่ง ทรงห่มผืนหนึ่ง แล้วรับสั่งว่า พวกท่านจงเที่ยวตีกลองป่าวร้องอย่างนี้ว่า ในแว่นแคว้นของพระเจ้านันทราช พวกสตรีที่ทำหน้าที่กรอด้าย อย่ากรอด้วย ดังนี้แล้วให้ยกฉัตรขึ้นทรงประดับตกแต่งพระองค์ ทรงขึ้นช้างตัวประเสริฐเสด็จเข้าพระนคร ขึ้นสู่ปราสาทเสวยมหาสมบัติ.
               ครั้นกาลเวลาล่วงไปด้วยอาการอย่างนี้ วันหนึ่งพระเทวีเห็นมหาสมบัติของพระราชาแล้ว ทรงแสดงอาการของความกรุณาว่า โอ ท่านผู้มีตปะ. ถูกพระราชาตรัสถามว่า นี่อะไรกันนะ เทวี. จึงทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ สมบัติของพระองค์ยิ่งใหญ่ ในอดีตกาล พระองค์ได้ทรงเชื่อต่อพระพุทธะทั้งหลายได้ทำกรรมดีไว้ เดี๋ยวนี้ ยังไม่ทรงกระทำกุศลอันจะเป็นปัจจัยแก่อนาคต.
               พระราชาตรัสว่า เราจักให้แก่ใคร ผู้มีศีลไม่มี.
               พระเทวีทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ชมพูทวีปไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลายดอก พระองค์โปรดทรงตระเตรียมทานไว้เท่านั้น หม่อมฉันจะขอพระอรหันต์ในวันรุ่งขึ้น.
               พระราชารับสั่งให้ตระเตรียมทานไว้ที่ประตูด้านทิศปราจีน.
               พระเทวีทรงอธิษฐานองค์อุโบสถแต่เช้าตรู่บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออก หมอบลงบนปราสาทชั้นบนแล้วกล่าวว่า ถ้าพระอรหันต์มีอยู่ในทิศนี้ พรุ่งนี้ขอนิมนต์มารับภิกษาหารของข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด.
               ในทิศนั้นไม่มีพระอรหันต์ก็ได้ให้สักการะที่เตรียมไว้นั้นแก่คนกำพร้าและยาจก.
               ในวันรุ่งขึ้นตระเตรียมทานไว้ทางประตูทิศใต้ แล้วได้กระทำเหมือนอย่างนั้น.
               ในวันรุ่งขึ้นทางประตูทิศตะวันตกก็ได้กระทำเหมือนอย่างนั้น.
               ก็ในวันที่ทรงตระเตรียมไว้ทางประตูทิศเหนือ พระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นพี่ชายของพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ผู้เป็นโอรสของพระนางปทุมวดี อยู่ในป่าหิมวันต์ เรียกพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นน้องชายซึ่งถูกพระเทวีนิมนต์อย่างนั้นมาว่า ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย พระเจ้านันทราชนิมนต์ ท่านทั้งหลายจงรับนิมนต์ของท้าวเธอเถิด.
               พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นรับนิมนต์แล้ว ในวันรุ่งขึ้นล้างหน้าที่สระอโนดาดแล้วเหาะไปลงที่ประตูทิศเหนือ. พวกมนุษย์มากราบทูลแก่พระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์มาแล้ว พระเจ้าข้า.
               พระราชาเสด็จไปพร้อมกับพระเทวี ไหว้แล้วรับบาตรนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายขึ้นสู่ปราสาท ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นบนปราสาทนั้น. ในเวลาเสร็จภัตตกิจ พระราชาหมอบที่ใกล้เท้าพระสังฆเถระ พระเทวีหมอบที่ใกล้เท้าพระสังฆนวกะ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจักไม่ลำบากด้วยเรื่องปัจจัย และข้าพเจ้าทั้งหลายก็จักไม่ทำบุญให้เสื่อม ขอท่านทั้งหลายจงให้ปฏิญญาเพื่ออยู่ในที่นี้ตลอดอายุของข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด.
               ครั้นให้ท่านรับปฏิญญาแล้วจึงให้ตกแต่งสถานที่สำหรับอยู่อาศัยแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นในพระอุทยาน โดยอาการทั้งปวง คือ บรรณศาลา ๕๐๐ หลัง ที่จงกรม ๕๐๐ ที่ แล้วให้ท่านอยู่ในที่นั้นนั่นแล. ครั้นกาลเวลาล่วงไปด้วยประการอย่างนั้น เมืองชายแดนของพระราชาก่อการกำเริบขึ้น. พระองค์ทรงโอวาทพระเทวีว่า พี่จะไประงับเมืองชายแดน เธออย่าละเลยพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วเสด็จออกไปจากพระนคร.
               เมื่อพระองค์ยังไม่เสด็จกลับ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายก็สิ้นอายุสังขาร.
               พระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้าเล่นฌานตลอดราตรีทั้ง ๓ ยาม ในเวลาอรุณขึ้นยืนเหนี่ยวแผ่นกระดานสำหรับยึด ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าที่เหลือทั้งหมดทีเดียว ก็ปรินิพพานแล้วโดยวิธีนั้น.
               ในวันรุ่งขึ้น พระเทวีให้กระทำที่นั่งของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ให้ชะอุ่มด้วยของสดเขียว โปรยดอกไม้ จุดเครื่องหอม นั่งคอยพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมา เมื่อไม่เห็นมาจึงส่งราชบุรุษไปว่า พ่อจงไป จงรู้ว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่มีความผาสุกอย่างไร?
               ราชบุรุษนั้นไปแล้วเปิดประตูบรรณศาลาของพระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อไม่พบในบรรณศาลานั้น จึงไปยังที่จงกรม เห็นท่านยืนพิงแผ่นกระดานสำหรับยึด จึงไหว้แล้วกล่าวว่า ได้เวลาแล้วเจ้าข้า. สรีระของท่านผู้ปรินิพพานแล้ว จักพูดได้อย่างไร.
               ราชบุรุษนั้นคิดว่าเห็นจะหลับ จึงเดินไปเอามือลูบที่หลังเท้า รู้ว่าปรินิพพานแล้ว เพราะเท้าทั้งสองเย็นและแข็ง จึงไปยังสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ที่ ๒ เมื่อรู้ว่าองค์ที่ ๒ ปรินิพพานแล้วอย่างนั้น ก็ไปยังสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ที่ ๓ รู้ว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าทุกองค์ปรินิพพานแล้วด้วยประการดังนี้ จึงไปยังราชสกุล.
               พระเทวีตรัสถามว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายไปไหนพ่อ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระเทวี พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพานแล้ว. พระเทวีทรงกรรแสงคร่ำครวญเสด็จออกไปที่บรรณศาลานั้นพร้อมกับชาวเมือง รับสั่งให้เล่นสาธุกีฬา (การเล่นที่เกี่ยวกับเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) กระทำฌาปนกิจสรีระของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วเก็บธาตุสร้างพระเจดีย์ไว้.
               พระราชาทรงปราบเมืองชายแดนให้สงบแล้วเสด็จกลับมา รับสั่งถามพระเทวีผู้เสด็จมาต้อนรับว่า แม่มหาจำเริญ เธอไม่ประมาท (คือไม่ละเลย) ในพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายหรือ? พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายสบายดีหรือ?
               พระเทวีทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายปรินิพพานเสียแล้ว.
               พระราชาทรงพระดำริว่า มรณะยังเกิดแก่บัณฑิตทั้งหลายเห็นปานนี้ พวกเราจะพ้นไปแต่ไหน พระองค์ไม่เสด็จไปพระนคร เสด็จเข้าไปยังพระราชอุทยานเลยทีเดียว รับสั่งให้เรียกพระโอรสองค์ใหญ่มาแล้วมอบราชสมบัติแก่พระโอรสนั้นแล้วโอวาท. ส่วนพระองค์ทรงผนวชเป็นสมณะประเภทหนึ่ง. ฝ่ายพระเทวีเมื่อพระราชาทรงผนวชแล้วทรงดำริว่า เราจะทำอะไร จึงทรงผนวชอยู่ในพระราชอุทยานนั้นเอง พระราชาและพระเทวีแม้ทั้งสองนั้นบำเพ็ญฌานได้จุติจากอัตตภาพนั้นไปบังเกิดในพรหมโลก.
               เมื่อคนทั้งสองนั้นอยู่ในพรหมโลกนั้นนั่นแหละ พระศาสดาของเราทั้งหลายอุบัติขึ้นในโลกประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์โดยลำดับ.
               เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์นั้น ปิบผลิมาณพนี้บังเกิดในท้องภรรยาหลวงของกบิลพราหมณ์ในพราหมณ์คามชื่อมหาติตถะ ในมคธรัฐ. นางภัททากาปิลานี นี้บังเกิดในท้องของภรรยาหลวงของพราหมณ์โกลิยโคตร ในสาคลนครในมคธรัฐ.
               เมื่อชนทั้งสองนั้นเติบโตขึ้นโดยลำดับ เมื่อนางภัททามีอายุถึงปีที่ ๑๖ ในปีที่ ๒๐ ของปิบผลิมาณพ บิดามารดามองดูบุตรแล้วแค่นได้อย่างหนักว่า พ่อ เจ้าก็เติบโตแล้ว ธรรมดาว่าตระกูลวงศ์จำต้องให้ดำรงอยู่.
               มาณพกล่าวว่า ท่านทั้งสองอย่าได้กล่าวถ้อยคำเห็นปานนี้เข้าหูลูกเลย ลูกจะปฏิบัติตราบเท่าที่ท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ต่อเมื่อท่านทั้งสองล่วงลับไปแล้ว ลูกจักบวช. บิดามารดาให้เวลาล่วงเลยไป ๒-๓ วันก็กล่าวอีก แม้มาณพนั้นก็ปฏิเสธเหมือนเดิมนั้นแหละ ตั้งแต่นั้น มารดาได้กล่าว (ถึงการแต่งงาน) อยู่เรื่อยๆ ทีเดียว.
               มาณพคิดว่า เราจะยังมารดาให้ยินยอม จึงเอาทองคำสีสุกปลั่งพันลิ่ม ให้ช่างทองทำรูปหญิงคนหนึ่ง ในเวลาเสร็จงานมีการขัดและบุบเป็นต้นซึ่งรูปหญิงนั้น จึงให้รูปหญิงนั้นนุ่งผ้าแดง ประดับด้วยดอกไม้อันสมบูรณ์ด้วยสีและเครื่องประดับต่างๆ แล้วให้เรียกมารดามาพูดว่า คุณแม่ เมื่อลูกได้อารมณ์เห็นปานนี้จึงจะแต่งงาน ถ้าไม่ได้จักไม่แต่ง.
               นางพราหมณีเป็นคนมีปัญญาจึงคิดว่า บุตรของเราเป็นผู้มีบุญ ให้ทานไว้แล้ว สร้างอภินิหารไว้แล้ว เมื่อจะกระทำบุญคงจะไม่ทำคนเดียว หญิงผู้ทำบุญร่วมกับบุตรของเรานี้ จักมีส่วนเปรียบด้วยทองคำแน่แท้ จึงให้เรียกพราหมณ์ ๘ คนมาเลี้ยงดูให้อิ่มหนำด้วยสิ่งที่ต้องการทุกอย่าง ให้ยกรูปทองคำ ขึ้นตั้งบนรถแล้วส่งไปว่า พ่อทั้งหลายจงพากันไป พบเห็นทาริกาเห็นปาน (ดังรูปทอง) นี้ ในตระกูลที่เสมอกันกับเราโดยชาติ โคตรและโภคทรัพย์ในที่ใด จงให้รูปทองนี้แหละให้เป็นบรรณการในที่นั้น.
               พราหมณ์เหล่านั้นพากันออกไปด้วยตระหนักว่า นี้เป็นกิจกรรมชื่อว่าของพวกเรา จึงคิดว่าจะไปที่ไหน ตกลงกันว่า ธรรมดามัททรัฐเป็นบ่อเกิดแห่งสตรี พวกเราจักไปมัททรัฐ ดังนี้แล้ว จึงได้ไปยังสาคลนครในมัททรัฐ.
               ครั้งนั้น แม่นมของนางภัททาให้นางภัททาอาบน้ำแล้วแต่งตัวให้นั่งในห้องอันโอ่อ่าแล้ว (ตนเอง) จะไปอาบน้ำ เห็นรูปนั้นจึงขู่ด้วยเข้าใจว่าธิดาแห่งแม่เจ้าของเรามาที่นี้ กล่าวว่า แน่ะแม่หัวดื้อ มาที่นี้ทำไม แล้วเงื้อฝ่ามือตีที่ข้างแก้ม (พร้อมกับ) พูดว่าจงรีบไป. มือสะท้อนเหมือนตีหิน. แม่นมนั้นรู้ว่าเป็นของแข็งด้วยอาการอย่างนี้จึงเลี่ยงไปพูดว่า เราเห็นรูปทองเข้าก็เกิดความเข้าใจว่าธิดาแห่งแม่เจ้าของเรา ก็นางนี้ แม้จะเป็นผู้รับผ้านุ่งของธิดาแห่งแม่เจ้าของเรา ก็ยังไม่เหมาะสม.
               ทีนั้น พวกมนุษย์เหล่านั้นพากันห้อมล้อมนางแล้วถามว่า ธิดาแห่งเจ้านายของท่าน เห็นปานนี้ไหม? หญิงแม่นมพูดว่า นางนี่น่ะหรือ ธิดาแห่งแม่เจ้าของเรางามยิ่งกว่านางนี้ร้อยเท่า พันเท่า เมื่อเธอนั่งอยู่ในห้องประมาณ ๑๒ ศอก กิจด้วยดวงประทีปไม่มี เธอขจัดความมือด้วยแสงสว่างจากสรีระนั้นแหละ.
               พวกมนุษย์เหล่านั้นกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น จงมากันเถอะ แล้วถือเครื่องบูชา ยกรูปทองคำขึ้นบนรถแล้วหยุดอยู่ที่ประตูบ้านของพราหมณ์โกสิยโคตร แจ้งให้ทราบถึงการมา.
               พราหมณ์ทำปฏิสันถารแล้วถามว่า พวกท่านมาจากไหน? ชนเหล่านั้นตอบว่า มาจากเรือนของกบิลพราหมณ์ ในมหาติตถคาม ในมคธรัฐ. พราหมณ์ถาม มาเพราะเหตุไร? ชนเหล่านั้นตอบเพราะเหตุชื่อนี้.
               พราหมณ์กล่าวว่า งามละพ่อทั้งหลาย พราหมณ์ของพวกเรามีชาติ โคตรและทรัพย์สมบัติเสมอกัน เราจักให้ทาริกา (ลูกสาว) ดังนี้แล้วก็รับเครื่องบรรณาการ.
               ชนเหล่านั้นส่งข่าวแก่กบิลพราหมณ์ว่า ได้ทาริกาแล้ว ท่านจงทำสิ่งที่จะต้องทำ.
               กบิลพราหมณ์ได้สดับข่าวนั้นแล้วจึงบอกแก่ปิบผลิมาณพว่า เขาว่าได้ทาริกาแล้ว.
               มาณพคิดว่า เราคิดว่าจักไม่ได้ คนเหล่านี้พูดว่าได้แล้ว เราไม่มีความต้องการ จักส่งหนังสือไป (ให้รู้) แล้วไปในที่ลับ เขียนหนังสือว่า แม่ภัททาจงได้คู่ครองเรือนอันสมควรแก่ชาติ โคตรและทรัพย์สมบัติของตน เราจักออกบวช จะได้ไม่เดือดร้อนในภายหลัง.
               แม้นางภัททาได้ฟังว่า เขาใคร่จะให้เราแก่คนโน้น จึงไปในที่ลับเขียนหนังสือว่า ลูกเจ้าจงได้คู่ครองเรือนอันสมควรแก่ชาติ โคตรและทรัพย์สมบัติของตน เราจักออกบวช จะได้ไม่เดือดร้อนในภายหลัง.
               หนังสือทั้งสองฉบับมาประจวบกันในระหว่างทาง. ชนเหล่านั้น เมื่อถูกฝ่ายนางภัททาถามว่านี้หนังสือของใคร ก็กล่าวว่าปิบผลิมาณพส่งให้นางภัททา และเมื่อถูกฝ่ายปิบผลิมาณพถามว่านี้ของใคร ก็กล่าวว่านางภัททาส่งให้ปิบผลิมาณพ จึงพากันอ่านหนังสือแม้ทั้งสองฉบับ แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงดูการกระทำของเด็กๆ แล้วฉีกทิ้งไปในป่า เขียนหนังสืออันมีข้อความเสมอกันส่งไปให้คนทั้งสองนั้น ทั้งฝ่ายนี้และฝ่ายโน้น ดังนั้น คนทั้งสองนั้นไม่ปรารถนาเลย ก็ได้มา (อยู่) ร่วมกัน.
               ในวันนั้นแล แม้มาณพก็เอาพวงดอกไม้พวงหนึ่งวางไว้ แม้นางภัททากาปิลานีก็เอาพวงดอกไม้พวงหนึ่งวางไว้. คนแม้ทั้งสองบริโภคอาหารเย็นแล้ว วางพวงดอกไม้เหล่านั้นไว้กลางที่นอน มาพร้อมกันด้วยหวังใจว่าจักขึ้นที่นอน มาณพขึ้นที่นอนทางด้านขวา นางภัททาขึ้นที่นอนทางด้านซ้ายแล้วกล่าวว่า ดอกไม้ในด้านของคนใดเหี่ยว พวกเราจักรู้ได้ว่าราคจิตเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้นั้น เพราะเหตุนั้น พวงดอกไม้นี้เราจึงไม่แตะต้อง.
               ก็คนทั้งสองนั้นนอนไม่หลับตลอดราตรีทั้ง ๓ ยาม เพราะกลัวจะถูกตัวของกันและกัน จนราตรีล่วงไป. อนึ่ง ในเวลากลางวันก็ไม่มีแม้สักว่าการยิ้มหัว. คนทั้งสองนั้นไม่เกี่ยวข้องด้วยเรื่องโลกามิส ไม่จัดการทรัพย์สมบัติตราบเท่าที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ เมื่อบิดามารดากระทำกาลกิริยาไปแล้ว จึงจัดการ.
               ปิบผลิมาณพมีสมบัติ (คิดเป็นเงิน) ๘๗ โกฏิ เฉพาะผงทองคำที่ใช้ขัดสีสรีระแล้วทิ้งไปวันหนึ่งๆ ควรได้ประมาณ ๑๒ ทะนานโดยทะนานมคธ. มีเหมืองน้ำประมาณ ๖๐ แห่ง ติดเครื่องยนต์ มีการงานที่ทำ (กินเนื้อที่) ประมาณ ๑๒ โยชน์ มีหมู่บ้านทาส (๑๔ บ้าน) ขนาดเท่าเมืองอนุราธบุรี มีหัตถานึกคือกองช้าง ๑๔ กอง มีอัสสานึกคือกองม้า ๑๔ กอง มีรถานึกคือกองรถ ๑๔ กอง.
               วันหนึ่ง ปิบผลิมาณพนั้นขึ้นม้าที่ประดับตกแต่งแล้ว แวดล้อมด้วยมหาชนไปยังที่ทำงาน ยืนอยู่ปลายนา เห็นพวกนกมีกาเป็นต้นคุ้ยเขี่ยสัตว์มีไส้เดือนเป็นต้น จากรอยไถเอามากิน จึงถามว่า พ่อทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้กินอะไร?
               มหาชนตอบว่า นายท่าน มันกินไส้เดือน.
               มาณพถามว่า บาปที่สัตว์เหล่านี้ทำเป็นของใคร? มหาชนตอบว่า นายท่าน บาปเป็นของท่าน. มาณพคิดว่า ถ้าบาปที่สัตว์เหล่านี้กระทำตกเป็นของเราไซร้ ทรัพย์ ๘๗ โกฏิจักทำอะไรแก่เรา การงาน ๑๒ โยชน์ เหมืองน้ำติดเครื่องยนต์ ๖๐ แห่ง หมู่บ้านทาส (๑๔ แห่ง) จักทำอะไรแก่เรา เราจะมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้แก่ภัททากาปิลานี แล้วออกบวช.
               ขณะนั้น นางภัททากาปิลานีให้หว่านเมล็ดงา ๓ หม้อลงในระหว่างไร่ พวกแม่นมห้อมล้อมนั่งอยู่ เห็นพวกกากินสัตว์ในเมล็ดงาจึงถามว่า แม่ทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้กินอะไร?
               พวกแม่นมตอบว่า แม่เจ้า พวกมันกินสัตว์.
               นางถามว่า อกุศลจะเป็นของใคร? พวกแม่นมตอบว่า เป็นของแม่เจ้า จ๊ะ.
               นางคิดว่า เราได้ผ้า ๔ ศอกและข้าวสุกประมาณหนึ่งทะนานก็ควร ก็ถ้าอกุศลนี้อันชนมีประมาณเท่านี้กระทำจะเป็นของเราไซร้ เราไม่อาจยกหัวขึ้นจากวัฏฏะตั้ง ๑,๐๐๐ ภพ เมื่อลูกเจ้าพอมาถึง เราจะมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดแก่ลูกเจ้านั้นแล้วออกบวช.
               มาณพมาแล้วอาบน้ำขึ้นปราสาทนั่งบนแท่นอันควรค่ามาก. ครั้งนั้น พวกพ่อครัวจัดแจงโภชนะอันสมควรแก่พระเจ้าจักรพรรดิ. ชนแม้ทั้งสองบริโภคแล้ว เมื่อปริวารชนออกไปแล้ว ก็ไปในที่รโหฐาน นั่งในที่ที่มีความผาสุก.
               ลำดับนั้น มาณพกล่าวกะนางภัททาว่า แม่ภัททา เธอเมื่อจะมาเรือนนี้ นำเอาทรัพย์มาเท่าไร. นางภัททากล่าวว่า พ่อเจ้า นำมาห้าหมื่นห้าพันเล่มเกวียน. มาณพกล่าวว่า ทรัพย์ทั้งหมดนั่นกับทรัพย์ ๘๗ โกฏิในเรือนนี้ และสมบัติอันต่างด้วยเหมือง ๖๐ เหมืองเป็นต้นที่ติดเครื่องยนต์. ทั้งหมด เราขอมอบแก่เธอเท่านั้น.
               นางภัททากล่าวว่า พ่อเจ้า ก็ท่านเล่าจะไปไหน.
               มาณพ. เราจักบวช
               นางภัททา. แม้เราก็นั่งคอยการมาของท่านอยู่ แม้เราก็จักบวช.
               ภพทั้งสามปรากฏแก่คนทั้งสองนั้นเหมือนกุฎีใบไม้ถูกไฟไหม้ฉะนั้น.
               คนทั้งสองนั้นให้นำผ้ากาสายะและบาตรดินมาจากตลาด ต่างปลงผมให้กันและกัน กล่าวว่า การบวชของเราทั้งสองอุทิศพระอรหันต์ในโลก แล้วสอดบาตรลงในถุงคล้องที่ไหล่ลงจากปราสาท.
               บรรดาทาสหรือกรรมกรทั้งหลายในเรือน ใครๆ จำไม่ได้.
               ครั้งนั้น ชนหมู่บ้านทาสจำคนทั้งสองนั้นซึ่งออกจากบ้านพราหมณ์ กำลังเดินไปทางประตูบ้านทาสได้ด้วยอากัปกิริยาท่าทาง. ชนเหล่านั้นร้องไห้หมอบลงที่เท้ากล่าวว่า นายท่าน ท่านจะทำให้พวกข้าพเจ้าไร้ที่พึ่งหรือ.
               คนทั้งสองกล่าวว่า แน่ะพนาย เราทั้งหลายเห็นว่า ภพทั้งสามเหมือนบรรณศาลาถูกไฟไหม้ จึงได้บวช ถ้าเราจะกระทำบรรดาพวกท่านคนหนึ่งๆ ให้เป็นไทแม้ ๑๐๐ ปีก็ไม่พอ พวกท่านเท่านั้นจงล้างศีรษะของท่านเป็นไท เลี้ยงชีวิตอยู่เถิด. เมื่อชาวบ้านทาสเหล่านั้นคร่ำครวญอยู่นั่นแหละ ก็หลีกไปแล้ว.
               พระเถระเดินไปข้างหน้าหันกลับมาแลดูพลางคิดว่า ภัททากาปิลานีนี้เป็นหญิงมีค่าควรแก่ชมพูทวีปทั้งสิ้น เดินมาข้างหลังเรา มีฐานะอยู่ที่ใครๆ จะพึงคิดว่า ชนเหล่านี้แม้บวชแล้วก็ไม่อาจแยกกัน กระทำไม่สมควรดังนี้ เกิดความคิดว่า ใครๆ ทำใจให้ประทุษร้ายในเราทั้งหลาย จะพึงเต็มในอบาย ควรที่เราจะละนางไปเสีย.
               พระเถระเดินไปข้างหน้าเห็นทาง ๒ แพร่ง ได้หยุดอยู่ที่หัวทางนั้น. ฝ่ายนางภัททามาแล้วไหว้ยืนอยู่. ครั้งนั้น พระเถระกล่าวกะนางภัททาว่า แม่นางเอย มหาชนเห็นสตรีเช่นเจ้าเดินมาข้างหลังเราจะคิดว่า ชนเหล่านี้แม้บวชแล้วก็ไม่อาจแยกกัน แล้วมีจิตประทุษร้ายในพวกเรา จะพึงเป็นผู้เต็มอยู่ในอบาย พวกเรายืนอยู่แล้วในทาง ๒ แพร่งนี้ ท่านจงถือเอาทางสายหนึ่ง ฉันจะไปทางอีกสายหนึ่ง.
               นางภัททากล่าวว่า จริงสิ พ่อเจ้าธรรมดามาตุคามเป็นมลทินของบรรพชิตทั้งหลาย ชนทั้งหลายจักแสดงโทษของพวกเราว่า คนเหล่านี้แม้บวชแล้วก็ยังไม่แยกกัน ท่านจงถือเอาทางสายหนึ่ง ฉันจะถือเอาสายหนึ่ง พวกเราจักแยกกัน ดังนี้แล้วทำประทักษิณ ๓ ครั้ง ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ในที่ทั้ง ๔ แห่ง (คือ ข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา) ประคองอัญชลีอันงดงามด้วยรวมนิ้วทั้งสิบ แล้วกล่าวว่า ความสนิทสนมฐานมิตร ซึ่งได้ทำไว้ตลอดกาลนานประมาณแสนกัป จำแตกในวันนี้ แล้วกล่าวว่าท่านมีชาติเบื้องขวา ทางขวาสมควรแก่ท่าน ฉันชื่อว่าเป็นมาตุคามมีชาติเบื้องซ้าย ทางซ้ายสมควรแก่ฉัน ดังนี้ไหว้แล้วเดินทางไป.
               ในเวลาที่ท่านทั้งสองนั้นแยกทางกัน มหาปฐพีนี้ได้สะเทือนเลื่อนลั่น เหมือนจะพูดว่า เราสามารถรองรับเขาจักรวาลและเขาสิเนรุได้ แต่ไม่อาจรองรับคุณทั้งสองของพวกท่านได้. ในอากาศมีเสียงเหมือนฟ้าผ่า ภูเขาจักรวาลก็โอนโน้มลง.
               แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งในพระคันธกุฎี ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ได้สดับเสียงแผ่นดินไหวจึงทรงพระรำพึงว่า แผ่นดินไหวเพื่อใครหนอ ทรงทราบว่า ปิบผลิมาณพและนางภัททากาปิลานี ละสมบัติอันนับไม่ได้แล้วบวชอุทิศเรา แผ่นดินไหวนี้เกิดด้วยกำลังแห่งคุณของคนแม้ทั้งสองในตอนที่คนทั้งสองนั้นแยกทางกัน แม้เราก็ควรทำการสงเคราะห์คนทั้งสองนี้ จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎีลำพังพระองค์เอง ทรงถือบาตรและจีวร ไม่ตรัสเรียกใครๆ ในบรรดาพระมหาสาวก ๘๐ องค์ เสด็จไปต้อนรับสิ้นทาง ๓ คาวุต ประทับนั่งขัดสมาธิที่โคนต้นพหุปุตตกนิโครธ ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา.
               ก็เมื่อประทับนั่ง มิได้ประทับนั่งเหมือนพระผู้ถือบังสุกุลเป็นวัตรรูปหนึ่ง ทรงถือเพศเป็นพระพุทธเจ้า ประทับนั่งเปล่งพระรัศมีทึบประมาณ ๘๐ ศอก ดังนั้นในขณะนั้น พระพุทธรัศมีมีประมาณเท่าร่มใบไม้ ล้อรถ แลเรือนยอดเป็นต้นวิ่งฉวัดเฉวียนไปรอบด้าน ทำให้เหมือนเวลาพระจันทร์และพระอาทิตย์ขึ้นเป็นพันๆ ดวง ได้ทำชายป่านั้นให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน. พื้นท้องฟ้าประหนึ่งระยิบระยับด้วยหมู่ดาว เรืองรองด้วยพระสิริแห่งพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ชายป่ารุ่งโรจน์ดุจน้ำที่มีดอกบัวบานสะพรั่ง.ธรรมดาต้นนิโครธมีลำต้นขาวมีใบเขียว ผลสุกแดง. แต่วันนั้น ต้นนิโครธกลับมีกิ่งขาวมีสีเหมือนทอง.
               พระมหากัสสปเถระคิดว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระศาสดาของเรา เราบวชอุทิศพระศาสดาพระองค์นี้ ดังนี้ จำเดิมแต่ที่ที่มองเห็นได้น้อมกายเดินไปไหว้ในที่ ๓ แห่งแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะพระมหากัสสปเถระว่า
               ดูก่อนกัสสป ถ้าเธอจะพึงทำการนบนอบนี้ไว้ในมหาปฐพีไซร้ แม้มหาปฐพีนั้นก็ไม่อาจรองรับเอาไว้ได้ การนบนอบที่เธอกระทำ ย่อมไม่อาจทำแม้ขนของเราให้สั่น เพราะตถาคตมีคุณใหญ่หลวงอย่างนี้ นั่งลงเถอะกัสสป เราจะให้ทรัพย์อันเป็นมรดกแก่เธอ.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานอุปสมบทแก่พระมหากัสสปเถระด้วยโอวาท ๓ ประการ. ครั้นประทานแล้วก็เสด็จออกจากโคนต้นพหุปุตตกนิโครธ เสด็จเดินทางมีพระเถระเป็นปัจฉาสมณะ. พระสรีระของพระศาสดาตระการตาด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ สรีระของพระมหากัสสปประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๗ ประการ. พระมหากัสสปนั้นเดินตามเสด็จพระศาสดา เหมือนเรือพ่วงไปตามเรือใหญ่สีทองฉะนั้น พระศาสดาเสด็จเดินทางไปหน่อยหนึ่งแล้วแวะลง (ข้างทาง) แสดงอาการจะประทับนั่งที่โคนไม้แห่งหนึ่ง. พระเถระรู้ว่า พระศาสดามีพระประสงค์จะประทับนั่ง จึงกระทำสังฆาฏิอันเป็นผ้าเก่าที่ตนห่มให้เป็น ๔ ชั้นปูลาดถวาย.
               พระศาสดาประทับนั่งบนผ้าสังฆาฏินั้นแล้ว เอาพระหัตถ์ลูบคลำเนื้อผ้า ตรัสว่า กัสสป สังฆาฏิอันทำด้วยผ้าเก่าผืนนี้ของเธอนุ่มดี. พระเถระรู้ว่า พระศาสดาตรัสถึงสังฆาฏิของเรานุ่ม คงจักประสงค์จะห่ม จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห่มสังฆาฏิเถิด. พระศาสดาตรัสว่า กัสสป เธอจะห่มอะไร? พระเถระกราบทูลว่า ข้าพระองค์ได้ผ้านุ่งของพระองค์จึงจักห่ม.
               พระศาสดาตรัสว่า กัสสป ก็เธอจักอาจทรงผ้าบังสุกุลที่ใช้จนเก่าผืนนี้อย่างนี้ได้หรือ ด้วยว่ามหาปฐพีได้ไหวจนถึงน้ำรองแผ่นดินในวันที่เราซักผ้าบังสุกุลผืนนี้. ธรรมดาว่าจีวรที่เก่าเพราะใช้ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนี้ ถึงเก่าแล้วคนที่มีคุณนิดหน่อยไม่อาจครองได้ จีวรเก่าดังกล่าวนี้อันบุคคลผู้อาจสามารถในการบำเพ็ญข้อปฏิบัติ ผู้ถือผ้าบังสุกุลมาแต่เดิมจึงจะควรรับเอา แล้วทรงเปลี่ยนจีวรกับพระเถระ.
               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปลี่ยนจีวรอย่างนี้แล้ว ทรงห่มจีวรที่พระเถระห่มแล้ว พระเถระห่มจีวรของพระศาสดา. ในสมัยนั้น มหาปฐพีนี้แม้ไม่มีจิตใจก็ไหวจนถึงน้ำรองแผ่นดินเหมือนจะกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงทำสิ่งที่ทำได้ยาก จีวรที่พระองค์ห่มแล้ว ชื่อว่าเคยได้ประทานแก่พระสาวกไม่มี (คือไม่เคยมีการประทานจีวรที่ทรงห่มแล้วแก่สาวก) ข้าพระองค์ไม่อาจรองรับคุณของพระองค์ได้.
               แม้พระเถระก็มิได้กระทำเย่อหยิ่งว่า เดี๋ยวนี้เราได้จีวรสำหรับใช้สอยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย สิ่งที่เราจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปในบัดนี้ยังจะมีอยู่หรือ จึงได้สมาทานธุดงค์คุณ ๑๓ ข้อในสำนักของพระพุทธเจ้านั่นแหละ เป็นปุถุชนเพียง ๗ วัน ในอรุณที่ ๘ ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยสูตรทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัสสปเปรียบเหมือนพระจันทร์เข้าไปสู่ตระกูลทั้งหลาย หลีกกาย หลีกใจจากอกุศลธรรมทั้งหลายเป็นผู้ใหม่อยู่เสมอ ไม่คะนองในตระกูลทั้งหลาย.
               ครั้นมาภายหลังทรงกระทำกัสสปสังยุตนี้แหละให้เป็นเหตุเกิดเรื่อง จึงทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้วยพระดำรัสว่า มหากัสสปเป็นยอดของภิกษุทั้งหลายผู้ถือธุดงค์และสอนเรื่องธุดงค์ในศาสนาของเราดังนี้แล.

               จบอรรถกถาสูตรที่ ๔               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๑
อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐]
อ่านอรรถกถา 20 / 1อ่านอรรถกถา 20 / 139อรรถกถา เล่มที่ 20 ข้อ 146อ่านอรรถกถา 20 / 147อ่านอรรถกถา 20 / 596
อ่านเนื้อความในพระไตรปิฎก
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=628&Z=643
อ่านอรรถกถาภาษาบาลีอักษรไทย
http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_th.php?B=14&A=2634
The Pali Atthakatha in Roman
http://www.84000.org/tipitaka/atthapali/read_rm.php?B=14&A=2634
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๖  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๙
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :