อานิสงส์แห่งวัตรเจ็ดประการของมฆมาณพ
ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ในป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี เจ้าลิจฉวีพระนามว่ามหาลิเสด็จเข้าเฝ้า แล้วกราบทูลถามถึงท้าวสักกะจอมเทพและธรรมที่ทำให้บุคคลได้ถึงความเป็นท้าวสักกะ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ในกาลก่อน ท้าวสักกะยังเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่บ้านอจลคาม แคว้นมคธ มีชื่อว่ามฆมาณพ.
มฆมาณพตั้งใจดำเนินชีวิตด้วยวัตร ๗ ประการ คือ เลี้ยงดูมารดาบิดาตลอดชีวิต ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล กล่าววาจาอ่อนหวาน ไม่กล่าวคำส่อเสียด มีใจปราศจากความตระหนี่ กล่าวคำสัตย์ และเมื่อความโกรธเกิดขึ้นก็รีบระงับเสีย.
วันหนึ่ง มฆมาณพไปยังสถานที่ประชุมกลางหมู่บ้าน เห็นพื้นดินเต็มไปด้วยฝุ่นและไม่สะอาด จึงใช้เท้าเกลี่ยดินและขนสิ่งสกปรกออก ทำบริเวณหนึ่งให้เรียบร้อยน่านั่งน่ายืน.
เมื่อคนอื่นมาถึง เห็นสถานที่นั้นสะอาดดี ก็เข้ายืนแทนที่และผลักมฆมาณพออกไป มฆมาณพมิได้โกรธ เขาเดินไปชำระพื้นที่แห่งใหม่ให้สะอาด.
ไม่นาน คนอื่นก็เข้ายึดพื้นที่แห่งใหม่อีก เขายังคงไม่โกรธ และชำระพื้นที่ต่อไปเรื่อย ๆ จนสถานที่ประชุมทั้งบริเวณสะอาดและร่มรื่นขึ้น.
ต่อมา มฆมาณพนำจอบมาแผ้วถางพื้นดิน ขนก้อนหิน ตอไม้ และสิ่งกีดขวางออก ทำทางที่ผู้คนใช้สัญจรให้ราบเรียบและเดินสะดวก.
บุรุษคนหนึ่งเห็นเขาทำงานอยู่จึงถามว่า กำลังทำอะไร มฆมาณพตอบว่า กำลังทำหนทางไปสวรรค์ของตน เพราะงานที่ทำให้คนทั่วไปได้รับความสะดวกย่อมเป็นกุศล.
บุรุษนั้นขอร่วมทำด้วย มฆมาณพก็ยินดี ภายหลังมีผู้เห็นประโยชน์ของงานแล้วเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนครบ ๓๓ คน.
มฆมาณพให้โอวาทแก่สหายว่า ผู้ที่ปรารถนาจะทำความดีควรละความโกรธ ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และควรใช้กำลังของตนทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม.
ตั้งแต่นั้น มฆมาณพพร้อมสหาย รวม ๓๓ คน พากันออกทำงานเป็นประจำ ช่วยกันปรับถนนหนทาง ขนสิ่งกีดขวางออก ทำทางในที่เดินลำบากให้สะดวก และจัดสถานที่พักสำหรับผู้เดินทาง.
นายบ้านเห็นคนทั้งหลายเลิกดื่มสุรา เลิกเที่ยวหาปลาและเนื้อ และหันมาร่วมกันทำประโยชน์ จึงไม่พอใจ เพราะตนเคยได้รับผลประโยชน์จากกิจเหล่านั้น.
เขาพยายามชักชวนให้มฆมาณพกับสหายกลับไปทำอย่างเดิม แต่คนทั้ง ๓๓ ไม่ยอมทำตาม นายบ้านจึงโกรธและเข้าไปกราบทูลพระราชาว่า คนกลุ่มนี้เป็นพวกโจรที่รวมตัวกันเที่ยวไป.
พระราชายังมิได้ทรงสอบสวนให้รอบคอบ ก็รับสั่งให้จับมฆมาณพและสหายมา แล้วให้นำช้างไปเหยียบเพื่อประหารชีวิต.
เมื่อช้างกำลังถูกไสเข้ามา มฆมาณพกล่าวแก่สหายว่า ในเวลานี้นอกจากเมตตาแล้ว พวกเราไม่มีที่พึ่งอื่น ขอทุกคนอย่าโกรธพระราชา นายบ้าน ช้าง และผู้ใดทั้งสิ้น จงแผ่เมตตาเสมอกันแก่ทุกฝ่าย.
คนทั้ง ๓๓ ตั้งจิตเมตตาตามคำของมฆมาณพ ช้างจึงไม่อาจเข้าไปใกล้และไม่ยอมเหยียบ แม้เจ้าหน้าที่จะใช้เสื่อลำแพนคลุมคนทั้งหมดไว้ ช้างก็ยังถอยกลับไปเสียแต่ไกล.
พระราชาทรงทราบเหตุอัศจรรย์นั้น จึงรับสั่งให้เรียกคนทั้ง ๓๓ มาไต่ถาม มฆมาณพกราบทูลว่า พวกตนมิใช่โจร แต่กำลังชำระหนทางไปสวรรค์ด้วยการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านและผู้เดินทาง.
เมื่อทรงทราบความจริง พระราชาทรงขอให้พวกเขายกโทษ และพระราชทานช้างพร้อมสิทธิ์ใช้สอยหมู่บ้าน เพื่อให้ทำกิจที่เป็นประโยชน์ต่อไป.
มฆมาณพและสหายเห็นผลแห่งความดีที่ปรากฏในปัจจุบันแล้ว ก็ยิ่งมีจิตผ่องใส พากันตกลงว่าจะสร้างศาลาพักถาวรไว้ตรงทางสี่แพร่ง สำหรับผู้คนที่เดินทางผ่านไปมา.
พวกเขาหาช่างไม้มาสร้างศาลาหลังใหญ่ แบ่งพื้นที่ภายในออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนหนึ่งสำหรับผู้ใหญ่และผู้มีฐานะ ส่วนหนึ่งสำหรับคนยากจน และอีกส่วนหนึ่งสำหรับคนเจ็บป่วย.
ในเรือนของมฆมาณพมีหญิง ๔ คน นางสุธรรมาเห็นการสร้างศาลาและปรารถนาจะมีส่วนในบุญ จึงขอให้นายช่างทำช่อฟ้าสำหรับศาลาไว้ล่วงหน้า.
เมื่อศาลาใกล้เสร็จ นายช่างบอกว่าช่อฟ้าต้องใช้ไม้ที่เตรียมและถากไว้ก่อนแล้ว ไม่อาจทำให้เสร็จในทันที กลุ่มของมฆมาณพจึงไปขอซื้อช่อฟ้าที่นางสุธรรมาเตรียมไว้.
นางสุธรรมาไม่ขอรับทรัพย์ แต่ขอให้ตนมีส่วนในบุญของศาลาหลังนี้ มฆมาณพกับสหายจึงยอมรับช่อฟ้าและให้นางร่วมบุญ ศาลานั้นจึงได้ชื่อว่าสุธรรมา.
นางสุนันทาเห็นดังนั้นก็สร้างสระโบกขรณีไว้ใกล้ศาลา เพื่อให้ผู้คนมีน้ำดื่มน้ำใช้ ส่วนนางสุจิตราสร้างสวนดอกไม้และปลูกต้นไม้ให้เกิดร่มเงาแก่ผู้มาพัก.
มฆมาณพและสหายยังคงดูแลถนน ศาลา สระน้ำ และสวนเหล่านั้น มิได้สร้างแล้วทอดทิ้ง แต่คอยซ่อมแซมและจัดสิ่งที่จำเป็นให้ผู้เดินทาง คนยากจน และคนป่วยได้ใช้ประโยชน์อยู่เสมอ.
ตลอดชีวิต มฆมาณพตั้งมั่นอยู่ในวัตร ๗ ประการ เลี้ยงดูมารดาบิดา เคารพผู้ใหญ่ พูดคำอ่อนโยนและคำสัตย์ ไม่ทำคนให้แตกกัน ยินดีในการให้ และฝึกระงับความโกรธ.
ครั้นสิ้นชีวิต มฆมาณพพร้อมสหาย รวม ๓๓ คน ได้บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มฆมาณพได้เป็นท้าวสักกะจอมเทพ ส่วนสหายของเขาได้เป็นเทพบุตรผู้มีศักดิ์ใหญ่.
ผลแห่งการสร้างศาลาและช่อฟ้าที่นางสุธรรมาร่วมทำ ปรากฏเป็นสุธรรมเทวสภา ผลแห่งสระที่นางสุนันทาสร้าง ปรากฏเป็นสุนันทาโบกขรณี และผลแห่งสวนดอกไม้ของนางสุจิตรา ปรากฏเป็นจิตตลดาวัน.
ต้นไม้ที่มฆมาณพเคยปลูกให้ร่มเงาแก่ผู้เดินทาง ให้ผลเป็นต้นปาริฉัตตกะในดาวดึงส์ ส่วนช้างที่พระราชาพระราชทานแก่กลุ่มของมฆมาณพ เมื่อสิ้นชีวิตได้เกิดเป็นเอราวัณเทพบุตร ผู้เนรมิตกายเป็นช้างเอราวัณถวายเป็นพาหนะของท้าวสักกะ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มฆมาณพมิได้ถึงความเป็นท้าวสักกะเพราะการอ้อนวอนหรือความปรารถนาเพียงอย่างเดียว แต่เพราะความไม่ประมาท การประพฤติวัตรอันดี และการลงมือทำประโยชน์แก่คนทั้งหลายอย่างต่อเนื่อง.
เรื่องของมฆมาณพแสดงว่า การทำถนนให้เดินสะดวก สร้างที่พัก จัดน้ำ ปลูกต้นไม้ และช่วยกันดูแลสถานที่สาธารณะ แม้มิได้ถวายแก่บุคคลใดโดยเฉพาะ ก็เป็นกุศลที่คนและสัตว์จำนวนมากได้รับประโยชน์ และย่อมให้ผลไพบูลย์ตามประโยชน์ที่เกิดขึ้น.
ทุติยเทวสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ 15
มหาลิสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ 15
อรรถกถาธรรมบท เรื่องท้าวสักกะ (มฆมาณพ) ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท อัปปมาทวรรค