ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา เตรสกัณฑ์
สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๖

               สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๖               
               กุฏิการสิกขาบทวรรณนา               
               กุฏิการสิกขาบทว่า เตน สมเยน เป็นต้น ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป.
               ในกุฏิการสิกขาบทนั้น พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ :-

               [แก้อรรถปฐมบัญญัติเรื่องภิกษุชาวแคว้นอาฬวี]               
               บทว่า อาฬวกา มีความว่า พวกเด็กหนุ่มเกิดในแคว้นอาฬวี ชื่อว่า อาฬวกา. เด็กหนุ่มเหล่านั้น แม้ในเวลาบวชแล้ว ก็ปรากฏชื่อว่า อาฬวกา เหมือนกัน. ท่านกล่าวคำว่า อาฬวกา ภิกฺขู หมายเอาภิกษุชาวแคว้นอาฬวีเหล่านั้น.
               บทว่า สญฺญาจิกาโย ได้แก่ มีเครื่องอุปกรณ์อันตนขอเขาเอามาเอง.
               บทว่า การาเปนฺติ ได้แก่ กระทำเองบ้าง ใช้ให้คนอื่นทำบ้าง.
               ได้ยินว่า พวกภิกษุเหล่านั้นทอดทิ้งธุระทั้งสอง คือ วิปัสสนาธุระและคันถธุระ ยกนวกรรมเท่านั้นขึ้นเป็นธุระสำคัญ.
               บทว่า อสฺสามิกาโย ได้แก่ ไม่มีผู้เป็นใหญ่. อธิบายว่า เว้นจากผู้สร้างถวาย.
               บทว่า อตฺตุทฺเทสิกาโย ได้แก่ เฉพาะตนเอง. อธิบายว่า อันภิกษุปรารภเพื่อประโยชน์แก่ตน.
               บทว่า อปฺปมาณิกาโย ได้แก่ ไม่มีประมาณกำหนด๑- ไว้ว่าอย่างนี้ว่า จักถึงความสำเร็จด้วยเครื่องอุปกรณ์เพียงเท่านี้ หรือขยายกว้างยาวไม่มีประมาณ. อธิบายว่า ใหญ่ไม่มีประมาณ.
____________________________
๑- ฏีกาวิมติและสารัตถทีปนี เป็น อปฺปริจฺฉินฺนปฺปมาณาโย แปลว่า
๑- ไม่ได้กำหนด ประมาณไว้, หรือไม่มีกำหนดและไม่มีประมาณ.

               ภิกษุเหล่านี้มีการขอร้องเท่านั้นมาก การงานอื่นมีน้อย, เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้มากไปด้วยการขอร้อง. พวกภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้มากด้วยการขอ ก็พึงทราบอย่างนี้. แต่โดยใจความในสองบทว่า ยาจนพหุลา วิญฺญตฺติพหุลา นี้ ไม่มีเหตุแตกต่างกัน. คำนั้นเป็นชื่อของพวกภิกษุผู้วอนขอหลายครั้งว่า ท่านจงให้คน, จงให้หัตถกรรมที่คนต้องทำ (แรงงาน). บรรดาคนและหัตถกรรมนั้น จะขอคนโดยความขาดมูลไม่ควร. จะขอว่า พวกท่านจงให้คนเพื่อประโยชน์แก่การร่วมมือ เพื่อประโยชน์แก่การทำงาน ควรอยู่, หัตถกรรมที่คนพึงกระทำ ท่านเรียกว่าแรงงาน, จะขอแรงงาน ควรอยู่.

               [วิญญัติกถาว่าด้วยการออกปากขอ]               
               ขึ้นชื่อว่าหัตถกรรมมิใช่เป็นวัตถุบางอย่าง เพราะเหตุนั้น หัตถกรรมนั้น เว้นการงานส่วนตัวของพวกพรานเนื้อและชาวประมงเป็นต้นเสีย ที่เหลือเป็นกัปปิยะทั้งหมด. เมื่อเขาถามว่า ท่านมาทำไมขอรับ? มีการงานที่ใครจะต้องทำหรือ? หรือว่า ไม่ถาม จะขอ ก็ควร. ไม่มีโทษ เพราะการขอเป็นปัจจัย. เพราะเหตุนั้น พวกพรานเนื้อเป็นต้น ภิกษุไม่ควรขอกิจการส่วนตัวเขา. ทั้งไม่ได้กำหนดให้แน่นอนลงไป ไม่ควรขอว่า พวกท่านจงให้หัตถกรรม. เพราะพวกพรานเนื้อเป็นต้นนั้น ถูกภิกษุขออย่างนี้แล้ว จะต้องรับคำว่า ได้ ขอรับ! แล้วนิมนต์ภิกษุให้กลับไป พึงฆ่าเนื้อมาถวายได้. แต่ควรขอกำหนดลงไปว่า ในวิหารมีกิจการบางอย่างจำต้องทำ, พวกท่านจงให้หัตถกรรมในวิหารนั้น.
               การที่ภิกษุจะขอหัตถกรรมบางอย่างกะชาวนา หรือคนอื่นแม้ผู้ขวนขวายในการงานของตน ซึ่งถือเอาเครื่องอุปกรณ์มีผาลและไถเป็นต้น กำลังเดินไปเพื่อไถนาก็ดี เพื่อหว่านก็ดี เพื่อเกี่ยวก็ดี สมควรแท้.
               ส่วนผู้ใดเป็นคนกินเดน หรือเป็นคนว่างงานอื่นบางคน ผู้คุยแต่เรื่องไร้ประโยชน์ หรือเอาแต่หลับนอนอยู่, แม้ไม่ขอร้องคนเห็นปานนี้จะกล่าวว่า เฮ้ย! เองจงมาทำการงานสิ่งนี้ หรือสิ่งนี้ แล้วให้กระทำการงานตามที่ต้องการ ควรอยู่. แต่เพื่อแสดงว่า หัตถกรรมเป็นกัปปิยะทุกอย่าง อาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวนัยนี้ไว้.
               ก็ถ้าว่า ภิกษุประสงค์จะให้สร้างปราสาท, พึงไปยังบ้านแห่งพวกช่างสลักหิน เพื่อต้องการเสา แล้วกล่าวว่า อุบาสก! การได้หัตถกรรม ควรอยู่. เมื่อเขาถามว่า ควรทำอย่างไร ขอรับ? พึงบอกว่า พึงหามเสาหินไปให้. ถ้าพวกเขาหามไปถวาย หรือถวายเสาของตนที่เข็นมาเก็บไว้แล้ว ควรอยู่. แม้ถ้าพวกเขากล่าวว่า พวกผมไม่มีเวลาจะทำหัตถกรรม ขอรับ! ขอให้ท่านให้คนอื่นขนไปเถิด, พวกผมจักให้ค่าจ้างแก่เขาเอง ดังนี้, จะใช้ให้คนอื่นขนไปแล้วบอกว่า พวกท่านจงให้ค่าจ้างแก่พวกคนขนหินเถิด ดังนี้ ก็ควร.
               โดยอุบายเช่นเดียวกันนี้ การที่ภิกษุจะไปยังสำนักพวกคนผู้ทำการช่างศิลป์นั้นๆ เพื่อประสงค์ทุกๆ สิ่งที่ต้องการ คือไปยังสำนักช่างไม้เพื่อต้องการไม้สร้างปราสาท ไปยังสำนักช่างอิฐเพื่อต้องการอิฐ ไปยังสำนักช่างมุงหลังคาเรือนเพื่อต้องการมุงหลังคา ไปยังสำนักช่างเขียนเพื่อต้องการจิตรกรรม แล้วขอหัตถกรรม สมควรอยู่. และจะรับเอาของแม้ที่ตนได้ ด้วยอำนาจการขอหัตถกรรมก็ดี ด้วยการเพิ่มให้ค่าจ้างและเบี้ยเลี้ยง โดยการขาดมูลก็ดี สมควรทุกอย่าง และเมื่อจะนำของมาจากป่า ควรให้นำของทั้งหมดที่ใครๆ ไม่ได้คุ้มครอง (ไม่หวงแหน) มา.
               อนึ่ง มิใช่แต่ประสงค์จะสร้างปราสาทอย่างเดียว แม้ประสงค์จะให้ทำเตียงตั่งบาตร ธมกรกกรองน้ำและจีวรเป็นต้น ก็พึงให้นำมา, ได้ไม้ โลหะและด้ายเป็นต้นแล้ว เข้าไปหาพวกช่างศิลป์นั้นๆ พึงขอหัตถกรรมโดยนัยดังกล่าวนั่นแล. และสิ่งของแม้ที่ตนได้มาด้วยอำนาจแห่งการขอหัตถกรรมก็ดี ด้วยการเพิ่มให้ค่าจ้างและเบี้ยเลี้ยงโดยการขาดมูลก็ดี พึงรับเอาทั้งหมด.
               ก็ถ้าพวกคนงานไม่ปรารถนาจะทำ, เกี่ยงเอาค่าจ้างและเบี้ยเลี้ยง, ของเป็นอกัปปิยะมีเหรียญกษาปณ์เป็นต้น ไม่ควรให้. จะแสวงหาข้าวสารเป็นต้นด้วยภิกขาจารวัตรให้ ควรอยู่.
               ภิกษุให้ช่างบาตรทำบาตรด้วยอำนาจแห่งหัตถกรรมแล้ว ให้ระบมทำนองเดียวกันนั้นแล้ว เข้าไปยังภายในบ้าน เพื่อต้องการน้ำมันชโลมบาตรที่ระบมใหม่ เมื่อชาวบ้านเข้าใจว่า มาเพื่อภิกษา แล้วนำข้าวต้ม หรือข้าวสวยมา (ถวาย) พึงเอามือปิดบาตร. ถ้าอุบาสิกาถามว่า ทำไม เจ้าค่ะ! ภิกษุพึงบอกว่า บาตรระบมใหม่ ต้องการน้ำมันสำหรับทา. ถ้าอุบาสิกานั้นกล่าวว่า โปรดให้บาตรเถิด เจ้าค่ะ! แล้วรับบาตรไปทาน้ำมัน บรรจุข้าวต้มหรือข้าวสวยให้เต็มแล้วถวาย, ไม่ชื่อว่า เป็นวิญญัติ จะรับควรอยู่ฉะนี้แล.
               พวกภิกษุเที่ยวไปบิณฑบาตแต่เช้ามืด ไปถึงหอฉันไม่เห็นที่นั่ง ยืนคอยอยู่. ถ้าที่หอฉันนั้น พวกอุบาสิกาเห็นพวกภิกษุยืนอยู่ ช่วยกันให้นำที่นั่งมาเอง. พวกภิกษุผู้นั่งแล้ว เมื่อจะไป พึงบอกลาก่อนแล้วจึงไป. แม้เมื่อพวกภิกษุไม่บอกลาก่อนแล้วไป ของหาย ไม่เป็นสินใช้. แต่การบอกลาแล้วไป เป็นธรรมเนียม.
               ถ้าอาสนะเป็นของที่ชาวบ้านซึ่งภิกษุทั้งหลายสั่งว่า พวกท่านจงนำอาสนะมา จึงนำมาให้ ภิกษุทั้งหลายต้องบอกลาแล้วจึงไป. เมื่อพวกภิกษุไปไม่บอกลา เป็นการเสียธรรมเนียม และของหาย เป็นสินใช้ด้วย. แม้ในพรมสำหรับปูลาด ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน.
               แมลง๑- หวี่มีชุมมาก พึงกล่าวว่า จงเอาพัดปัดแมลงหวี่. พวกชาวบ้านนำกิ่งสะเดาเป็นต้นมาให้ พึงให้ทำกัปปิยะก่อน แล้วจึงรับ. ภาชนะน้ำที่หอฉันว่างเปล่า ไม่ควรกล่าวว่า จงนำธมกรกมา. เพราะเมื่อหย่อนธมกรกลงไปในภาชนะว่างเปล่า จะพึงทำภาชนะแตก. แต่จะไปยังแม่น้ำหรือบึงแล้วกล่าวว่า จงนำน้ำมา ควรอยู่ จะกล่าวว่า จงนำมาจากเรือน ก็ไม่ควรเหมือนกัน. อย่าบริโภคน้ำที่เขานำมาให้.
____________________________
๑- อตฺถโยชนา ๑/๔๕๔ มจฺฉิกาติ มกฺขากา. มกฺขิกาติปิ อตฺถิ.

               ภิกษุทั้งหลายผู้ทำภัตกิจที่หอฉัน หรือเสนาสนะป่าก็ดี ใบไม้หรือผลไม้ที่ควรกินเป็นกับแกล้มอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่มีคนหวงห้ามเกิดในที่นั้น ถ้าพวกเธอจะให้คนทำงานบางอย่างนำมา ควรจะให้นำมาด้วยอำนาจแห่งหัตถกรรมแล้วฉัน, แต่ไม่ควรใช้พวกภิกษุ หรือสามเณรผู้เป็นอลัชชีให้ทำหัตถกรรม.
               ในเรื่องปุริสัตถกร (แรงงานคน) มีนัยเท่านี้ก่อน.
               แต่การที่ภิกษุจะให้นำโคมาจากสถานที่แห่งคนผู้มิใช่ญาติ และมิใช่ปวารณาย่อมไม่ควร. เป็นทุกกฏแก่ภิกษุผู้ให้นำมา. จะขอโดยขาดมูลค่าแม้จากสถานที่แห่งญาติและคนปวารณา ก็ไม่ควร. จะขอโดยนัยของขอยืม ควรทุกแห่ง. และพึงรักษาบำรุงโคที่ให้นำมาแล้วอย่างนี้ เสร็จแล้วพึงมอบให้เจ้าของรับมันคืนไป.
               ถ้าเท้าหรือเขาของมันแตกหักหรือเสียไป ถ้าเจ้าของยอมรับมันคืนไป การยินยอมรับนั่นอย่างนั้นเป็นการดี, ถ้าเจ้าของไม่ยอมรับ เป็นสินใช้. ถ้าหากเจ้าของกล่าวว่า พวกผมถวายท่านเลย ไม่ควรรับ. แต่เมื่อเจ้าของกล่าวว่า พวกผมถวายวัดพึงกล่าวว่า พวกท่านจงบอกแก่บุคคลผู้ทำการวัด เพื่อประโยชน์แก่การเลี้ยงดูมัน. จะกล่าวกะพวกคนที่มิใช่ญาติและไม่ได้ปวารณาว่า พวกท่านจงถวายเกวียน ดังนี้ก็ดี ไม่ควร. ย่อมเป็นวิญญัติแท้ คือต้องอาบัติทุกกฏ. แต่ในฐานแห่งญาติและคนปวารณา ควรอยู่. ของขอยืม ก็ควร. ทำการงานเสร็จแล้วพึงคืนให้. ถ้ากงเป็นต้นแตกไป พึงกระทำให้เหมือนเดิม แล้วให้คืน. เมื่อเสียหาย เป็นสินใช้. เมื่อเจ้าของกล่าวว่า พวกผมถวายท่านเลย ธรรมดาว่าเครื่องไม้ควรจะรับไว้. ในมีด ขวาน ผึ่ง จอบและสิ่วก็ดี ในพฤกษชาติมีเถาวัลย์เป็นต้นก็ดี ที่เจ้าของหวงแหน ก็มีนัยเหมือนกันนี้. ก็ในพวกพฤกษชาติมีเถาวัลย์เป็นต้น ที่พอเป็นครุภัณฑ์ได้เท่านั้น จึงเป็นวิญญัติ ต่ำกว่านั้นหาเป็นไม่.
               แต่ภิกษุจะให้นำเอาของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไม่มีคนหวงห้ามมา ควรอยู่. เพราะว่า ในที่มีคนรักษาคุ้มครองเท่านั้น ท่านเรียกว่า วิญญัติ. วิญญัตินั้น ย่อมไม่ควรในปัจจัยทั้งสอง (คือ จีวรและบิณฑบาต) โดยประการทุกอย่าง. แต่ในเสนาสนปัจจัย เพียงแต่ออกปากขอว่า ท่านจงนำมา จงให้ เท่านั้น ไม่ควร. ปริกถา โอภาสและนิมิตตกรรม ควร.
               บรรดาปริกถา โอภาสและนิมิตตกรรมนั้น คำพูดของภิกษุผู้ต้องการโรงอุโบสถ หอฉันหรือเสนาสนะอะไรๆ อื่น โดยนัยเป็นต้นว่า การสร้างเสนาสนะเห็นปานนี้ ในโอกาสนี้ ควรหนอ หรือว่าชอบหนอ หรือสมควรหนอ ดังนี้ ชื่อว่า ปริกถา.
               ภิกษุถามว่า อุบาสก! พวกท่านอยู่ที่ไหน? พวกอุบาสกตอบว่า ที่ปราสาท ขอรับ! พูดต่อไปว่า ก็ปราสาทไม่ควรแก่ภิกษุทั้งหลายหรือ อุบาสก! คำพูดมีอาทิอย่างนี้ชื่อว่า โอภาส.
               ก็การกระทำมีอาทิอย่างนี้ คือภิกษุเห็นพวกชาวบ้านแล้วขึงเชือก ให้ตอกหลัก เมื่อพวกชาวบ้านถามว่า นี้ให้ทำอะไรกัน ขอรับ? ตอบว่า พวกอาตมาจะสร้างที่อยู่อาศัยที่นี่ ชื่อว่า นิมิตตกรรม.
               ส่วนในคิลานปัจจัย แม้วิญญัติก็ควร จะป่วยกล่าวไปไยถึงปริกถาเป็นต้นเล่า.
               คำว่า มนุสฺสา อุปทฺทุตา ยาจนาย อุปทฺทุตา วิญฺญตฺติยา มีความว่า พวกชาวบ้านถูกบีบคั้นด้วยการขอร้อง และด้วยการออกปากขอนั้นของภิกษุเหล่านั้น.
               บทว่า อุพฺภิชฺชนฺติปิ มีความว่า ย่อมได้รับความหวาดสะดุ้ง คือไหว หวั่นไปว่า จักให้นำอะไรไปให้หนอ?
               บทว่า อุตฺตสนฺติปิ มีความว่า พบภิกษุเข้า ก็พลันสะดุ้งชะงักไปเหมือนพบงูฉะนั้น.
               บทว่า ปลายนฺติปิ มีความว่า ย่อมหนีไปเสียแต่ไกล โดยทางใดทางหนึ่ง.
               สองบทว่า อญฺเญนปิ คจฺฉนฺติ มีความว่า ละทางที่ภิกษุเดินไปเสีย แล้วกลับเดินมุ่งไปทางซ้าย หรือทางขวา. ปิดประตูเสียบ้างก็มี.

               [แก้อรรถศัพท์ในเรื่องมณีกัณฐนาคราช]               
               สองบทว่า ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว เป็นต้น มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นด้วยประการฉะนี้ และตรัสธรรมีกถาให้สมควรแก่เรื่องราวนั้นแล้ว เมื่อจะทรงทำโทษแห่งวิญญัติให้ปรากฏชัดแม้อีก จึงทรงแสดง ๓ เรื่องนี้ โดยนัยเป็นต้นว่า ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มณิกณฺโฐ มีความว่า ได้ยินว่า พญานาคนั้นประดับแก้วมณีมีค่ามาก ซึ่งอำนวยให้สิ่งที่ปรารถนาทุกอย่างไว้ที่คอ เที่ยวไป เพราะฉะนั้น จึงปรากฏนามว่า มณิกัณฐนาคราช.
               คำว่า อุปริมุทฺธนิ มหนฺตํ ผณํ อฏฺฐาสิ มีความว่า ได้ยินว่า บรรดาฤษีทั้ง ๒ นั้น ฤษีผู้น้องนั้นเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา เพราะเหตุนั้น พญานาคนั้นจึงขึ้นมาจากแม่น้ำ นิรมิตเพศเป็นเทวดานั่งในสำนักแห่งฤษีนั้น กล่าวสัมโมทนียกถา ละเพศเทวดานั้นแล้ว กลับกลายเป็นเพศเดิมของตนนั่นแล วงล้อมฤษีนั้น เมื่อจะทำอาการเลื่อมใส จึงแผ่พังพานใหญ่เบื้องบนศีรษะแห่งฤษีนั้น ดุจกั้นร่มไว้ยับยั้งอยู่ชั่วครู่หนึ่ง แล้วจึงหลีกไป. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า ได้ยืนแผ่พังพานใหญ่ไว้ ณ เบื้องบนศีรษะ ดังนี้.
               ข้อว่า มณิมสฺส กณฺเฐ ปิลนฺธนํ มีความว่า ซึ่งแก้วมณีอันพญานาคนั้นประดับไว้ คือสวมไว้ที่คอ.
               สองบทว่า เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ มีความว่า พญานาคนั้นมาแล้วโดยเพศเทวดานั้น ชื่นชมอยู่กับดาบส ได้ยืนอยู่ ณ ประเทศหนึ่ง.
               บทว่า มนฺนปานํ ได้แก่ ข้าวและน้ำของเรา.
               บทว่า วิปุลํ ได้แก่ มากมาย.
               บทว่า อุฬารํ ได้แก่ ประณีต.
               บทว่า อติยาจโกสิ ได้แก่ เป็นผู้ขอจัดเหลือเกิน.
               มีคำอธิบายว่า ท่านเป็นคนขอซ้ำๆ ซากๆ.
               บทว่า สุสู มีความว่า คนหนุ่ม คือผู้สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง ได้แก่บุรุษที่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม.
               ศิลาดำ ท่านเรียกว่า หินลับ, ดาบที่เขาลับแล้วบนหินลับนั้น ท่านเรียกว่า สักขรโธตะ. ดาบที่ลับดีแล้วบนหินลับ มีอยู่ในมือของบุรุษนั้น เพราะเหตุนั้น บุรุษนั้นจึงชื่อว่า ผู้ถือดาบซึ่งลับดีแล้วบนหินลับ.
               อธิบายว่า มีมือถือดาบซึ่งขัดและลับดีแล้วบนหิน. ท่านวอนขอแก้วกะเรา ทำให้เราหวาดเสียว เหมือนบุรุษมีดาบในมือนั้น ทำให้คนอื่นหวาดเสียวฉะนั้น.
               ข้อว่า เสลํ มํ ยาจมาโน มีความว่า วอนขออยู่ซึ่งแก้วมณี.
               ข้อว่า น ตํ ยาเจ มีความว่า ไม่ควรขอของนั้น.
               ถามว่า ของสิ่งไหน?
               ตอบว่า ของที่ตนรู้ว่า เป็นที่รักของเขา.
               ข้อว่า ยสฺส ปิยํ ชิคึเส มีความว่า ตนพึงรู้ว่า สิ่งใดเป็นที่รักของสัตว์นั้น (ไม่ควรขอของนั้น).
               ข้อว่า กิมงฺคํ ปน มนุสฺสภูตานํ มีความว่า ในคำว่า (การอ้อนวอนขอนั้น) ไม่เป็นที่พอใจของเหล่าสัตว์ ที่เป็นมนุษย์นี้ จะพึงกล่าวทำไมเล่า?

               [แก้อรรถศัพท์ในเรื่องนกฝูงใหญ่เป็นต้น]               
               หลายบทว่า สกุณสงฺฆสฺส สทฺเทน อุพฺพาฬฺโห มีความว่า ได้ยินว่า ฝูงนกนั้นทำเสียงระเบ็งเซ็งแซ่ติดต่อกันไปจนตลอดปฐมยามและปัจฉิมยาม ภิกษุนั้นเป็นผู้รำคาญด้วยเสียงนกนั้น จึงได้ไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เข้ามาหาเราถึงที่อยู่.
               ในคำว่า กุโต จ ตฺวํ ภิกฺขุ อาคจฺฉสิ นี้ มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               ภิกษุนั้นนั่งอยู่แล้ว (ในสำนักแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้านี้) มิใช่พึงมา แต่การที่จะกล่าวอย่างนี้ในอดีตกาลใกล้ปัจจุบันกาลย่อมมีได้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ! ก็เธอมาจากไหนเล่า?
               อธิบายว่า เธอเป็นผู้มาแล้วแต่ที่ไหน?
               แม้ในคำว่า ตโต อหํ ภควา อาคจฺฉามิ นี้ก็มีนัยอย่างนั้นเหมือนกัน.
               บทว่า อุพฺพาฬฺโห มีความว่า เป็นผู้ถูกเสียงรบกวน คือก่อให้เกิดความรำคาญ.
               ในคำว่า โส สกุณสงฺโฆ ภิกฺขุ ปตฺตํ ยาจติ นี้ มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               ฝูงนกย่อมไม่รู้คำพูดของภิกษุ, แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำให้มันรู้โดยอานุภาพของพระองค์.
               คำว่า อปาหํ เต น ชานามิ มีความว่า เออ เราก็ไม่รู้จักชนเหล่านั้นว่า ชนเหล่านี้เป็นคนพวกไหน หรือว่า ชนพวกนี้เป็นคนของใคร.
               สองบทว่า สงฺคมฺม ยาจนฺติ มีความว่า ชนเหล่านั้นพากันมา คือรวมกันเป็นพวกๆ อ้อนวอนขออยู่.
               คำว่า ยาจโก อปฺปิโย โหติ มีความว่า บุคคลผู้ขอย่อมไม่เป็นที่รัก (ของผู้ถูกขอ).
               คำว่า ยาจํ อททมปฺปิโย มีความว่า สิ่งที่คนอื่นขอ ท่านเรียกว่า ยาจัง. แม้ผู้ไม่ให้ซึ่งประโยชน์ที่เขาขอ ย่อมไม่เป็นที่รัก (ของคนผู้ขอ).
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยาจํ ได้แก่ ของบุคคลผู้ขออยู่.
               คำว่า อททมปฺปิโย มีความว่า ผู้ไม่ให้ (แก่ผู้ขอ) ย่อมไม่เป็นที่รัก (ของผู้ขอ).
               คำว่า มา เม วิทฺเทสนา อหุ มีความว่า ความเป็นผู้ไม่เป็นที่รัก อย่าได้มีแล้วแก่ข้าพเจ้า. อธิบายว่า ข้าพเจ้าอย่าได้เป็นที่เกลียดชัง คือ ไม่เป็นที่รักของท่าน หรือว่าท่านอย่าได้เป็นที่เกลียดชัง คือไม่เป็นที่รักของข้าพเจ้า.
               บทว่า ทุสฺสํหรานิ มีความว่า รวบรวมมาได้โดยยาก ด้วยอุบายทั้งหลายมีกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น. การอ้อนวอนขอที่ภิกษุให้เป็นไปเอง ท่านเรียกว่า สังยาจิกา ในคำว่า สํยาจิกาย ปน ภิกฺขุนา นี้. เพราะเหตุนั้น บทว่า สํยาจิกา จึงมีรูปความที่ท่านกล่าวไว้ว่า ด้วยการวิงวอนขอของตน.
               อธิบายว่า ด้วยอุปกรณ์ทั้งหลายที่ตนขอมาเอง. ก็เพราะว่า กุฏีนั้นเป็นอันภิกษุทำอยู่ด้วยเครื่องอุปกรณ์ที่ตนขอมาเอง คือขอเอามากระทำเอง ฉะนั้น เพื่อแสดงบรรยายแห่งอรรถนั้น ท่านจึงกล่าวบทภาชนะแห่งบทว่า สํยาจิกาย นั้นอย่างนี้ว่า ขอเองซึ่งคนบ้าง เป็นต้น.

               [แก้อรรถสิกขาบทวิภังค์ ว่าด้วยการโบกฉาบกุฎี]               
               บทว่า อุลฺลิตฺตา ได้แก่ โบกฉาบปูนไว้เฉพาะภายใน.
               บทว่า อวลิตฺตา ได้แก่ โบกฉาบปูนไว้เฉพาะภายนอก.
               บทว่า อลฺลิตฺตาวลิตฺตา มีคำอธิบายว่า โบกฉาบปูนไว้ทั้งภายในทั้งภายนอก.
               ในบทภาชนะแห่งบทว่า การยมาเนน นี้ คำเพียงว่า การาเปนฺเตน นี้เท่านั้น เป็นคำที่ท่านพระอุบาลีกล่าวไว้ เพราะว่าเมื่อมีคำอย่างนี้ พยัญชนะย่อมเสมอกัน, แต่เพราะเหตุที่ภิกษุแม้ให้สร้างกุฏีด้วยอาการขอเอาเอง พึงปฏิบัติโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในสิกขาบทนี้นั่นแล, ฉะนั้น เพื่อแสดงอรรถนี้ว่า ภิกษุผู้สร้างเองก็ตามให้ผู้อื่นสร้างก็ตาม ทั้งสองพวกนี้สงเคราะห์ด้วยบทว่า การยมาเนน นี้แล จึงกล่าวว่า กโรนฺโต วา การาเปนฺโต วา ดังนี้เป็นต้น. ก็ถ้าว่าท่านพระอุบาลีจะพึงกล่าวว่า กโรนฺเตน วา การาเปนฺเตน วา พยัญชนะจะต้องผิดไป. เพราะว่า ภิกษุใช้ให้เขาทำ จะชื่อว่าเป็นผู้ทำเองไม่ได้. เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ในบทภาชนะนี้พระอุบาลีแสดงแต่เพียงใจความเท่านั้น.
               บทว่า อตฺตุทฺเทสํ มีความว่า ตนเป็นที่เจาะจงแห่งกุฏีนั้นอย่างนี้ว่า กุฏีนี้ของเรา เพราะฉะนั้น กุฎีนั้นจึงชื่อว่าเฉพาะตนเอง. ซึ่งกุฎีเฉพาะตนเองนั้น. ก็เพราะกุฎีมีตนเป็นที่เจาะจงนั้น ย่อมมีเพื่อประโยชน์แก่ตน ฉะนั้น ท่านพระอุบาลีเมื่อจะแสดงบรรยายแห่งอรรถนั้น จึงกล่าวว่า บทว่า อตฺตุตฺเทสํ คือ เพื่อประโยชน์แก่ตน.
               สองบทว่า ปมาณิกา กาเรตพฺพา คือ พึงสร้างให้ได้ประมาณ.
               สองบทว่า ตตฺรีทํ ปมาณํ คือ นี้ประมาณแห่งกุฏีนั้น.
               บทว่า สุคตวิทตฺถิยา มีความว่า ที่มีชื่อว่า คืบพระสุคตคือ ๓ คืบของบุรุษกลางคนในปัจจุบันนี้ เท่ากับศอกคืบ โดยศอกช่างไม้.
               สองบทว่า พาหิริเมน มาเนน ได้แก่ ๑๒ คืบ โดยวัดนอกฝาผนังแห่งกุฎี. แต่เมื่อจะวัด ไม่พึงกำหนดเอาที่สุดก้อนดินเหนียวใหญ่ที่ตนให้ไว้แต่แรกเขาหมด. พึงวัดโดยที่สุดก้อนดินผสมแกลบ (ก้อนอิฐ). การฉาบทาปูนขาวข้างบนแห่งก้อนดินผสมแกลบ เป็นอัพโพหาริก. ถ้าภิกษุไม่มีความต้องการด้วยก้อนดินผสมแกลบ สร้างให้เสร็จด้วยก้อนดินเหนียวใหญ่เท่านั้น, ดินเหนียวใหญ่นั่นแล เป็นเขตกำหนด.
               บทว่า ติริยํ แปลว่า โดยส่วนกว้าง.
               บทว่า สตฺต แปลว่า ๗ คืบพระสุคต.
               บทว่า อนฺตรา นี้ มีนิเทศดังนี้ :-
               คือ โดยการวัดอันมีในร่วมใน มีอธิบายว่า เมื่อไม่ถือเอาที่สุดด้านนอกฝา วัดเอาที่สุด โดยการวัดทางริมด้านใน ได้ประมาณด้านกว้าง ๗ คืบพระสุคต.
               ส่วนภิกษุใดอ้างเลศว่า เราจักทำให้ได้ประมาณตามที่ตรัสไว้จริงๆ แต่พึงทำประมาณด้านยาว ๑๑ คืบ ด้านกว้าง ๘ คืบ หรือด้านยาว ๑๓ คืบ ด้านกว้าง ๖ คืบ. การทำนั้นไม่สมควรแก่ภิกษุนั้น.
               จริงอยู่ ประมาณแม้ที่เกินไปทางด้านเดียว ก็จัดว่าเกินไปเหมือนกัน. คืบจงยกไว้ จะลดด้านยาวเพิ่มด้านกว้าง หรือลดด้านกว้างเพิ่มด้านยาว แม้เพียงปลายเส้นผมเดียว ก็ไม่ควร. จะป่วยกล่าวไปไยในการขยายเพิ่มทั้งสองด้านเล่า.
               สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุสร้างเองก็ดี ให้ผู้อื่นสร้างก็ดี (ซึ่งกุฎี) ให้ล่วงประมาณไปทางด้านยาว หรือด้านกว้าง โดยที่สุดแม้เพียงปลายเส้นผมเดียว เป็นทุกกฏทุกๆ ประโยค ดังนี้เป็นต้น. ก็กุฎีมีประมาณตามที่กล่าวไว้เท่านั้น จึงสมควร.
               ส่วนกุฎีใด ด้านยาวมีประมาณถึง ๖๐ ศอก ด้านกว้างมีประมาณ ๓ ศอก หรือหย่อน ๓ ศอก เป็นที่ซึ่งเตียงที่ได้ขนาดหมุนไปข้างโน้นข้างนี้ไม่ได้, กุฎีนี้ไม่ถึงการนับว่า กุฏี, เพราะฉะนั้น กุฎีแม้นี้ ก็สมควร. แต่ในมหาปัจจรี ท่านกล่าวกุฎีกว้าง ๔ ศอกไว้โดยกำหนดอย่างต่ำ. ต่ำกว่า กุฎีกว้าง ๔ ศอกนั้น ไม่จัดว่าเป็นกุฎี.
               ก็กุฎีถึงได้ประมาณ แต่สงฆ์ยังไม่ได้แสดงที่ให้ก็ดี มีผู้จองไว้ก็ดี ไม่มีชานเดินโดยรอบก็ดี ไม่ควร. กุฎีได้ประมาณ สงฆ์แสดงที่ให้แล้ว ไม่มีผู้จองไว้ มีชานเดินได้รอบ จึงควร.
               ภิกษุเมื่อจะสร้างกุฎีต่ำกว่าประมาณก็ดี กุฎีมีประมาณ ๔-๕ ศอกก็ดี พึงสร้างให้เป็นกุฎีมีที่อันสงฆ์แสดงให้แล้วเท่านั้น. ก็แลเมื่อภิกษุทำให้ล่วงประมาณไป ต้องครุกาบัติ ในเวลาฉาบเสร็จ. ในอธิการแห่งการสร้างกุฏีให้ล่วงประมาณนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบการฉาบ การไม่ฉาบโอกาสควรฉาบ และโอกาสไม่ควรฉาบ.
               คือ อย่างไร? คือ ที่ชื่อว่าการฉาบนั้น ได้แก่การฉาบ ๒ อย่าง คือ การฉาบด้วยดินเหนียว ๑ การฉาบด้วยปูนขาว ๑ ก็ยกเว้นการฉาบ ๒ อย่างนี้เสีย การฉาบที่เหลือมีชนิดฉาบด้วยเถ้าและโคมัยเป็นต้น ไม่จัดเป็นการฉาบ. ถ้าแม้นมีการฉาบด้วยโคลน ก็ไม่จัดเป็นการฉาบเหมือนกัน.
               ที่ชื่อว่า โอกาสควรฉาบนั้น ได้แก่จำพวกฝาผนัง และหลังคา. ก็โอกาสไม่ควรฉาบที่เหลือ ยกเว้นฝาและหลังคาเสีย มีเสา คาน บานประตู หน้าต่าง และปล่องควันเป็นต้น แม้ทั้งหมด พึงทราบว่า โอกาสไม่ควรฉาบ.

               [ว่าด้วยพื้นที่ควรสร้างกุฏีและไม่ควรสร้าง]               
               ข้อว่า ภิกฺขู อภิเนตพฺพา วตฺถุเทสนาย มีความว่า อันภิกษุผู้จะสร้าง พึงนำภิกษุทั้งหลายไป เพื่อประโยชน์แก่การแสดงที่ให้ในที่ซึ่งตนต้องการจะให้สร้างกุฏี.
               ก็คำว่า เตน กุฏีการเกน เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อทรงแสดงวิธีที่จะพึงนำภิกษุเหล่านั้นไปเพื่อแสดงที่สร้าง.
               บรรดาบทเหล่านั้นด้วยคำว่า กุฏีวตฺถุ ํ โสเธตฺวา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ภิกษุผู้สร้างกุฏี อย่าพึงนำภิกษุทั้งหลายไปสู่ป่ามีพื้นที่ไม่เสมอ พึงให้ชำระที่สร้างกุฏีก่อน ปราบพื้นที่ให้เรียบเสมอเช่นกับมณฑลสีมาแล้ว ภายหลังเข้าไปหาสงฆ์ขอแล้วจึงพาไป.
               สองบทว่า เอวมสฺส วจนีโย มีความว่า สงฆ์ควรเป็นผู้อันภิกษุนั้นพึงบอกอย่างนี้, แต่ข้างหน้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงภิกษุหลายรูป ตรัสพหุวจนะว่า ทุติยมฺปิ ยาจิตพฺพา.
               คำว่า สเจ สพฺโพ สงฺโฆ น อุสฺสหติ มีความว่า ถ้าสงฆ์ทั้งปวงไม่ปรารถนา คือภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ขวนขวายในกิจ มีการสาธยายและมนสิการเป็นต้น.
               สองบทว่า สารมฺภํ อนารมฺภํ ได้แก่ มีเหตุขัดข้อง ไม่มีเหตุขัดข้อง.
               สองบทว่า สปริกฺกมนํ อปริกฺกมนํ ได้แก่ มีชานรอบ ไม่มีชานรอบ.
               บทว่า ปตฺตกลฺลํ มีความว่า เวลาแห่งการตรวจดูนี้ถึงแล้ว เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่ามีกาลถึงแล้ว. ปัตตกาลนั้นแล ชื่อว่าปัตตกัลลัง. ก็แลอปโลกนกรรมนี้ ถึงจะอปโลกน์ทำ โดยนัยแห่งการสวดประกาศสมมติกรรม เพื่อต้องการตรวจดูพื้นที่ ก็ควร. แต่ต่อไปข้างหน้ากรรมที่ทำในการแสดงพื้นที่ ควรทำด้วยญัตติ และอนุสาวนาตามที่กล่าวแล้วเท่านั้น. จะอปโลกน์ทำไม่ควร.
               บทว่า กิปีลิกานํ มีความว่า แห่งมดทั้งหลายมีชนิดเป็นมดแดงมดดำและมดเหลืองเป็นต้นชนิดใดชนิดหนึ่ง. ปาฐะว่า กปีลกานํ ก็มี.
               บทว่า อาสโย แปลว่า สถานที่อยู่ประจำ. และพึงทราบที่อาศัย คือที่อยู่ประจำแม้ของพวกสัตว์เล็กมีตัวปลวกเป็นต้น เหมือนของพวกมดฉะนั้น, แต่พวกสัตว์เล็กมีมดแดงเป็นต้นนั้น มาเพื่อต้องการหาเหยื่อในที่ใดแล้วไป, ประเทศที่สัญจรเช่นนั้น แม้ของสัตว์ทุกจำพวก ท่านไม่ห้าม. เพราะฉะนั้น การถางต้นไม้เป็นต้นในโอกาสนั้นออกปราบให้เตียนแล้วสร้าง ควรอยู่. ที่ ๖ สถานเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าห้ามไว้ก่อน เพราะความเอ็นดูสัตว์.
               บทว่า หตฺถีนํ วา มีความว่า สถานที่อยู่ประจำก็ดี สถานที่หากินประจำก็ดี ของช้างโขลง ย่อมไม่สมควร. ที่อาศัยของสัตว์ร้ายมีสีหะเป็นต้นก็ดี ทางเดินประจำของพวกสัตว์ร้ายมีสีหะเป็นต้น ที่หลีกไปหาเหยื่อก็ดี ไม่สมควร. แต่ท่านมิได้หมายเอาพื้นที่เป็นที่เที่ยวไปแห่งสัตว์ร้ายเหล่านั่น.
               สองบทว่า เยสํ เกสญฺจิ มีความว่า แห่งสัตว์ดิรัจฉานที่ดุร้ายแม้จำพวกอื่น.
               ที่ ๗ สถานเหล่านี้ เป็นที่มีภัยเฉพาะหน้า ทรงห้ามไว้เพื่อประโยชน์แก่ความปลอดจากอันตรายแห่งภิกษุทั้งหลาย. สถานที่เหลือเป็นสถานที่มีเหตุขัดข้องด้วยเหตุขัดข้องต่างๆ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺพนฺนนิสฺสิตํ มีความว่า อันอาศัยนาบุพพัณชาติ คือตั้งอยู่ใกล้เคียงนาเพราะปลูกธัญชาติ ๗ ชนิด. แม้ในบทว่า อปรนฺนนิสฺสิตํ เป็นต้น ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน. แต่ในบทว่า อปรนฺนนิสฺสิตํ เป็นต้นนี้ ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาทั้งหลายมีกุรุนทีเป็นต้นว่า ที่ชื่อว่า ตะแลงแกง นั้นได้แก่เรือนของเจ้าพนักงาน คือเรือนของคนมีเวร ที่เขาสร้างไว้ เพื่อใช้เป็นที่ฆ่าพวกโจร.
               พื้นที่ลงอาชญาคนผิด มีการตัดมือและเท้าเป็นต้น เรียกว่า ที่ทรมานนักโทษ. ป่าช้าใหญ่ ท่านเรียกว่า สุสาน. ทางที่คนจะต้องเดินผ่านไป คือทางไปมา ท่านเรียกว่า ทางสัญจร. บทที่เหลือชัดเจนทั้งนั้น.

               [ว่าด้วยลักษณะการสร้างกุฎี]               
               ข้อว่า น สกฺกา โหติ ยถายุตฺเตน สกเฏน มีความว่า เป็นที่อันเกวียนซึ่งเทียมด้วยโคถึก ๒ ตัวไม่อาจจะจอดล้อข้างหนึ่งไว้ในที่น้ำตกจากชายคา ล้อข้างหนึ่งไว้ข้างนอกแล้วเวียนไปได้. แต่ในกุรุนทีกล่าวว่า เทียมด้วยโคถึก ๔ ตัว ก็ดี.
               หลายบทว่า สมนฺตานิสฺเสณิยาอนุปริคนฺตุ ํ มีความว่า เป็นที่ซึ่งคนทั้งหลายผู้ยืนมุงเรือนอยู่ที่บันไดหรือพะอง ไม่อาจเวียนไปโดยรอบด้วยบันไดหรือพะองได้, ในที่มีผู้จองไว้และไม่มีชานรอบ เห็นปานนี้ ดังกล่าวมาฉะนี้ ไม่ควรให้สร้างกุฏี. แต่ควรให้สร้างในที่ไม่มีผู้จองไว้และมีชานรอบ.
               สองบทว่า อนารมฺภํ สปริกฺกมนํ นั้นมาแล้วในพระบาลีนั่นแล โดยปฏิปักขนัยแห่งคำกล่าวแล้ว. คำเป็นต้นอย่างนี้ว่า สํยาจิกา นาม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสซ้ำเพื่อประกาศเนื้อความแห่งคำว่า สํยาจิกา เป็นต้นที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ถ้าภิกษุสร้างกุฏีด้วยอาการขอมาเอง ในพื้นที่มีผู้จองไว้ ไม่มีชานรอบ.
               สองบทว่า ปโยเค ทุกฺกฏํ มีความว่า ภิกษุดำริว่า เราจักให้สร้างกุฏีที่สงฆ์ไม่แสดงที่ให้ หรือให้ล่วงประมาณ โดยนัยดังตรัสไว้ในบาลีอย่างนี้ แล้วลับมีดหรือขวานเพื่อต้องการนำไม้มาจากป่า เป็นทุกกฏ, เข้าสู่ป่า เป็นทุกกฏ. ตัดหญ้าสดในป่านั้น เป็นปาจิตตีย์พร้อมด้วยทุกกฏ. ตัดหญ้าแห้ง เป็นทุกกฏ. แม้ในต้นไม้ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน.
               ประโยคตั้งแต่ต้นอย่างนี้ คือ ภิกษุถางพื้นที่ ขุด โกยดิน วัดเป็นต้นไป จนถึงปักผัง (ผูกแผนผัง) ชื่อว่า บุพประโยค. ในบุพประโยคนี้ ทุกๆ แห่ง ในฐานะแห่งปาจิตตีย์ เป็นปาจิตตีย์กับทุกกฏ ในฐานะแห่งทุกกฏ เป็นเพียงทุกกฏ. จำเดิมแต่ปักผังนั้นไป ชื่อว่า สหประโยค.
               ในสหประโยคนั้น มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               ในกุฎีที่พึงสร้างด้วยเสาหลายต้น ภิกษุให้ยกเสาต้นแรกในกุฏีนั้น เป็นทุกกฏ. ในกุฎีที่พึงก่อด้วยอิฐหลายก้อน ภิกษุก่ออิฐก้อนแรก เป็นทุกกฏ. ภิกษุประกอบเครื่องอุปกรณ์ใดๆ เข้าด้วยอุบายอย่างนี้. เป็นทุกกฏทุกประโยคแห่งการประกอบเครื่องอุปกรณ์นั้น. เมื่อถากไม้ เป็นทุกกฏทุกๆ ครั้งที่ยกมือ, เมื่อไปเพื่อต้องการถากไม้นั้นเป็นทุกกฏทุกๆ ย่างเท้า.
               ก็เมื่อภิกษุคิดว่า เราจักฉาบกุฎีฝาผนังไม้ หรือฝาผนังศิลา หรือฝาผนังอิฐ ชั้นที่สุดแม้บรรณศาลา พร้อมทั้งฝาและหลังคาที่สร้างแล้ว อย่างนี้ แล้วฉาบด้วยปูนขาว หรือดินเหนียวเป็นทุกกฏทุกๆ ประโยค, เป็นทุกกฏ ตลอดเวลาที่ยังไม่เป็นถุลลัจจัย. แต่ทุกกฏนี้ ขยายเพิ่มขึ้นด้วยการฉาบมากครั้งเหมือนกัน. ไม่เป็นอาบัติ ในเพราะการระบายสีขาวและสีแดงหรือในเพราะจิตรกรรม.
               ข้อว่า เอกํ ปิณฺฑํ อนาคเต มีความว่า ในเมื่อการสร้างกุฏียังไม่ทันถึงก้อนปูนฉาบก้อนหนึ่ง ซึ่งเป็นก้อนหลังสุดแห่งเขาทั้งหมด. มีคำอธิบายว่า ในขณะที่ควรกล่าวได้ว่า กุฎีจักถึงความสำเร็จด้วย ๒ ก้อน ในบัดนี้ ในบรรดา ๒ ก้อนนั้น เป็นถุลลัจจัยในการใส่ก้อนแรก.
               ข้อว่า ตสฺมึ ปิณฺเฑ อาคเต มีความว่า ในเมื่อกุฎีกรรมยังไม่ถึงก้อนหนึ่งอันใด เป็นถุลลัจจัย, เมื่อก้อนนั้นอันเป็นก้อนสุดท้ายมาถึงแล้ว คืออันภิกษุใส่แล้ว วางลงแล้ว ต้องสังฆาทิเสส เพราะการฉาบเชื่อมกันแล้ว. และอันภิกษุผู้ฉาบอย่างนี้ เมื่อเชื่อมการฉาบด้านใน ด้วยการฉาบด้านใน ทำให้ฝาและหลังคาเนื่องเป็นอันเดียวกัน หรือเมื่อเชื่อมการฉาบด้านนอกด้วยการฉาบด้านนอกแล้ว จึงเป็นสังฆาทิเสส.
               ก็ถ้าภิกษุยังไม่ตั้งทวารพันธ์ (กรอบประตู) หรือหน้าต่างเลย ฉาบด้วยดินเหนียว, และเมื่อตั้งกรอบประตูและหน้าต่างนั้นแล้วจะขยายโอกาสแห่งกรอบประตูและหน้าต่างนั้นใหม่ หรือไม่ขยายก็ตาม การฉาบยังไม่เชื่อมกัน ยังรักษาอยู่ก่อน. แต่เมื่อฉาบใหม่พอเชื่อมกันก็เป็นสังฆาทิเสส.
               ถ้ากรอบประตูและหน้าต่างนั้น ที่ภิกษุติดตั้งไว้ ตั้งอยู่ติดต่อกันกับด้วยการฉาบที่ให้ไว้แต่แรกทีเดียว เป็นสังฆาทิเสสตั้งแต่แรกเหมือนกัน. เพื่อป้องกันปลวก จะฉาบฝาผนัง ไม่ให้ถึงหลังคาประมาณ ๘ นิ้ว ไม่เป็นอาบัติ. เพื่อป้องกันปลวกเหมือนกัน จะทำฝาผนังหินภายใต้ ไม่ฉาบฝานั้น ฉาบในเบื้องบน, การฉาบชื่อว่ายังไม่เชื่อมต่อกัน ไม่เป็นอาบัติเหมือนกัน.
               ภิกษุทำหน้าต่างและปล่องไฟด้วยอิฐล้วน ในกุฎีฝาผนังอิฐ เป็นอาบัติโดยเชื่อมด้วยการฉาบทีเดียว. ภิกษุฉาบบรรณศาลา เป็นอาบัติ โดยเชื่อมด้วยการฉาบเหมือนกัน, เพื่อต้องการแสงสว่างในบรรณศาลานั้นจึงฉาบเว้นที่ไว้ประมาณ ๘ นิ้ว, การฉาบชื่อว่ายังไม่เชื่อมต่อกัน ยังไม่เป็นอาบัติเหมือนกัน.
               ถ้าภิกษุทำในใจว่า เราได้หน้าต่างแล้วจักตั้งตรงนี้ แล้วจึงทำ เมื่อติดตั้งหน้าต่างเสร็จแล้ว เป็นอาบัติโดยเชื่อมด้วยการฉาบ. ถ้าภิกษุทำฝาผนังด้วยดินเหนียว เป็นอาบัติในเพราะการเชื่อมกันกับด้วยการฉาบหลังคา. รูปหนึ่งพักให้เหลือไว้ก้อนหนึ่ง. อีกรูปอื่นเห็นหนึ่งก้อนที่ไม่ได้ฉาบนั้น ทำในใจว่า นี้เป็นทุกกฏ จึงฉาบเสียด้วยมุ่งวัตร ไม่เป็นอาบัติทั้งสองรูป.

               [แก้อรรถบทภาชนีย์ว่าด้วยจตุกกะทำให้เป็นอาบัติต่างๆ]               
               ๓๖ จตุกกะมีอาทิอย่างนี้ว่า ภิกฺขุ กุฏึ กโรติ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เพื่อทรงแสดงชนิดแห่งอาบัติ. ใน ๓๖ จตุกกะนั้น พึงทราบอาบัติที่คละกันด้วยอำนาจแห่งทุกกฏและสังฆาทิเสสเหล่านี้ คือทุกกฏ เพราะมีผู้จองไว้, ทุกกฏ เพราะไม่มีชานรอบ, สังฆาทิเสส เพราะทำล่วงประมาณ, สังฆาทิเสส เพราะสงฆ์ไม่ได้แสดงที่สร้างให้.
               ก็ในคำเป็นต้นว่า อาปตฺติ ทฺวินฺนํ สงฺฆาทิเสสานํ ทฺวินฺนํ ทุกฺกฏานํ บัณฑิตพึงทราบใจความโดยนัยเป็นต้นว่า ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว พร้อมด้วยสังฆาทิเสส ๒ ตัว.
               ก็ในคำเป็นต้นว่า โส เจ วิปฺปกเต อาคจฺฉติ มีอรรถวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า โส ได้แก่ ภิกษุผู้สั่งแล้วหลีกไปเสีย.
               บทว่า วิปฺปกเต ได้แก่ เมื่อการสร้างกุฏียังไม่เสร็จ.
               สองบทว่า อญฺญสฺส วา ทาตพฺพา มีความว่า พึงสละให้แก่บุคคลอื่น หรือแก่สงฆ์.
               สองบทว่า ภินฺทิตฺวา วา ปุน กาตพฺพา มีความว่า กุฎีจัดว่าเป็นอันรื้อแล้ว ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร? ถ้าเสาฝังลงที่พื้นดิน พึงถอนขึ้น. ถ้าตั้งไว้บนหิน พึงนำออกเสีย. พึงรื้อผนังแห่งกุฎีที่ก่ออิฐออกเสีย จนถึงอิฐมงคล (ศิลาฤกษ์). โดยสังเขป กุฎีที่ถูกพังลงให้เรียบเสมอพื้น ย่อมจัดว่าเป็นอันรื้อแล้ว. เหนือพื้นดินขึ้นไป เมื่อยังมีฝาผนังเหลืออยู่ แม้ประมาณ ๔ นิ้ว กุฎีจัดว่ายังไม่ได้รื้อเลย.
               คำที่เหลือในทุกๆ จตุกกะปรากฏชัดแล้วทั้งนั้น. แท้จริง ในจตุกกะทั้งปวงนี้ ไม่มีคำอะไรอื่นที่จะพึงรู้ได้ยาก ตามแนวแห่งพระบาลีเลย.
               ก็ในคำว่า อตฺตนา วิปฺปกตํ เป็นต้น มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               ที่ชื่อว่า ยังกุฎีที่ตนริเริ่มไว้ให้สำเร็จลงด้วยตนเอง คือ เมื่อภิกษุใส่ก้อนสุดท้าย เข้าในกุฎีที่ตนมีความประสงค์จะให้ถึงความเป็นของสร้างแล้วเสร็จด้วยดินเหนียวจำนวนมาก หรือด้วยดินเหนียวผสมแกลบ ชื่อว่าให้สำเร็จลง.
               สองบทว่า ปเรหิ ปริโยสาเปติ มีความว่า ใช้คนเหล่าอื่นทำให้สำเร็จ เพื่อประโยชน์แก่ตน.
               ในคำนี้ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ว่า ก็กุฏีอันตนเอง หรืออันคนเหล่าอื่น หรือว่าทั้งสองฝ่าย ทำค้างไว้ก็ตามที, ก็แล ภิกษุยังกุฏีนั้นให้สำเร็จด้วยตนเองก็ดี ใช้ให้คนอื่นทำให้สำเร็จก็ดี ใช้คนที่รวมเป็นคู่ คือตนเองและคนเหล่าอื่นสร้างให้สำเร็จก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ตน เป็นสังฆาทิเสสทั้งนั้น.
               แต่ในกุรุนที ท่านกล่าวว่า ภิกษุ ๒-๓ รูป รวมกันทำกล่าวว่า พวกเราจักอยู่, ยังรักษาอยู่ก่อน ยังไม่เป็นอาบัติ เพราะยังไม่แจกกัน, แจกกันว่า ที่นี่ของท่าน แล้วช่วยกันทำ เป็นอาบัติ. สามเณรกับภิกษุร่วมกันทำ ยังรักษาอยู่ตลอดเวลาที่ยังไม่ได้แบ่งกัน, แจกกันโดยนัยก่อน แล้วช่วยกันทำ เป็นอาบัติแก่ภิกษุ ดังนี้.

               [อนาปัตติวารวรรณนา]               
               ในคำว่า อนาปตฺติ เลเณ เป็นต้น มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้กระทำถ้ำแม้ให้ใหญ่ เพราะการฉาบในถ้ำนี้ไม่เชื่อมต่อกัน. สำหรับภิกษุผู้กระทำแม้คูหา คือคูหาก่ออิฐก็ดี คูหาศิลาก็ดี คูหาไม้ก็ดี คูหาดินก็ดี แม้ให้ใหญ่ก็ไม่เป็นอาบัติ.
               บทว่า ติณกุฏิกาโย มีความว่า ปราสาทแม้มีพื้น ๗ ชั้น แต่หลังคามุงด้วยหญ้าและใบไม้ ท่านก็เรียกว่า กุฎีหญ้า. แต่ในอรรถกถาทั้งหลาย ท่านเรียกกุฎีที่เขาทำหลังคาให้ประสานกันดุจตาข่าย ด้วยไม้ระแนงทั้งหลาย แล้วมุงด้วยพวกหญ้าหรือใบไม้นั่นแลว่า เรือนเล้าไก่ ไม่เป็นอาบัติในเพราะกุฎีที่เขามุงแล้วนั้น. จะกระทำเรือนหลังคามุงหญ้าแม้ให้ใหญ่ ก็ควร. เพราะว่าภาวะมีการโบกฉาบปูนภายในเป็นต้นเป็นลักษณะแห่งกุฏี. และภาวะมีโบกฉาบปูนภายในเป็นต้นนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงหลังคาเท่านั้น.
               ก็คำว่า หญ้าและใบไม้แห่งโรงจงกรมพังลง... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! เราอนุญาตเพื่อกำหนดทำการโบกฉาบปูนทั้งภายในและภายนอก เป็นต้น เป็นเครื่องสาธกในกุฎีหญ้านี้. เพราะฉะนั้น เรือนหลังใด มีปีกสองข้างหรือติดยอด กลมหรือ ๔ เหลี่ยมจตุรัสเป็นของที่เขาสร้างโดยสังเขปว่า นี้เป็นหลังคาของเรือนหลังนี้ เมื่อการฉาบเชื่อมติดต่อกันกับด้วยการฉาบฝาผนังของเรือนหลังนั้นแล้ว เป็นอาบัติ. ก็ถ้าว่าภิกษุทั้งหลายมุงด้วยหญ้าข้างบน เพื่อรักษาเครื่องฉาบของเรือนที่มีหลังคาโบกฉาบปูนไว้ทั้งภายในและภายนอก ไม่ชื่อว่าเป็นกุฎีหญ้า ด้วยอาการเพียงเท่านี้.
               ถามว่า ก็ในกุฎีหญ้านี้ ไม่เป็นอาบัติ เพราะสงฆ์ไม่ได้แสดงที่ให้และทำล่วงประมาณเป็นปัจจัยเท่านั้น หรือว่า แม้เพราะมีผู้จองไว้และไม่มีชานรอบเป็นปัจจัยเล่า?
               ตอบว่า ไม่เป็นอาบัติ แม้ในทุกๆ กรณี.
               จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงกุฎีเช่นนี้ จึงตรัสไว้ในคัมภีร์ปริวารว่า
                         ภิกษุสร้างกุฎี ซึ่งสงฆ์ไม่แสดงที่ให้ ล่วงประมาณ
               มีผู้จองไว้ ไม่มีชานรอบด้วยการขอเอาเอง ไม่เป็นอาบัติ
               ปัญหานี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย คิดกันแล้ว.

               ส่วนคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในบาลีมีอาทิว่า ภิกษุผู้สร้างต้องอาบัติทุกกฏ ๓ ตัว ดังนี้ ตรัสเพราะการไม่สร้างตามที่สั่งไว้เป็นปัจจัย.
               สองบทว่า อญฺญสฺสตฺถาย มีความว่า ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้สร้างกุฎี แม้ไม่ถูกลักษณะของกุฎี เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น คืออุปัชฌาย์ก็ตาม อาจารย์ก็ตาม สงฆ์ก็ตาม.
               ข้อว่า วาสาคารํ ฐเปตฺวา สพฺพตฺถ มีความว่า ภิกษุให้สร้างอาคารอื่น เว้นอาคารเพื่อประโยชน์เป็นที่อยู่ของตนเสีย ด้วยตั้งใจว่า จักเป็นโรงอุโบสถก็ตาม เป็นเรือนไฟก็ตาม เป็นหอฉันก็ตาม เป็นโรงไฟก็ตาม ไม่เป็นอาบัติในเพราะอาคารทั้งหมดมีโรงอุโบสถเป็นต้น.
               ถ้าแม้นภิกษุนั้นมีความรำพึงในใจว่า จักเป็นโรงอุโบสถด้วย เราจักอยู่ด้วย ดังนี้ก็ดี ว่า จักเป็นเรือนไฟด้วย จักเป็นศาลาฉันด้วย... จักเป็นโรงไฟด้วย เราจักอยู่ด้วย ดังนี้ก็ดี แม้เมื่อให้สร้างโรงอุโบสถเป็นต้น เป็นอาบัติแท้.
               แต่ในมหาปัจจรี ท่านกล่าวว่า ไม่เป็นอาบัติ แล้วกล่าวว่า เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้สร้าง เพื่อประโยชน์แก่เรือนเป็นที่อยู่ของตนเท่านั้น.
               บทว่า อนาปตฺติ มีความว่า ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุบ้า และแก่พวกภิกษุชาวแคว้นอาฬวี ผู้เป็นต้นบัญญัติเป็นต้น.
               ในสมุฏฐานเป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ :-
               สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๖ เป็นกิริยา.
               แท้จริง สิกขาบทนี้ย่อมเกิดโดยการกระทำของภิกษุผู้ให้สงฆ์แสดงที่ให้แล้ว สร้างให้ล่วงประมาณไป, เกิดทั้งโดยการทำและไม่ทำของภิกษุผู้ไม่ให้สงฆ์แสดงที่ให้แล้วสร้าง, เป็นโนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ฉะนี้แล.

               กุฏิการสิกขาบทวรรณนา จบ.               
               ------------------------------------------------------------               

.. อรรถกถา เตรสกัณฑ์ สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๖ จบ.
อ่านอรรถกถา 1 / 1อ่านอรรถกถา 1 / 489อรรถกถา เล่มที่ 1 ข้อ 494อ่านอรรถกถา 1 / 501อ่านอรรถกถา 1 / 657
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=01&A=16207&Z=16993
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๖  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๕๕
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :