ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ค้นพระไตรปิฎก ชาดก หนังสือธรรมะ

อรรถกถา เนมิราชชาดก
พระเจ้าเนมิราชทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมี

หน้าต่างที่   ๒ / ๓.

ว่าด้วย พระเจ้าเนมิราชเสด็จไปทอดพระเนตรนรก
ลำดับนั้น พระราชาดำริว่า เราจักไปเทวโลกแน่ แต่จักดูนรกก่อน จึงตรัสคาถาติดต่อกันไปว่า
เราจะดูนรกอันเป็นที่อยู่ของเหล่าสัตว์ผู้ทำบาป สถานที่อยู่ของเหล่าสัตว์ผู้มีกรรมหยาบช้า และคติของเหล่าชนผู้ทุศีลก่อน.


บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุสฺสีลานํ ได้แก่ ของคฤหัสถ์ทุศีล ของสมณะทุศีล ผู้ทำบาปด้วยอำนาจอกุศลกรรมบถสิบ. บทว่า ยา คติ ความว่า เราจักดูที่เกิดของคนทุศีลเหล่านั้น.

ลำดับนั้น มาตลีเทพสารถีได้แสดงแม่น้ำชื่อเวตรณี แด่พระเจ้าเนมิราชก่อน.
พระศาสดา เมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสว่า
มาตลีเทพสารถีได้แสดงแม่น้ำเวตรณี ซึ่งข้ามยาก ประกอบด้วยน้ำแสบ เผ็ดร้อน เดือดพล่าน เปรียบดังเปลวเพลิง แด่พระเจ้าเนมิราช.


บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวตรณึ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตลีเทพสารถีได้ฟังพระราชดำรัสแห่งพระเจ้าเนมิราช จึงขับรถตรงไปนรก แสดงแม่น้ำเวตรณีที่ตั้งขึ้นด้วยฤดูโดยกรรมปัจจัยก่อน. นายนิรยบาลทั้งหลายในนรกนั้นถือศัสตราวุธมีดาบ มีด โตมร หอกและไม้ค้อนเป็นต้นอันลุกโพลง ประหารแทงโบยตีสัตว์นรกทั้งหลาย สัตว์นรกเหล่านั้นทนต่อทุกข์นั้นไม่ได้ ก็ตกลงในเวตรณีนที.

เวตรณีนทีนั้นดาดาษไปด้วยเครือเลื้อย อันมีหนามประมาณเท่าหอก มีเพลิงลุกโพลงข้างบน. สัตว์นรกเหล่านั้นต้องอยู่ในเวตรณีนทีนั้นหลายพันปี เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ในเพราะเถาวัลย์มีหนามแหลมมีคมอันคมกริบ มีเพลิงลุกโชติช่วง มีหลาวเหล็กลุกโพลงประมาณเท่าลำตาล ตั้งขึ้นภายใต้เถาวัลย์เหล่านั้น. สัตว์นรกทั้งหลายยังกาลให้ล่วงไปนานมาก พลาดจากเถาวัลย์ตกลงที่ปลายหลาว มีร่างกายถูกหลาวแทงไหม้อยู่ในหลาวนาน ดุจปลาที่เสียบไว้ในไม้แหลมย่างไฟ หลาวทั้งหลายลุกเป็นไฟ. สัตว์นรกทั้งหลายก็ลุกเป็นไฟ ก็ภายใต้หลาวทั้งหลายมีใบบัวเหล็กแหลมคม ดุจมีดโกนลุกเป็นไฟอยู่หลังน้ำ. สัตว์นรกเหล่านั้นพลาดจากหลาวทั้งหลายตกลงในใบบัวเหล็ก เสวยทุกขเวทนานาน. แต่นั้นสัตว์นรกเหล่านั้นก็ตกในน้ำแสบ แม้น้ำก็ลุกเป็นไฟ. แม้สัตว์นรกทั้งหลายก็ลุกเป็นไฟ. แม้ควันก็ตั้งขึ้น ก็พื้นแม่น้ำภายใต้น้ำดาดาษไป ด้วยเครื่องประหารอันคมกริบ. สัตว์นรกเหล่านั้นจมลงในน้ำ ด้วยคิดว่าใต้น้ำจะเป็นเช่นไรหนอ. ก็เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่เพราะเครื่องประหารอันคมกริบ. สัตว์นรกเหล่านั้นไม่สามารถจะอดกลั้นทุกข์ใหญ่นั้น ก็ร่ำร้องน่ากลัวมาก. กระแสน้ำบางครั้งก็ไหลลอยไปตามกระแส บางครั้งก็ทวนกระแส. ลำดับนั้น นายนิรยบาลผู้อยู่ที่ฝั่งก็ซัดลูกศร มีด โตมร หอก แทงสัตว์นรกเหล่านั้นดุจปลา. สัตว์นรกเหล่านั้นถึงทุกขเวทนาก็ร้องกันลั่น. ลำดับนั้น นายนิรยบาลก็เอาเบ็ดเหล็กที่ลุกเป็นไฟ เกี่ยวสัตว์นรกเหล่านั้นขึ้น คร่ามาให้นอนบนแผ่นดินเหล็กที่ลุกเป็นไฟโชติช่วง ยัดก้อนเหล็กที่ลุกแดงเข้าปาก.
พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นเหล่าสัตว์ถูกทุกข์ใหญ่เบียดเบียนในเวตรณีนที ก็สะดุ้งกลัว. ตรัสถามมาตลีเทพสารถีว่า สัตว์เหล่านี้ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้. มาตลีเทพสารถีได้ทูลถวายพยากรณ์ให้ทรงทราบ.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสว่า
พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นชน ซึ่งตกอยู่ในเวตรณีนทีภาค ซึ่งยากจะข้ามได้ จึงตรัสกะมาตลีเทพสารถีว่า แน่ะนายสารถี ความกลัวมากปรากฏแก่เรา เพราะเห็นสัตว์ตกอยู่ในแม่น้ำเวตรณี. แน่ะมาตลี เราขอถามท่าน สัตว์เหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงได้ตกในเวตรณีนที.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใดเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลกเป็นผู้มีกำลัง มีบาปธรรมเบียดเบียน ด่ากระทบผู้ที่หากำลังมิได้. สัตว์เหล่านั้นมีกรรมหยาบช้ากระทำบาป จึงตกลงในเวตรณีนที.


บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วินฺทติ ความว่า เราไม่มีอิสระแก่ตัวเป็นเหมือนมีความกลัว.
บทว่า ทิสฺวา ความว่า เห็นเหล่าสัตว์ตกไปอยู่ คือเห็นสัตว์นรกเหล่านั้นตกแม่น้ำเวตรณี.
บทว่า ชานํ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตลีเทพสารถีนั้นรู้อยู่เอง จึงได้ทูลบอกแด่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบ. บทว่า ทุพฺพเล ได้แก่ เว้นจากกำลังร่างกาย กำลังโภคะ และกำลังอำนาจ.
บทว่า พลวนฺโต ได้แก่ ประกอบด้วยกำลังเหล่านั้น. บทว่า หึเสนฺติ ได้แก่ ทำให้ลำบากด้วยประหารด้วยฝ่ามือเป็นต้น. บทว่า โรเสนฺติ ได้แก่ ด่ากระทบโดยประการต่างๆ. บทว่า ปสเวตฺวา ความว่า ให้เกิดคือกระทำ.

มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์ ปัญหาแด่พระเจ้าเนมิราชอย่างนี้แล้ว. เมื่อพระเจ้าเนมิราชได้ทอดพระเนตรเห็นเวตรณีนรกแล้ว ก็ทำประเทศนั้นให้อันตรธานไปแล้ว ขับรถไปข้างหน้า แสดงที่เป็นที่สัตว์มีสุนัขเป็นต้นเคี้ยวกินอันพระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นสถานที่นั้นแล้วก็ทรงกลัว. ตรัสถามปัญหาได้ทูลพยากรณ์แล้ว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสว่า
พระราชาตรัสว่า สุนัขแดง สุนัขด่าง ฝูงแร้ง ฝูงกา น่ากลัว เคี้ยวกินสัตว์นรก ความกลัวปรากฏแก่เรา เพราะเห็นสัตว์เหล่านั้นเคี้ยวกินสัตว์นรก. เราขอถามท่าน สัตว์เหล่านี้ที่ฝูงกาเคี้ยวกิน ได้ทำบาปอะไรไว้.
มาตลีเทพสารถีอันพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้ว ได้ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ ผู้ทำบาปตามที่ได้ทราบ แด่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นผู้ตระหนี่เหนียวแน่น มีบาปธรรม มักบริภาษ เบียดเบียน ด่ากระทบสมณพราหมณ์. สัตว์เหล่านั้นมีกรรมหยาบช้ากระทำบาป จึงถูกฝูงกาเคี้ยวกิน.

ปัญหาอื่นจากนี้ และการพยากรณ์ก็มีนัยนี้แล.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สามา ได้แก่ มีสีแดง. บทว่า โสณา แปลว่า สุนัข.
บทว่า สวลา ความว่า มีสีด่าง และมีสีขาว ดำ เหลือง. ท่านแสดงสุนัขไว้ ๕ สีอย่างนี้. ได้ยินว่า สุนัขเหล่านั้นตัวโตเท่าช้าง ไล่ติดตามสัตว์นรกที่แผ่นดินเหล็กอันลุกโพลง ดุจไล่เนื้อ กัดเนื้อเป็นชิ้นแล้วยังสรีระ ๓ คาวุตแห่งสัตว์นรก ให้ล้มลงบนแผ่นดินเหล็กอันลุกโพลง เอาขาหน้าทั้งสองเหยียบอกของสัตว์นรกผู้ร้องลั่นอยู่ ทึ้งเนื้อกินให้เหลือแต่เยื่อในกระดูก แห่งสัตว์ผู้มีบาปธรรม.
บทว่า คิชฺฌา ได้แก่ ฝูงแร้งมีจะงอยปากเป็นโลหะ ตัวใหญ่เท่าเกวียนสินค้า. แร้งเหล่านั้นทำลายกระดูก ด้วยจะงอยปากเช่นกับปลายทวน เคี้ยวกินเยื่อในกระดูก.
บทว่า โกกาลุสงฺฆา ได้แก่ ฝูงกามีจะงอยปากเป็นโลหะ น่ากลัวยิ่ง เคี้ยวกินสัตว์นรกที่มันเห็นแล้วๆ. บทว่า เยเม ชเน ความว่า ถามว่า สัตว์นรกเหล่านี้ที่ถูกฝูงกาเคี้ยวกินได้ทำบาปกรรมอะไรไว้. บทว่า มจฺฉริโน ได้แก่ ผู้ไม่ให้อะไรแก่ผู้อื่น ชื่อว่าตระหนี่. บทว่า กทริยา ได้แก่ กระด้างและตระหนี่ ห้ามผู้อื่นแม้กำลังบริจาคทาน. บทว่า สมณพฺราหฺมณานํ ได้แก่ ผู้ระงับบาปลอยบาปแล้ว.

แต่นั้น มาตลีเทพสารถียังประเทศนั้นให้อันตรธาน ขับรถไปข้างหน้า. สัตว์นรกทั้งหลายเหยียบแผ่นดินเหล็ก ๙ โยชน์ ลุกโชติช่วง. นายนิรยบาลติดตามไปประหารแข้งด้วยท่อนเหล็ก อันลุกโพลงประมาณเท่าลำตาลล้มลง โบยด้วยท่อนเหล็กนั้น ให้เรี่ยรายเป็นจุรณวิจุรณ. พระราชาเนมิราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ทรงสะดุ้งกลัว
เมื่อจะตรัสถามมาตลีเทพสารถี จึงตรัสคาถาว่า
สัตว์นรกเหล่านี้มีร่างกายลุกโพลง เดินเหยียบแผ่นดินเหล็ก และนายนิรยบาลโบยด้วยท่อนเหล็กแดง ความกลัวปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปของสัตว์นรกเหล่านั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ทำบาปอะไรไว้ จึงถูกเบียดเบียนด้วยท่อนเหล็กนอนอยู่.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใดเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เป็นผู้มีบาปธรรม เบียดเบียน ด่ากระทบ ชายหญิงผู้มีกุศลธรรม. สัตว์เหล่านั้นมีกรรมหยาบช้า กระทำบาปกรรมแล้ว จึงถูกเบียดเบียนด้วยท่อนเหล็กนอนอยู่.


บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สญฺโชติภูตา ได้แก่ มีสรีระลุกโพลง. บทว่า ปฐวึ ความว่า ก้าว คือเหยียบแผ่นดินเหล็ก ๙ โยชน์ที่ลุกโพลง. บทว่า ขนฺเธหิ จ โปถยนฺติ ความว่า เหล่าสัตว์นรกมีร่างกายลุกโพลง ถูกนายนิรยบาลติดตามประหารที่แข้งทั้งสอง ด้วยท่อนเหล็กลุกโพลงเท่าลำตาล ให้ล้มแล้วล้อมโบยด้วยท่อนเหล็กเหล่านั้นแหละให้เรี่ยรายเป็นจฺรณวิจุรณ เหมือนต้อนตีโคไม่เข้าคอกฉะนั้น. บทว่า สุปาปธมฺมิโน ได้แก่ เป็นผู้ธรรมอันลามกด้วยดีสำหรับตน. บทว่า อปาปธมฺมํ ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลและอาจาระเป็นต้น หรือปราศจากความผิด.

มาตลีเทพสารถีขับรถไปข้างหน้า นายนิรยบาลทั้งหลายทิ่มแทง สัตว์นรกด้วยอาวุธอันลุกโพลง. สัตว์นรกเหล่านั้นก็ตกลงในหลุมถ่านเพลิง. เมื่อสัตว์นรกเหล่านั้นจมอยู่ในหลุมถ่านเพลิงเพียงเอว. นายนิรยบาลก็เอากระเช้าเหล็กใหญ่ ตักถ่านเพลิงโปรยลงบนศีรษะสัตว์นรกเหล่านั้น. สัตว์นรกเหล่านั้นไม่อาจรับถ่านเพลิงก็ร้องไห้ มีกายไฟไหม้ทั่วดิ้นรนอยู่.
พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงตรัสคาถาว่า
สัตว์เหล่าอื่นร้องไห้ มีกายไฟไหม้ทั่ว ดิ้นรนอยู่ในหลุมถ่านเพลิง ความกลัวปรากฏแก่เรา เพราะเห็นกิริยานี้. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงมาร้องไห้ ดิ้นรนอยู่ในหลุมถ่านเพลิงนี้.
มาตลีเทพสารถีอันพระเจ้าเนมิราชตรัสถามแล้ว ได้ทูลพยากรณ์วิบากของเหล่าสัตว์ผู้ทำบาป ตามที่ได้ทราบแด่พระเจ้าเนมิราชผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์นรกเหล่านี้ยังหนี้ให้เกิด เพราะสร้างพยานโกงเหตุแห่งทรัพย์ของประชุมชน ยังหนี้ให้เกิดแก่ประชุมชน มีกรรมหยาบช้าทำความชั่ว จึงมาร้องไห้ดิ้นรนอยู่ในหลุมถ่านเพลิง พระเจ้าข้า.


บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า องฺคารกาสุ ํ ความว่า แน่ะสหายมาตลี ไฉนสัตว์บางพวกนี้จึงถูกนายนิรยบาลล้อมทิ่มแทง ด้วยอาวุธอันลุกโพลง เหมือนต้อนโคที่ไม่เข้าคอก ตกลงในหลุมถ่านเพลิง และนายนิรยบาลทั้งหลายถือเอากระเช้าเหล็กใหญ่ โปรยถ่านเพลิงลงบนสัตว์เหล่านั้นที่จมอยู่ในหลุมถ่านเพลิงแค่เอว คราวนั้นเหล่าสัตว์ไม่อาจรับถ่านเพลิงทั้งหลายได้ จึงร้องไห้มีกายไฟไหม้ทั่วคร่ำครวญดิ้นรนอยู่. อธิบายว่า โปรย คือโรยถ่านเพลิงลงบนศีรษะของตน ด้วยกำลังแห่งกรรมบ้าง ด้วยตนเองบ้าง.
บทว่า ปูคาย ธนสฺส ความว่า เหตุแห่งทรัพย์ ซึ่งเป็นของประชุมชนที่ตนเรี่ยไร เมื่อมีโอกาสว่า พวกเราจักถวายทานบ้าง จักทำการบูชาบ้าง จักสร้างวิหารบ้าง.
บทว่า ชาปยนฺติ ความว่า ใช้จ่ายทรัพย์นั้นตามชอบใจ ตัดสินพวกหัวหน้าคณะสร้างพยานโกงว่า พวกเราทำการขวนขวายในที่โน้นไปเท่านี้ ให้ในที่โน้นไปเท่านี้ ทำทรัพย์นั้นให้เสื่อม คือให้พินาศไป.

มาตลีเทพสารถีขับรถไปข้างหน้า เหล่าสัตว์ถูกนายนิรยบาลที่น่ากลัว จับเอาเท้าขึ้นบนเอาศีรษะลงล่าง โยนไปตกในหม้อโลหะอันร้อนแรง.
พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็น จึงตรัสว่า
หม้อโลหะใหญ่ไฟติดทั่วลุกโพลงโชติช่วงย่อมปรากฏ ความกลัวย่อมเกิดแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนี้. แน่ะมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ทำบาปอะไรไว้ จึงตกในโลหกุมภี.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใดเป็นผู้มีบาปธรรม เบียดเบียน ด่ากระทบสมณะหรือพราหมณ์ผู้มีศีล. สัตว์เหล่านั้นมีกรรมหยาบช้า กระทำบาปกรรมแล้ว จึงตกในโลหกุมภี.


บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปทิตฺตา แปลว่า อันไฟติดทั่วแล้ว. บทว่า มหตี ความว่า ประมาณเท่าภูเขาตั้งอยู่เป็นกัป เต็มไปด้วยแร่โลหะ. บทว่า อวํสิรา ความว่า เหล่าสัตว์ถูกนายนิรยบาลจับเอาเท้าขึ้นบนเอาศีรษะลงล่างโยนไปตกลงในโลหกุมภีนั้นๆ. บทว่า สีลวํ แปลว่า ผู้มีศีล คือถึงพร้อมด้วยคุณ คืออาจาระ.

มาตลีเทพสารถีขับรถไปข้างหน้า นายนิรยบาลเอาเชือกเหล็กลุกโพลง ผูกคอสัตว์นรก ให้ก้มหน้า ดึงขึ้นมาตัดคอให้ชุ่มในน้ำร้อนแล้วโบยตี. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงตรัสคาถาว่า
นายนิรยบาลผูกคอสัตว์นรกด้วยเชือกเหล็กลุกโพลง แล้วตัดศีรษะโยนลงไปในน้ำร้อน ความกลัวเกิดแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนี้. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์เหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงมีศีรษะขาดนอนอยู่.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน สัตว์เหล่าใดเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก มีบาปธรรม จับนกมาฆ่า สัตว์เหล่านั้นมีกรรมหยาบช้ากระทำบาป จึงมีศีรษะขาดนอนอยู่.


บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลุญฺจนฺติ ได้แก่ เพิกขึ้น. บทว่า อถ เวฐยิตฺวา ความว่า เอาเชือกโลหะอันลุกโพลงผูกคอให้ก้มหน้า. บทว่า อุโณฺหทกสฺมึ ได้แก่ ในน้ำโลหะที่ตั้งมาเป็นกัป.
บทว่า ปกิเลทยิตฺวา ได้แก่ ให้ชุ่ม คือโยนลงไป มีคำอธิบายว่า แน่ะสหายมาตลี นายนิรยบาลเหล่านี้เอาเชือกเหล็กลุกโพลงผูกคอของสัตว์เหล่าใด แล้วโน้มสรีระซึ่งมีประมาณสามคาวุตลง ควั่นคอต้อนไปด้วยท่อนเหล็กลุกโพลง ใส่เข้าในน้ำโลหะที่ลุกโพลงแห่งหนึ่ง แล้วยินดีร่าเริง และเมื่อคอนั้นขาดแล้ว มีคออื่นพร้อมกับศีรษะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นอีกทีเดียว. สัตว์เหล่านั้นได้กระทำกรรมอะไรไว้ ความกลัวเกิดแก่ข้าพเจ้า เพราะเห็นสัตว์เหล่านั้น.
บทว่า ปกฺขี คเหตฺวาน วิเหฐยนฺติ ความว่า ข้าแต่มหาราช สัตว์เหล่าใดเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก จับนกมาตัดปีกผูกคอฆ่ากินบ้าง ขายบ้าง. สัตว์เหล่านี้นั้นมีศีรษะขาดอยู่ในที่นี้.

มาตลีเทพสารถีขับรถต่อไป ได้ยินว่า ในประเทศนั้นมีแม่น้ำมีน้ำเจิ่ง น่ารื่นรมย์ไหลอยู่โดยปกติ. สัตว์นรกไม่อาจทนความกระหาย เพราะเร่าร้อนด้วยเพลิง จึงเดินย่ำแผ่นดินโลหะลุกโพลงลงสู่แม่น้ำนั้น. ทันใดนั้นเองฝั่งน้ำทั้งสอง ก็ลุกโพลงทั่ว น้ำควรดื่มก็กลายเป็นแกลบ และใบไม้ลุกโพลง. สัตว์นรกไม่อาจจะทนความกระหาย ก็เคี้ยวแกลบ และใบไม้อันลุกโพลงกินแทนดื่มน้ำ แกลบและใบไม้นั้น ก็เผาสรีระทั้งสิ้นออกทางส่วนเบื้องต่ำ. สัตว์นรกไม่สามารถจะอดกลั้นทุกข์นั้น ก็ประคองแขนทั้งสองร้องไห้.
พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงตรัสคาถาว่า
แม่น้ำนี้มีน้ำมาก มีตลิ่งไม่สูง มีท่าอันดี ไหลอยู่เสมอ. สัตว์นรกเหล่านั้นเร่าร้อนเพราะความร้อนแห่งไฟ จะดื่มน้ำ ก็แต่เมื่อสัตว์นรกเหล่านั้นจะดื่ม น้ำก็กลายเป็นแกลบไป ความกลัวย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนี้. แน่ะมาตลีเทพสารถี ข้าพเจ้าขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ เมื่อจะดื่มน้ำ น้ำจึงกลายเป็นแกลบไป.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใดมีการงานไม่บริสุทธิ์ ขายข้าวเปลือกแท้ เจือด้วยข้าวลีบแกลบแก่ผู้ซื้อ. เมื่อสัตว์เหล่านั้นมีความร้อนยิ่ง เพราะความร้อนแห่งไฟ กระหายน้ำ จะดื่มน้ำจึงกลายเป็นแกลบไป.


บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนิขาตกูลา ได้แก่ มีฝั่งไม่ลึก.
บทว่า สุปติตฺถา ได้แก่ ประกอบด้วยท่าน้ำงามๆ.
บทว่า ถุสํ โหติ ความว่า ข้าวเปลือกกลายเป็นแกลบ.
บทว่า ปานิ ได้แก่ น้ำดื่ม ได้ยินว่า ในประเทศนั้น มีแม่น้ำมีน้ำเจิ่ง น่ารื่นรมย์ไหลอยู่เป็นปกติ. สัตว์นรกเร่าร้อนเพราะความร้อนแห่งไฟ ไม่อาจจะทนความกระหายได้ จึงเดินย่ำแผ่นดินโลหะที่ลุกโพลงลงสู่แม่น้ำนั้น. ทันใดนั้นเอง ฝั่งน้ำทั้งสองก็ลุกโพลงทั่ว น้ำควรดื่มก็กลายเป็นแกลบและใบไม้ลุกโพลง. สัตว์นรกไม่อาจทนความกระหาย ก็เคี้ยวกินแกลบและใบไม้อันลุกโพลงนั้น แกลบและใบไม้นั้น ก็เผาสรีระทั้งสิ้นของสัตว์เหล่านั้น ลุกโพลงทั่วออกทางส่วนเบื้องต่ำ. สัตว์นรกเหล่านั้นไม่สามารถจะอดกลั้นทุกข์นั้น ก็ประคองแขนทั้งสองร้องไห้.
บทว่า สุทฺธธญฺญํ ในคาถานั้น ได้แก่ ธัญชาติบริสุทธิ์ ๗ อย่างมีข้าวเปลือกเป็นต้น.
บทว่า ปลาเสน มิสฺสํ ความว่า เอาใบไม้บ้าง แกลบบ้าง ทรายและดินเป็นต้นบ้าง ผสมกัน.
บทว่า อสุทฺธกมฺมา ได้แก่ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เศร้าหมอง.
บทว่า กยิโน ความว่า พูดว่าเราจักให้ข้าวเปลือกที่ดีๆ แก่ท่าน รับเงินแต่มือของผู้ซื้อแล้ว ให้ข้าวเปลือกที่ไม่ดีเห็นปานนั้น.

มาตลีเทพสารถีขับรถต่อไป นายนิรยบาลทั้งหลายล้อมเหล่าสัตว์นรกในนิรยาบายนั้น เหมือนนายพรานล้อมฝูงมฤคในป่าไว้ แล้วทิ่มแทงข้างทั้ง ๒ แห่งสัตว์นรกเหล่านั้นด้วยอาวุธต่างๆ มีเครื่องประหาร คือลูกศรเป็นต้น ร่างกายของสัตว์นรกเหล่านั้นปรากฏเป็นช่องปรุไปหมดเหมือนใบไม้แก่ ฉะนั้น.
พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น เมื่อจะตรัสถามมาตลีเทพสารถี จึงตรัสคาถาว่า
นายนิรยบาลแทงข้างทั้ง ๒ แห่งสัตว์นรกผู้ร้องไห้อยู่ ด้วยลูกศร หอก โตมร ความกลัวปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนี้. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงถูกฆ่าด้วยหอกนอนอยู่.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใด เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลกเป็นผู้มีกรรม ไม่ยังประโยชน์ให้สำเร็จ ถือเอาของที่เจ้าของไม่ให้ คือ ธัญชาติ ทรัพย์ เงิน ทอง แพะ แกะ ปศุสัตว์ และกระบือ มาเลี้ยงชีวิต. สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้มีกรรมหยาบช้าทำบาป จึงถูกฆ่าด้วยหอก นอนอยู่.


บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุภยานิ ได้แก่ข้างทั้งสอง. บทว่า ตุทนฺติ แปลว่า ย่อมแทง.
บทว่า กนฺทตํ แปลว่า ร้องไห้อยู่. นายนิรยบาลผู้หยาบช้าล้อมแทงข้างทั้ง ๒ ด้วยอาวุธต่างๆ มีลูกศรเป็นต้น เหมือนนายพรานล้อมหมู่มฤคในป่า สรีระปรากฏเป็นช่องปรุเหมือนใบไม้เก่า.
บทว่า อทินฺนมาทาย ได้แก่ สวิญญาณกทรัพย์ และอวิญญาณกทรัพย์ที่เป็นของผู้อื่น สัตว์นรกเหล่านั้นถือเอาทรัพย์นั้น ด้วยการตัดที่ต่อเป็นต้น และด้วยการลวงด้วยประการต่างๆ เลี้ยงชีวิต.

มาตลีเทพสารถีขับรถต่อไป แสดงนิรยาบายอื่นอีก นายนิรยบาลผูกคอสัตว์นรกในนรกนั้น ด้วยเชือกเหล็กลุกโพรงใหญ่ คร่าตัวมาให้ล้มลงบนแผ่นดินเหล็กลุกโพลง เที่ยวทุบตีด้วยอาวุธต่างๆ พระเจ้าเนมิราช เมื่อจะตรัสถาม มาตลีเทพสารถีถึงเหตุนั้น จึงตรัสคาถาว่า
สัตว์นรกเหล่านี้นายนิรยบาลผูกคอไว้ เพราะเหตุอะไร ยังพวกอื่นอีกพวกหนึ่ง อันนายนิรยบาลตัดทำให้เป็นชิ้นๆ นอนอยู่. ความกลัวย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนี้. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ทำบาปอะไรไว้ จึงถูกทำให้เป็นชิ้นๆ นอนอยู่.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์นรกเหล่านี้เคยเป็นผู้ฆ่าแกะ ฆ่าสุกร ฆ่าปลา ครั้นฆ่าสัตว์ของเลี้ยง กระบือ แพะ แกะ แล้ววางไว้ในร้านที่ฆ่าสัตว์ขายเนื้อ เป็นผู้มีกรรมหยาบช้าทำบาปจึงถูกตัดเป็นชิ้นๆ นอนอยู่.


บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คีวาย พนฺธา ความว่า เหล่าสัตว์นรกถูกนายนิรยบาลผูกคอด้วยเชือกเหล็กลุกโพลงใหญ่ คร่าตัวมาให้ล้มลงบนแผ่นดินเหล็ก ทุบตีด้วยอาวุธต่างๆ อันลุกโพลง. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นสัตว์นรกเหล่านั้น จึงตรัสถาม.
บทว่า อญฺเญ วิกนฺตา ความว่า สัตว์นรกเหล่าอื่นถูกตัดเป็นชิ้นๆ.
บทว่า วิลกตา ความว่า สัตว์นรกเหล่าอื่นถูกนายนิรยบาลวางไว้บนแผ่นเหล็กลุกโพลง เอามีดเชือดเนื้อสับเหมือนสับเนื้อทำเป็นก้อนๆ นอนอยู่.
บทว่า มจฺฉิกา แปลว่า ฆ่าปลา. บทว่า ปสุ ํ ได้แก่ แม่โค. บทว่า สูเณสุ ปสารยึสุ ความว่า วางไว้ในร้านฆ่าสัตว์ขายเนื้อ เพื่อประโยชน์แก่การขายเนื้อเลี้ยงชีพ.

มาตลีเทพสารถีขับรถต่อไป แสดงนิรยาบายอื่นอีก พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นสัตว์นรกเหล่านี้กินมูตรและคูถ. เมื่อจะตรัสถามมาตลีเทพสารถี จึงตรัสคาถาว่า
ห้วงน้ำนี้เต็มด้วยมูตรและคูถ มีกลิ่นเหม็น ไม่สะอาด เน่า ฟุ้งไป สัตว์นรกมีความหิวครอบงำ ก็กินมูตรและคูถนั้น. ความกลัวปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงมีมูตรและคูถเป็นอาหาร.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์นรกเหล่าใดก่อทุกข์ เบียดเบียนมิตรสหายเป็นต้น ตั้งมั่นอยู่ในความเบียดเบียนผู้อื่นทุกเมื่อ. สัตว์นรกเหล่านั้นมีกรรมหยาบช้าเป็นพาล ประทุษร้ายมิตร จึงต้องกินมูตรและคูถ.


บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขุทาปเรตา มนุชา อเทนฺติ ความว่า สัตว์นรกเหล่านี้อันความหิวถูกต้อง ไม่อาจอดกลั้นความหิวได้ จึงทำคูถเก่าซึ่งตั้งอยู่เป็นกัป เดือดพล่าน ควันอบ ลุกโพลง เป็นก้อนๆ เคี้ยวกิน.
บทว่า การณิกา แปลว่า ก่อทุกข์. บทว่า วิโรสิกา ได้แก่ ผู้เบียดเบียนแม้มิตรสหายเป็นต้น.
บทว่า มิตฺตทฺทโน ความว่า สัตว์เหล่าใดเป็นพาลเคี้ยวกิน คือบริโภคข้าวปลาอาหารในบ้านของคนนั้นๆ นั่งนอนบนอาสน์ที่เขาปูลาดไว้ ยังรับจ้างขโมยมาสกและกหาปณะอีก. สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ประทุษร้ายมิตร เป็นพาล จึงเคี้ยวกินก้อนคูถเห็นปานนี้ พระเจ้าข้า.

มาตลีเทพสารถีขับรถต่อไป ในนรกอื่นๆ สัตว์นรกเหล่านี้อันความหิวถูกต้อง ไม่อาจอดกลั้นความหิวได้ จึงทำเลือดและหนองเป็นก้อนๆ เคี้ยวกิน. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงตรัสคาถาว่า
ห้วงน้ำนี้เต็มด้วยเลือดและหนอง มีกลิ่นเหม็นไม่สะอาด เน่า ฟุ้งไป. สัตว์นรกถูกความร้อนแผดเผาแล้ว ย่อมดื่มเลือดและหนองกิน. ความกลัวย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงมีเลือดและหนองเป็นอาหาร.
มาตลีเทพสารถีทูลถวายพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์นรกเหล่าใด เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลกฆ่ามารดาบิดาหรือพระอรหันต์ ชื่อว่าต้องปาราชิกในเพศคฤหัสถ์. สัตว์นรกเหล่านั้นมีกรรมหยาบช้าทำบาป จึงมีเลือดและหนองเป็นอาหาร.


บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆมฺมาภิตตฺตา ได้แก่ ถูกความร้อนเบียดเบียน.
บทว่า ปาราชิกา ความว่า เป็นผู้พ่าย คือฆ่าบิดามารดาต้องปาราชิกในความเป็นคฤหัสถ์นั่นแล.
บทว่า อรหนฺเต ได้แก่ ผู้สมควรแก่บูชาพิเศษ.
บทว่า หนนฺติ ความว่า ฆ่าบิดามารดาผู้ทำกรรมที่ทำได้ด้วยยาก
อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทว่า อรหนฺเต ท่านสงเคราะห์ แม้พุทธสาวกทั้งหลายเข้าด้วย.

มาตลีเทพสารถีขับรถต่อไป นายนิรยบาลที่อุสสุทนรกอื่นอีก เอาเบ็ดเหล็กลุกโพลง โตเท่าลำตาลเกี่ยวลิ้นสัตว์นรก คร่ามาให้สัตว์นรกเหล่านั้น ล้มลงบนแผ่นดินโลหะที่ลุกโพลง ให้นอนแผ่ เอาขอเหล็กสับดุจสับหนังโคฉะนั้น. สัตว์นรกเหล่านั้นดิ้นรนเหมือนปลาดิ้นอยู่บนบก ไม่อาจทนทุกข์นั้นร้องไห้เขฬะไหล.
พระเจ้าเนมิราช เมื่อจะแสดงแก่มาตลีเทพสารถีนั้น ได้ตรัสว่า
ท่านจงดูลิ้นของสัตว์นรกที่เกี่ยวด้วยเบ็ด และหนังที่แผ่ไปด้วยขอ สัตว์นรกย่อมดิ้นรน เหมือนปลาที่โยนไปบนบกย่อมดิ้นรนฉะนั้น ร้องไห้ น้ำลายไหล เพราะกรรมอะไร ความกลัวย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงกลืนเบ็ดนอนอยู่.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์นรกเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นมนุษย์อยู่ในตำแหน่งผู้ตีราคา ยังราคาซื้อให้เสื่อมไปด้วยราคา ทำกรรมอันโกงด้วยความโกง เหตุโลภทรัพย์ปกปิดไว้ ดุจคนเข้าไปใกล้ปลาเพื่อจะฆ่า เอาเหยื่อเกี่ยวเบ็ดปิดเบ็ดไว้ฉะนั้น. บุคคลจะป้องกันช่วยคนทำความโกง ผู้อันกรรมของตนหุ้มห่อไว้ ไม่มีเลย. สัตว์นรกเหล่านั้นมีกรรมหยาบช้าทำบาป จึงมากลืนเบ็ดนอนอยู่.


บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิเมเต ความว่า เพราะเหตุไร สัตว์นรกเหล่านั้น. บทว่า วงฺกฆสฺตา แปลว่า กลืนเบ็ด. บทว่า สณฺฐานคตา ความว่า ผู้ถึงตำแหน่งคือขอบเขต คือดำรงอยู่ในตำแหน่งตีราคาสินค้า.
บทว่า อคฺเฆน อคฺฆํ ความว่า รับราคาสินค้านั้นๆ เป็นสินบนแล้วลดราคา วิญญาณกทรัพย์และอวิญญาณกทรัพย์นั้นๆ มีช้างม้าเป็นต้นหรือเงินทองเป็นต้น.
บทว่า กยํ ความว่า เมื่อลดราคานั้นๆ ย่อมลดราคาซื้อจากราคานั้นแก่ผู้ซื้อทั้งหลาย เมื่อควรจะให้ ๑๐๐ ก็ให้แค่ ๕๐ เมื่อควรจะให้ ๕๐ บาทก็ให้แค่ ๒๕. ฝ่ายผู้ซื้อนอกนี้ก็แบ่งกับผู้ตีราคาเหล่านั้น ถือเอาราคานั้น.
บทว่า กูเฏน กูฏํ ได้แก่ การโกงนั้นๆ มีโกงด้วยตาชั่งเป็นต้น. บทว่า ธนโลภเหตุ ความว่า กระทำการโกงนั้นๆ เพราะเหตุโลภทรัพย์.
บทว่า ฉนฺนํ ยถา วาริจรํ วธาย ความว่า ก็สัตว์เหล่านั้น แม้เมื่อทำการงานนั้น ก็ปกปิดการโกงที่ตนทำไว้อย่างนั้น ด้วยวาจาอ่อนหวาน คนเข้าไปใกล้ปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำ เพื่อจะฆ่า ก็เอาเหยื่อหุ้มเบ็ดฆ่าปลานั้น ฉันใด การปกปิดทำการงานนั้น ฉันนั้น.
บทว่า น หิ กูฏการิสฺส ความว่า ด้วยว่า ชื่อว่าการป้องกันย่อมไม่มีแก่ผู้ที่ทำการโกง แม้สำคัญอยู่ว่า กรรมของเราที่ปกปิดไว้นั้นไม่มีใครรู้.
บทว่า สเกหิ กมฺเมหิ ปุรกฺขิตสฺส ความว่า ผู้นั้นอันกรรมของตนหุ้มห่อไว้ ก็ไม่ได้ที่พึ่ง.

มาตลีเทพสารถีขับรถต่อไป สัตว์นรกในนรกนั้น ตั้งอยู่ในหลุมใหญ่เต็มด้วยถ่านเพลิงที่ลุกโพลง. ได้ยินว่า สัตว์นรกเหล่านั้นถูกนายนิรยบาลถืออาวุธต่างๆ แทงเข้าถึงนรกนั้น เหมือนนายโคบาลแทงฝูงโคที่ไม่เข้าคอก ฉะนั้น. นายนิรยบาลจับสัตว์นรกเหล่านั้นเอาเท้าขึ้นบนโยนไปในนรกนั้น. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นสัตว์นรกตกนรกอย่างนั้น เมื่อจะตรัสถามมาตลีเทพสารถี จึงตรัสคาถาว่า
หญิงนรกเหล่านี้มีร่างกายแตกทั่ว มีชาติทราม มีแมลงวันตอม เปรอะเปื้อนด้วยเลือดและหนอง มีศีรษะขาด เหมือนฝูงโคที่ศีรษะขาดบนที่ฆ่า ประคองแขนทั้งสองร้องไห้ หญิงนรกเหล่านั้นจมอยู่ในภูมิภาคเพียงเอวทุกเมื่อ. ภูเขาไฟตั้งมาแต่สี่ทิศ ลุกโพลงกลิ้งมาบดหญิงนรกเหล่านั้นให้ละเอียด. ความกลัวปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน หญิงนรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงต้องมาจมอยู่ในภูมิภาคเพียงเอวทุกเมื่อ ภูเขาไฟลุกโพลงตั้งมาแต่สี่ทิศบดให้ละเอียด.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า หญิงนรกเหล่านั้นเป็นกุลธิดา เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก มีการงานไม่บริสุทธิ์ ได้ประพฤติไม่น่ายินดี เป็นหญิงนักเลง ละสามีเสียได้ คบหาชายอื่นเพราะเหตุยินดีและเล่น หญิงเหล่านั้นเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก ยังจิตของตนให้ยินดีในชายอื่น จึงถูกภูเขาไฟอันลุกโพลงตั้งมาแต่สี่ทิศ บดให้ละเอียด.


บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นารี ได้แก่ หญิงทั้งหลาย.
บทว่า สมฺปริภินฺนคตฺตา ความว่า มีตัวแตก คือมีสรีระขาดโดยรอบด้วยดี.
บทว่า รุชจฺจา แปลว่า มีชาติทราม คือมีรูปแปลก. อธิบายว่า น่าเกลียด.
บทว่า วิกนฺตา ความว่า มีตัวเปรอะเปื้อนหนองและเลือด เหมือนโคทั้งหลายที่หัวขาด.
บทว่า สทา นิขาตา ความว่า จมลงในแผ่นดินเหล็กที่ลุกโพลงเป็นนิจเข้าไปแค่เอว ตั้งอยู่เหมือนใครวางไว้. บทว่า ขนฺธาติวตฺตนฺติ ความว่า แน่ะสหายมาตลี ภูเขาเหล่านี้กลิ้งทับหญิงเหล่านั้น ได้ยินว่า ในเวลาที่หญิงเหล่านั้นจมเข้าไปแค่เอวอย่างนี้ ภูเขาเหล็กลุกโพลงตั้งขึ้นทางทิศตะวันออก คำรามดุจสายฟ้ามา เป็นราวกะว่าบดสรีระให้แหลกละเอียดไป เมื่อภูเขาลูกนั้นกลิ้งไปตั้งอยู่ทางข้างทิศตะวันตก สรีระของหญิงเหล่านั้นก็ปรากฏขึ้นอีก หญิงเหล่านั้นไม่อาจอดกลั้นทุกข์นั้นได้ จึงประคองแขนทั้งสองร้องไห้ แม้ภูเขาที่ตั้งขึ้นในทิศที่เหลือทั้งหลายก็มีนัยอย่างนี้แล. ภูเขาสองลูกตั้งขึ้นบดสรีระของหญิงเหล่านั้น เหมือนหีบอ้อย เลือดหลั่งไหลไป บางครั้งภูเขาสามลูก บางคราวสี่ลูก ตั้งขึ้นบดสรีระของหญิงเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ขนฺธาติวตฺตนฺติ.
บทว่า โกลิตฺถิยาโย ได้แก่ เป็นกุลธิดาดำรงอยู่ในตระกูล.
บทว่า อยุตฺตํ อจารํ ความว่า ได้กระทำกรรมที่ไม่สำรวม.
บทว่า ธุตฺตรูปา ความว่า เป็นหญิงมีรูปไม่งาม คือมีรูปชั่ว มีชาติเป็นนักเลง.
บทว่า ปติ วิปฺปหาย ความว่า ละสามีของตนเสีย.
บทว่า อจารุ ํ ความว่า ได้ถึงชายอื่น.
บทว่า รติขิฑฺฑเหตุ ความว่า เหตุกามคุณห้า และเหตุเล่น.
บทว่า รมาปยิตฺวา ความว่า ยังจิตของตนให้รื่นรมย์กับเหล่าชายอื่น เกิดขึ้นในที่นี้. อธิบายว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นภูเขามีไฟลุกโชติช่วงเหล่านี้ จึงบดสรีระของหญิงเหล่านั้นด้วยอาการอย่างนี้.

มาตลีเทพสารถีขับรถต่อไป สัตว์นรกในนรกนั้นตั้งอยู่ในบ่อใหญ่ เต็มด้วยถ่านเพลิงลุกโพลง ได้ยินว่า สัตว์นรกเหล่านั้นถูกนายนิรยบาลถืออาวุธต่างๆ แทง เหมือนนายโคบาลแทงฝูงโคที่ไม่เข้าคอก เข้าถึงนรกนั้นด้วยประการนั้น. ลำดับนั้น นายนิรยบาลจับสัตว์นรกเหล่านั้นให้มีเท้าขึ้นข้างบนโยนลงในบ่อใหญ่นั้น.
พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นสัตว์นรกตกลงในนรกอย่างนั้น เมื่อจะตรัสถามมาตลีเทพสารถี จึงตรัสคาถาว่า
เพราะเหตุไร นายนิรยบาลทั้งหลายจึงจับสัตว์นรกเหล่านี้ อีกพวกหนึ่งที่เท้าเอาหัวลงโยนลงไปในนรก ความกลัวย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่านสัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงถูกโยนให้ตกไปในนรก.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใดเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เป็นผู้มีกรรมไม่ดี ล่วงเกินภรรยาทั้งหลายของชายอื่น. สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้ลักภัณฑะอันอุดมเช่นนั้น จึงมาตกนรก เสวยทุกขเวทนาในนรกนั้นสิ้นปีเป็นอันมาก. บุคคลผู้ช่วยป้องกันบุคคลผู้มักทำบาป ผู้อันกรรมของตนหุ้มห่อไว้ ไม่มีเลย. สัตว์นรกเหล่านั้นมีกรรมหยาบช้าทำบาป จึงมาตกอยู่ในนรก.


บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นรเก ได้แก่ ในบ่อใหญ่เต็มด้วยถ่านเพลิงอันลุกโพลง. ได้ยินว่า สัตว์นรกเหล่านั้นถูกนายนิรยบาลถืออาวุธต่างๆ ทิ่มแทงโบยตี ราวกะนายโคบาลแทงโคทั้งหลายที่ไม่เข้าคอกฉะนั้น เข้าถึงนรกนั้นเห็นปานนั้น. ลำดับนั้น นายนิรยบาลทั้งหลายทำสัตว์นรกเหล่านั้น ให้มีเท้าขึ้นข้างบนมีศีรษะลงข้างล่าง แล้วโยนลงในบ่อใหญ่นั้น. พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นเหล่าสัตว์นรกกำลังตกลงไปอย่างนั้น เมื่อจะตรัสถาม จึงตรัสอย่างนี้.
บทว่า อุตฺตมภณฺฑเถนา ได้แก่ ผู้ขโมยภัณฑะอันประเสริฐที่มนุษย์ทั้งหลายพึงรัก.

ก็แลครั้นทูลอย่างนี้แล้ว มาตลีผู้สังคาหกะได้ยังนรกนั้นให้อันตรธานไป ขับรถต่อไป แสดงนรกเป็นที่หมกไหม้แห่งพวกมิจฉาทิฏฐิ ได้พยากรณ์ข้อที่พระเจ้าเนมิราชตรัสถามว่า
สัตว์นรกเหล่านี้ ทั้งน้อยใหญ่ต่างพวกประกอบเหตุการณ์ มีรูปร่างพิลึก ปรากฏอยู่ในนรก ความกลัวย่อมปรากฏแก่เรา เพราะได้เห็นความเป็นไปนั้น. ดูก่อนมาตลีเทพสารถี เราขอถามท่าน สัตว์นรกเหล่านี้ได้ทำบาปอะไรไว้ จึงได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าแข็งเผ็ดร้อนมีประมาณยิ่ง.
มาตลีเทพสารถีทูลพยากรณ์พระดำรัสถาม ตามที่ทราบวิบากแห่งสัตว์ ผู้ทำบาปทั้งหลาย แด่พระราชาผู้ไม่ทรงทราบว่า สัตว์เหล่าใดเมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก เป็นผู้มีความเห็นเป็นบาป หลงทำกรรมอันทำด้วยความคุ้นเคย และชักชวนผู้อื่นในทิฏฐิเช่นนั้น สัตว์เหล่านั้นเป็นผู้มีทิฏฐิอันลามกทำบาป จึงต้องเสวยทุกขเวทนาอันกล้าแข็งเผ็ดร้อนมีประมาณยิ่ง.


บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺจาวจาเม ได้แก่ สัตว์นรกเหล่านี้ทั้งสูงและต่ำ. อธิบายว่า ทั้งน้อยและใหญ่. บทว่า อุปกฺกมา ได้แก่ ผู้ประกอบเหตุการณ์.
บทว่า สุปาปทิฏฺฐิโน ความว่า เป็นผู้มีธรรมลามกด้วยดี ด้วยมิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ คือ ทานที่ให้ไม่มีผล การบูชาไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สมณพราหมณ์ไม่มี สัตว์ผู้ผุดเกิดไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี.
บทว่า วิสฺสาสกมฺมานิ ความว่า เป็นผู้อาศัยกรรมที่ทำด้วยความคุ้นเคยกระทำกรรมลามกมีอย่างต่างๆ ด้วยมิจฉาทิฏฐินั้น. บทว่า เตเม ความว่า ชนเหล่านี้นั้น ย่อมเสวยทุกข์เห็นปานนี้.

มาตลีเทพสารถีทูลบอก นรกเป็นที่หมกไหม้ของพวกมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย แด่พระเจ้าเนมิราช ด้วยประการฉะนี้.
แม้หมู่เทวดาในเทวโลก ก็ได้นั่งประชุมกันในเทวสภาชื่อสุธรรมา นั่นแล คอยพระเจ้าเนมิราชเสด็จมา. ฝ่ายท้าวสักกเทวราชทรงใคร่ครวญดูว่า ทำไม มาตลีจึงไปช้านัก. ก็ทราบเหตุนั้น จึงทรงจินตนาการว่า มาตลีเทพบุตรเที่ยวแสดงนรกทั้งหลายว่า สัตว์เกิดในนรกโน้น เพราะทำกรรมโน้น ดังนี้. เพื่อแสดงความเป็นทูตพิเศษของตน แต่ชนมายุของพระเจ้าเนมิราช ซึ่งมีอยู่น้อยจะพึงสิ้นไป. ชนมายุนั้นจะไม่พึงถึงที่สุดแห่งการแสดงนรก ทรงดำริฉะนี้แล้ว. จึงส่งเทพบุตรองค์หนึ่งซึ่งมีความเร็วมาก ด้วยเทพบัญชาว่า ท่านจงไปแจ้งแก่มาตลีว่า จงเชิญเสด็จพระเจ้าเนมิราชมาโดยเร็ว เทพบุตรนั้นมาแจ้งโดยเร็ว. มาตลีเทพสารถีได้สดับคำเทพบุตรนั้นแล้ว จึงทูลพระเจ้าเนมิราชว่า ช้าไม่ได้แล้ว พระเจ้าข้า. แล้วแสดงนรกเป็นอันมากใน ๔ ทิศพร้อมกันทีเดียว แด่พระเจ้าเนมิราช กล่าวคาถาว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ทรงทราบสถานที่อยู่ของเหล่าสัตว์ผู้มีกรรมหยาบช้า และทรงทราบคติของเหล่าสัตว์ผู้ทุศีลแล้ว เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นนิรยาบายอันเป็นที่อยู่ของเหล่าสัตว์นรก ผู้มีกรรมอันลามก. ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่. บัดนี้ ขอพระองค์เสด็จขึ้นไป ในสำนักของท้าวสักกเทวราชเถิด.


คาถานั้นมีเนื้อความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ทรงทราบสถานที่อยู่ของเหล่าสัตว์ ผู้มีกรรมหยาบช้า เพราะได้ทอดพระเนตรเห็นนิรยาบาย อันเป็นที่อยู่ของเหล่าสัตว์นรกผู้มีกรรมอันลามกนี้.
บทว่า ทุสฺสีลานญฺจ ยา คติ ความว่า ความสำเร็จแม้นั้นพระองค์ก็ทรงทราบแล้ว. บัดนี้ ขอเชิญพระองค์เสด็จขึ้นไปชมทิพยสมบัติ ในสำนักของท้าวสักกเทวราชเถิด พระเจ้าข้า.
จบ กัณฑ์นรก

ว่าด้วย พระเจ้าเนมิราชเสด็จไปทอดพระเนตรสวรรค์

.. อรรถกถา เนมิราชชาดก
อ่าน อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑][๒] [๓]
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด พระไตรปิฎกฉบับธรรมทาน
บันทึก  ๑๒  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com