ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มหาวรรค ภาค ๑ มหาขันธกะ
ทรงอนุญาตบรรพชาและอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์

               อรรถกถาบรรพชาวินิจฉัย               
               สองบทว่า นานาทิสา นานาชนปทา มีความว่า จากทิศต่างๆ และจากชนบทต่างๆ.๑-
____________________________
๑- คำว่า ชนบท หมายความว่าประเทศหรือราชอาณาจักร.

               คำว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว ตุมฺเหวทานิ ตาสุ ตาสุ ทิสาสุ เตสุ เตสุ ชนปเทสุ ปพฺพาเชถาติ เป็นต้น มีวินิจฉัยว่า
               เมื่อจะให้กุลบุตรผู้เพ่งบรรพชาบวช พึงเว้นบุคคลที่ทรงห้ามไว้ เริ่มต้นว่า ภิกษุทั้งหลาย คนที่ถูกอาพาธ ๕ อย่างเบียดเบียนแล้ว อันท่านทั้งหลายไม่ควรให้บวช ดังนี้ จนถึงอย่างนี้ว่า คนตาบอดหรือใบ้หรือหนวก อันท่านทั้งหลายไม่ควรให้บวชดังนี้ ข้างหน้าพึงให้บุคคลเว้นจากบรรพชาโทษบวช. บุคคลแม้นั้น อันมารดาบิดาอนุญาตแล้วเท่านั้น.
               ลักษณะแห่งการอนุญาตซึ่งบุคคลผู้สมควรนั้นข้าพเจ้าจักพรรณนาในสูตรนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย บุตรที่มารดาบิดาไม่อนุญาต อันท่านทั้งหลายไม่ควรให้บวช ภิกษุใดพึงให้บวช ภิกษุนั้นต้องทุกกฎ.
               ก็แลเมื่อจะให้บวชกุลบุตรผู้เว้นจากบรรพชาโทษ ซึ่งมารดาบิดาอนุญาตแล้วอย่างนั้น ถ้าว่ากุลบุตรนั้น ยังไม่ได้ปลงผม. และภิกษุแม้เหล่าอื่นมีอยู่ในสีมาเดียวกัน พึงบอกภัณฑุกรรม๒- เพื่อประโยชน์แก่การปลงผม. อาการบอกภัณฑุกรรมนั้น ข้าพเจ้าจักพรรณนาในสูตรนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุบอกเล่ากะสงฆ์ เพื่อทำภัณฑุกรรม.
____________________________
๒- พิธีโกนผม.

               ถ้ามีโอกาส พึงให้บวชเอง. ถ้าต้องขวนขวายด้วยกิจการมีอุทเทสและปริปุจฉาเป็นต้น ไม่ได้โอกาส พึงสั่งภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งว่า คุณจงให้กุลบุตรนี้บวช. ถ้าภิกษุหนุ่มซึ่งอุปัชฌาย์ไม่ได้สั่งเลย แต่เธอให้บวชแทนอุปัชฌาย์ การทำอย่างนั้นสมควร. ถ้าภิกษุหนุ่มไม่มี อุปัชฌาย์พึงบอกสามเณรก็ได้ว่า เธอจงนำผู้นี้ไปยังขัณฑสีมาให้ปลงผม ให้นุ่งห่มผ้ากาสายะเสร็จแล้วจึงมา.
               ส่วนสรณะอุปัชฌาย์พึงให้เอง. กุลบุตรนั้นเป็นอันภิกษุนั่นเองให้บวชแล้วด้วยประการฉะนี้.
               จริงอยู่ คนอื่นจากภิกษุไม่ได้เพื่อให้บุรุษบวช. คนอื่นจากภิกษุณีไม่ได้เพื่อให้มาตุคามบวชเหมือนกัน. ส่วนสามเณรหรือสามเณรี ได้เพื่อจะให้ผ้ากาสายะตามคำสั่ง. การปลงผมผู้ใดผู้หนึ่งทำแล้ว ก็เป็นอันทำแล้วด้วยดี.
               ก็ถ้าว่า กุลบุตรเป็นผู้มีรูปสมควร มีกุศลกรรมเป็นเหตุ มีชื่อเสียง มียศ อุปัชฌาย์แม้ทำโอกาสแล้ว ก็ควรให้บวชเองแท้ ทั้งไม่ควรปล่อยไปว่า จงถือเอาดินเหนียวกำมือหนึ่ง อาบแล้วชุบผมแล้ว จงมา. เพราะว่า อุตสาหะของผู้ที่ใคร่จะบวช เป็นของรุนแรงก่อน แต่ภายหลังได้เห็นผ้ากาสายะและมีดโกนผมเข้า จะตกใจ จะหนีไปเสียจากที่นั่นก็ได้ เพราะเหตุนั้น อุปัชฌาย์เองนั่นแลควรนำไปยังท่าสำหรับอาบ.
               ถ้ากุลบุตรนั้นไม่เป็นเด็กนัก พึงบอกว่าจงอาบเสีย ส่วนผมของเขา พึงถือเอาดินเหนียวสระให้เองทีเดียว. ฝ่ายกุลบุตรที่ยังเป็นเด็กย่อม อุปัชฌาย์พึงลงน้ำ ขัดสีด้วยโคมัยและดินเหนียว อาบให้เอง๓- ถ้าว่า เขาเป็นหิดด้านหรือฝีอยู่บ้าง๔- มารดาไม่เกลียดบุตรฉันใด อุปัชฌาย์ไม่พึงเกลียดฉันนั้นนั่นแหละ พึงให้อาบขัดสีตั้งแต่มือและเท้าจนถึงศีรษะเป็นอันดี.
____________________________
๓- เป็นลัทธินิยมของคนบางพวก.
๔- นี่เป็นโรคที่ต้องห้าม นับเป็นอุปสมบทโทษ.

               ถามว่า เพราะเหตุไร?
               ตอบว่า เพราะว่า ด้วยอุปการะเพียงเท่านี้ กุลบุตรทั้งหลายจะเป็นผู้มีความรักแรงกล้ามีความเคารพมากในอาจารย์และอุปัชฌาย์และในพระศาสนา จะเป็นผู้ไม่หวนกลับเป็นธรรมดา จะบรรเทาความเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นเสีย อยู่ไปจนเป็นพระเถระ จะเป็นผู้กตัญญูกตเวที.
               แลในเวลาที่ให้อาบน้ำหรือในเวลาปลงผมและหนวด ด้วยอาการอย่างนั้น อุปัชฌาย์ไม่ควรพูดกะเขาว่า เธอเป็นคนมีชื่อเสียง มียศ บัดนี้ พวกฉันได้อาศัยเธอแล้ว จักไม่ลำบากด้วยปัจจัย. ถ้อยคำที่ไม่ใช่คำชักนำอย่างอื่น ก็ไม่ควรพูดเหมือนกัน.
               ที่ถูกควรพูดแก่เขาว่า ผู้มีอายุ เธอจงใคร่ครวญดูให้ดี จงคุมสติ แล้วพึงสอนตจปัญจกกัมมัฏฐาน๕- ให้ และเมื่อบอก พึงชี้แจงให้ชัดเจนถึงข้อที่ส่วนทั้ง ๕ นั้นเป็นของไม่สะอาด น่าเกลียด ปฏิกูล ด้วยอำนาจสี สัณฐาน กลิ่น ที่อาศัยและโอกาส หรือข้อที่ส่วนทั้ง ๕ นั้นไม่ใช่ผู้เป็นอยู่ ไม่ใช่สัตว์.
____________________________
๕- ผม, ขน, เล็บ, ฟัน, หนัง.

               ก็ถ้าในกาลก่อน เขาเป็นผู้เคยพิจารณาสังขาร เจริญภาวนามา เป็นเหมือนฝีที่แก่เต็มที่คอยรอการบ่งด้วยหนาม และเป็นเหมือนดอกปทุมที่แก่ คอยรอพระอาทิตย์ขึ้น ทีนั้นเมื่อการพิจารณากัมมัฏฐาน สักว่าเขาปรารภแล้ว ญาณที่จะบดกิเลสเพียงดังภูเขาให้แหลกไปนั่นแล ย่อมเป็นไปราวกะอาวุธของพระอินทร์แล่งภูเขาให้แหลกละเอียดไปฉะนั้น. เขาย่อมบรรลุพระอรหัตในเวลาปลงผมเสร็จทีเดียว.
               จริงอยู่ แต่แรกทีเดียว กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่งได้สำเร็จพระอรหัต ในขณะปลงผมเสร็จ กุลบุตรเหล่านั้นทั้งหมดได้การฟังเห็นปานนี้ อาศัยนัยซึ่งอาจารย์ผู้เป็นกัลยาณมิตรให้ จึงได้สำเร็จ ไม่ได้อาศัยแล้วหาสำเร็จไม่ เพราะเหตุนั้น อุปัชฌาย์จึงควรกล่าวถ้อยคำเช่นนั้นแก่เขา.
               อนึ่ง เมื่อปลงผมเสร็จแล้ว ควรใช้ขมิ้นผงหรือกระแจะทาศีรษะและร่างกายกำจัดกลิ่นคฤหัสถ์เสียแล้ว พึงให้รับผ้ากาสายะ ๓ ครั้งหรือ ๒ ครั้งหรือครั้งเดียวก็ได้.
               แม้ถ้าอาจารย์หรืออุปัชฌาย์ จะไม่มอบให้ในมือของเขา จะนุ่งห่มให้เองทีเดียว ข้อนั้นก็สมควร แม้ถ้าว่าจะสั่งคนอื่นเป็นภิกษุหนุ่มก็ตาม สามเณรก็ตาม อุบาสกก็ตาม ว่าผู้มีอายุ ท่านจงถือเอาผ้ากาสายะเหล่านี้นุ่งห่มให้ผู้นี้ หรือจะสั่งกุลบุตรนั้นแหละว่า เธอจงถือเอาผ้ากาสายะเหล่านี้ไปนุ่งห่ม ควรทุกอย่าง.
               จริงอยู่ ผ้ากาสายะนั้นทั้งหมดเป็นอันภิกษุนั้นเทียวให้แล้ว. แต่เขานุ่งหรือห่มผ้านุ่งหรือผ้าห่มอันใดโดยไม่ได้สั่ง พึงเปลื้องผ้านุ่งหรือผ้าห่มนั้นเสียแล้วให้ใหม่. เพราะผ้ากาสายะที่ภิกษุให้ด้วยมือของตนหรือด้วยสั่งเท่านั้น จึงควร ที่ภิกษุไม่ได้ให้ ไม่ควร แม้ว่า ผ้ากาสายะนั้นจะเป็นของเขาเอง ก็ต้องเป็นเช่นนั้น. และจะต้องกล่าวอะไรในผ้ากาสายะที่มีอุปัชฌาย์เป็นมูลเล่า. นี้เป็นวินิจฉัยในข้อว่า พึงให้ปลงผมและหนวดก่อนแล้ว ให้นุ่งห่มผ้ากาสายะ ให้ทำอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นี้.
               ข้อว่า พึงให้ไหว้เท้าภิกษุทั้งหลายเป็นต้น มีความว่า
               ภิกษุเหล่าใดประชุมกันในที่นั้น พึงให้ไหว้เท้าภิกษุเหล่านั้นแล้ว ลำดับนั้นพึงให้นั่งกระโหย่งประคองอัญชลีแล้วบอกว่า เอวํ วเทหิ คือพึงสั่งว่า ยมหํ วทามิ ตํ วเทหิ เพื่อรับสรณะ. ลำดับนั้น อุปัชฌาย์หรืออาจารย์พึงให้สรณะแก่เขา โดยนัยเป็นต้นว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ดังนี้. พึงให้ตามลำดับที่กล่าวแล้วอย่างไรเทียว ไม่พึงให้สับลำดับ. ถ้าสับลำดับเสีย บทหนึ่งก็ดี อักษรหนึ่งก็ดี หรือให้ พุทฺธํ สรณํ เท่านั้น ถ้วน ๓ ครั้งแล้ว ภายหลังจึงให้สรณะนอกนี้อย่างละ ๓ ครั้ง สรณะไม่จัดว่าได้ให้.
               ก็แลอุปสัมปทาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามสรณคมนูปสัมปทานี้เสียแล้ว ทรงอนุญาตไว้ บริสุทธิ์ฝ่ายเดียวก็ควร. ส่วนสามเณรบรรพชาบริสุทธิ์ทั้ง ๒ ฝ่ายจึงควร บริสุทธิ์ฝ่ายเดียวไม่ควร เพราะเหตุนั้น ในอุปสัมปทา ถ้าอาจารย์ทำกรรมเว้นญัตติโทษ และกรรมวาจาโทษแล้ว กรรมเป็นอันทำถูกต้อง.
               ส่วนในบรรพชา ทั้งอาจารย์ทั้งอันเตวาสิก ต้องว่าสรณะ ๓ เหล่านี้ ไม่ให้เสียความพร้อมมูลแห่งฐานกรณ์ของพยัญชนะทั้งหลาย มี พุ อักษรและ อักษรเป็นต้น. ถ้าอาจารย์อาจว่าได้ แต่อันเตวาสิกไม่อาจ หรืออันเตวาสิกอาจ แต่อาจารย์ไม่อาจ. หรือทั้ง ๒ ฝ่ายไม่อาจ ไม่ควร. แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายอาจ ข้อนั้นจึงควร.
               ก็แลเมื่อให้สรณะเหล่านี้ พึงให้ว่าบทที่มีนิคหิตเป็นที่สุด ให้ติดเนื่องเป็นอันเดียวกันอย่างนี้ว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ หรือพึงให้ว่าบทที่มี ม อักษรเป็นที่สุด ให้ขาดระยะกันอย่างนี้ว่า พุทฺธมฺ สรณมฺ คจฺฉามิ๖-
               ในอันธกัฏฐกถาท่านแก้ว่า อันเตวาสิกพึงประกาศชื่อรับสรณะอย่างนี้ว่า อหํ ภนฺเต พุทฺธรกฺขิโต ยาวชีวํ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ดังนี้. คำนั้นไม่มีแม้ในอรรถกถาเดียว ทั้งในพระบาลีก็ไม่กล่าวไว้ เป็นแต่เพียงความชอบใจของพระอาจารย์เหล่านั้น เพราะฉะนั้น ไม่ควรถือเอา. แท้จริง เมื่อไม่ว่าอย่างนั้น สรณะจะกำเริบก็หามิได้.
____________________________
๖- เป็นสำเนียงว่าอย่างสันสกฤต บัดนี้เราไม่ใช้แล้ว.

               ข้อว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว อิเมหิ ตีหิ สรณคมเนหิ ปพฺพชฺชํ อุปสมฺปทํ มีความว่า เราอนุญาตบรรพชาและอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์เหล่านี้ ซึ่งว่าหมดจดทั้ง ๒ ฝ่าย ครบ ๓ ครั้ง อย่างนี้ว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ เป็นต้น. ในบรรพชาและอุปสมบททั้ง ๒ นั้น อุปสมบท พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามเสียข้างหน้าแล้ว เพราะฉะนั้นบัดนี้ อุปสมบทนั้น จึงไม่ขึ้นด้วยมาตรว่าสรณะเท่านั้น.
               ส่วนบรรพชาทรงอนุญาตเฉพาะไว้ข้างหน้าว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสามเณรบรรพชาด้วยไตรสรณคมน์เหล่านี้ เพราะฉะนั้นถึงในบัดนี้ บรรพชานั้นย่อมขึ้นด้วยมาตรว่าสรณะเท่านั้น.
               จริงอยู่ กุลบุตรเป็นอันตั้งอยู่ในภูมิแห่งสามเณรด้วยอาการเพียงเท่านี้. และถ้าสามเณรนั้นเป็นผู้มีปัญญา มีชาติแห่งคนฉลาด ลำดับนั้น พึงแสดงสิกขาบททั้งหลายแก่เธอในที่นั้นทีเดียว.
               แสดงอย่างไร?
               แสดงเหมือนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว.
               จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดังนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสิกขาบท ๑๐ แก่สามเณรทั้งหลาย และอนุญาตเพื่อให้สามเณรศึกษาในสิกขาบท ๑๐ เหล่านั้น คือ :-
               เว้นจากทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป ๑.
               เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้ ๑.
               เว้นจากกรรมมิใช่พรหมจรรย์ ๑.
               เว้นจากพูดเท็จ ๑.
               เว้นจากดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑.
               เว้นจากบริโภคอาหารผิดเวลา ๑.
               เว้นจากฟ้อนขับประโคมและดูการเล่น ๑.
               เว้นจากการทัดทาระเบียบดอกไม้ของหอมและเครื่องทาอันเป็นฐานแต่งตัว ๑.
               เว้นจากนอนบนที่นอนสูงที่นอนใหญ่ ๑.
               เว้นจากรับทองและเงิน ๑.#-
               ส่วนในอันธกัฏฐกถา พระอรรถกถาจารย์กล่าวแม้ซึ่งการให้สิกขาบทเหมือนการให้สรณะอย่างนี้ว่า อหํ ภนฺเต อิตฺถนฺนาโม ยาวชีวํ ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ ดังนี้. แม้วิธีนั้นก็ไม่มีในบาลี ทั้งไม่มีในอรรถกถาทั้งหลาย เพราะฉะนั้นควรแสดงแต่พอสมควรแก่บาลี.
               จริงอยู่ บรรพชาสำเร็จด้วยสรณคมน์เท่านั้น.
               ส่วนสิกขาบททั้งหลายอันสามเณรควรทราบเพื่อทำสิกขาให้บริบูรณ์อย่างเดียว เพราะฉะนั้น เมื่อสามเณรไม่สามารถจะเรียนสิกขาบทเหล่านั้นตามนัยซึ่งมาในพระบาลีได้ จะบอกแต่เพียงใจความด้วยภาษาอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ควร. และสามเณรยังไม่รู้สิกขาบทที่ตนควรศึกษา ยังไม่ฉลาดในการทรงผ้าสังฆาฏิ๗- บาตรและจีวร การยืนและการนั่งเป็นต้น และในวิธีมีดื่มและฉันเป็นอาทิเพียงใด ยังไม่ควรปล่อยเธอไปสู่หอฉันหรือที่แจกสลาก หรือสถานเช่นนั้นอื่นเพียงนั้น. ควรให้เธอเที่ยวอยู่ในสำนักเท่านั้น. ควรสงวนเธอเหมือนเด็กอ่อน. ควรบอกสิ่งที่ควรและไม่ควรทุกอย่างแก่เธอ ควรแนะนำเธอในอภิสมาจาริกวัตรมีนุ่งห่มเป็นต้น.
               แม้สามเณรนั้นเล่าก็ควรเว้นให้ไกลซึ่งนาสนังคะ ๑๐ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ข้างหน้าอย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นาสนะสามเณรผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐##- ดังนี้ ทำอภิสมาจาริกวัตรให้บริบูรณ์ พึงศึกษาให้ดีในศีล ๑๐ อย่างฉะนี้แล.
____________________________
#- วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๑๒๐.
๗- สามเณรก็มีสังฆาฏิเหมือนกัน.
##- วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๑๒๔.

               อรรถกถาบรรพชาวินิจฉัย จบ.               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา มหาวรรค ภาค ๑ มหาขันธกะ ทรงอนุญาตบรรพชาและอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์ จบ.
อ่านอรรถกถา 4 / 1อ่านอรรถกถา 4 / 25อรรถกถา เล่มที่ 4 ข้อ 34อ่านอรรถกถา 4 / 35อ่านอรรถกถา 4 / 252
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=04&A=778&Z=810
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๗  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๕๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :